สธ.ย้ำถอดจีน-เกาหลีใต้ไม่เพิ่มความเสี่ยงโควิด-19 คนเข้าไทยไม่ได้เสรี ส่วนจะเปิดประเทศรับชาติไหนเข้าต้องดูสถานการณ์ต่อไป ระบุ 3 กลุ่มจังหวัดต้องติดตามเข้มข้น เพิ่มเฝ้าระวังผู้เสียชีวิตทุกสาเหตุ-ครู กำชับผู้สูงอายุ-ผู้มีโรคประจำตัวเลี่ยงออกจากบ้าน
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือโควิด-19 นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า แนวโน้มสถานการณ์จำนวนผู่ป่วยรายใหม่ของประเทศไทย นับตามวันที่มีรายงานผู้ป่วยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมจนถึงกลางเดือนเมษายน จำนวนผู้ติอเชื้อรายใหม่ลดลงต่ำกว่า 10 รายมาต่อเนื่อง และไม่พบรายใหม่เป็นครั้งที่ 2 โดยจังหวัดที่มีการพบผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาและจำเป็นต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างเข้มข้นต่อไป มี 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี) กลุ่มจังหวัดท่องเทียวขนาดใหญ่ จ.เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง จ.ยะลาะ ปัตตานี นราธิวาสและสงขลา
“ส่วนจังหวัดที่ไม่เคยมีผู้ป่วยมาก่อนและจังหวัดที่มีผู้ป่วย 1 รายซึ่งครั้งหนึ่งอาจจะมีคนเดินทางจากต่างจังหวัดเข้ามาในพื้นที่แล้วสามารถตรวจตะครุบได้เร็วและตัดวงจรการแพร่เชื้อได้เด็ดขาดเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างปลอดภัย”นพ.ธนรักษ์กล่าว
นพ.ธนรักษ์ กล่าวอีกว่า มาตรการที่จะเปิดสถานที่และกิจการเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้วิถีชีวิตแบบเดิมและให้เศรษฐกิจเดินได้ระดับหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดเมืองโดยความเสี่ยงการกลับมาแพร่ระบาดไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีมาตรการหลักๆที่จะดำเนินการ ใน 3 ส่วน ได้แก่ 1.มาตรการสาธารณสุข แบ่งเป็นการป้องกันจะต้องมีความเข้มข้นในกลุ่มผู้สูงอายุ และคนที่อยู่ในสถานที่แออัด การค้นหาผู้ป่วยในขณะที่มีจำนวนผู้ป่วยน้อยต้องค้นหาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเป็นการค้นหา 2 แบบ คือ แบบการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก โดยการนำข้อมูลทางระบาดวิทยาเดิมมาตรวจดูว่าสถานที่ใดเจอผู้ป่วยบ่อย ก็จะลงไปดำเนินการตรวจเพิ่มเติมในสถานที่นั้นๆ และแบบการจัดระบบเฝ้าระวังให้ได้มาตรฐาน ดำเนินการทั้งในกลุ่มประชากรเฉพาะที่ทำมาอยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยปอดอักเสบ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูงอายุ และครูเมื่อมีการเปิดเทอม รวมถึง การป่วยด้วยโรคหวัดเป็นกลุ่มก้อน ให้รายงานเหตุการณ์ที่มีการระบาดของโรคหวัดเป็นกลุ่มก้อน เพื่อตรวจค้นไวรัสโคโรนา และการเฝ้าระวังอื่นๆ เช่น สัดส่วนผ้ป่วยโรคไข้หวัดในกลุ่มผู้ป่วยนอก จำนวนผู้ป่วยปอดอักสบ และจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตในภาพรวมทุกสาเหตุ เพื่อพิจารณาว่ามีจำนวนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเริ่มมีรายงานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมว่าคนไข้โรคโควิด-19 อาจจะมีอาการบางลักษณะที่แตกต่างออกไป เช่น อาการทางสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด จึงต้องมีการดูผู้เสียชีวิตในภาพรวมด้วยว่าเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง
2.มาตรการระดับบุคคล กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงควรหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น เช่น ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ครอบครัวที่มีกลุ่มเสี่ยง ควรเข้าใจว่าสมาชิกในครอบครัวอาจเป็นผู้นำเชื้อจากนอกบ้านมาสู่กลุ่มเสี่ยงได้ จึงควรออกนอกบ้านเท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการพบปะหรือชุมนุมเป็นกลุ่มก้อน และสวมหน้ากากทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ล้างมือบ่อยๆ และ3.มาตรการระดับองค์กร การทำงานที่บ้านให้มากที่สุด เหลื่อมเวลาการทำงาน ธุรกรรมออนไลน์ ลดความแออัดของสำนักงาน โรงงาน คัดกรองพนักงาน นำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ประชุมทางไกล เป็นต้น
“ช่วงนี้ใกล้ฤดูฝนจะมีอีก 2 โรคที่จะมีผู้ป่วยมาก คือไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ เพราะฉะนั้นประชาชนจะต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันไข้เลือดออกด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และเข้ารับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แต่ขอย้ำว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันไข้หหวัดใหญ่ ไม่ได้ป้องกันโควิด-19 และที่บอกว่าการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วจะทำให้โอกาสติดโรคโควิด-19มากขึ้นก็ไม่เป็นความจริง”นพ.ธนรักษ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการยกเลิกประเทศเกาหลีใต้และจีนจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายจะเพิ่มความเสี่ยงการระบาดในประเทศหรือไม่ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า แม้จะถอด 2 ประเทศออกจากบัญชีดังกล่าว แต่คนเดินทางยังไม่สามารถเข้าประเทศไทยได้ เพราะ ยังมีข้อสั่งการเรื่องการห้ามบิน แม้มีการถอดออกเพราะจำนวนผู้ป่วยลดลงต่อเนื่องแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบต่อการควบคุมโรคหรือเพิ่มความเสี่ยงในระยะนี้ ส่วนการพิจารณาว่าผู้เดินทางจากประเทศใดจะสามารถเข้าประเทศไทยได้ จะต้องดูสถานการณ์ต่อไป
ขณะที่พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การผ่อนปรนกิจการ กิจกรรมในระยะที่ 2 จะต้องยึด 5 มาตรการการ์ดต้องไม่ตก ได้แก่ 1.ทำความสะอาด พื้นที่ทั้งหมดที่จะมีการให้บริการ รวมถึง ระบบปรับอากาศ 2.ผู้ให้/ ผู้รับบริการ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และถ้าเป็นพื้นที่ต้องพบคนจำนวนมาก เช่น แคชเชียร์ พนักงานขาย อาจจะใช้เฟซชิลล์เพิ่มเป็นอุปกรณ์เสริมแต่ไม่ใช้แทนหน้ากากาผ้า 3.บริการจุดล้างมือ มีอ่างล้างมือหรือจุดบริการเจลแอลกอฮอล์เพียงพอ และล้างมือเสมอเมื่อแตะผิวสัมผัสสาธารณะ 4.เว้นระยะห่าง และ5.ควบคุมจำนวนคน เป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มเติม เพราะมีการเพิ่มพื้นที่การให้บริการขนาดใหญ่ที่เป็นพื้นที่ปิด จึงต้องควบคุมจำนวนคน โดยคำนวณพื้นที่บริการด้วยการตัดพื้นที่วางเฟอร์นิเจอร์และจำนวนพนักงานออกไป จึงจะถือเป็นจำนวนที่ให้บริการตามขนาดพื้นที่
ในส่วนของห้างสรรพสินค้า จะต้องทำความสะอาดและกำหนดจุดสัมผัสร่วม โดยให้พนักงานทำความสะอาดทุกชั่วโมงต้องเช็ดจุดสัมผัสร่วมอย่างสม่ำเสมอ เช่น ลิฟต์ บันไดเลื่อน ปุ่ม ที่ผลักประตู ห้องน้ำ แคชเชียร์ เป็นต้น และมีการคัดกรองพนักงานทุกคนทุกวันก่อนเข้าปฏิบัติงาน คนที่มีอาการและไม่มั่นใจว่ามีความเสี่ยงต้องหยุดงานในวันนั้น และผู้ใช้บริการต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาเว้นตอนรับประทานอาหารหรือมีการออกกำลังกายอย่างหนักเท่านั้น รวมถึง ให้มีการล้างมือบ่อยๆ และให้เว้นระยะนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร เป็นต้น
สำหรับกลุ่มกิจการ กิจกรรมที่มีการผ่อนคลายในระยะที่ 1 พบว่ามีข้อระวังและสิ่งที่ต้องเน้นย้ำเพิ่มเติม โดยกลุ่มตลาด ร้านอาหาร แผงลอย ซุปเปอร์มาเก็ต มินิมาร์ท ต้องควบคุมจำนวนคนต่อพื้นที่ กำหนดระยะเวลาที่ใช้บริการ ทำความสะอาดจุดเสี่ยงจุดสัมผัสร่วม และผู้ให้บริการใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเอง และกลุ่มสวนสาธารณะ สนามกีฬา ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม ร้านตัดขนสัตว์และฝากสัตว์ ขอเน้นย้ำ เรื่อง ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม วัสดุ อุปกรณ์กีฬาก่อนและหลังการใช้บริการทุกครั้งและถังขยะที่สะอาด สภาพดีและนำไปกำจัดทุกวัน









