วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บอย ท่าพระจันทร์' เปิดบทเรียนเจ็บจากหุ้น 13 ปี ขาดทุนเกือบพันล้าน ก่อนกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง

บอย ท่าพระจันทร์ เปิดบทเรียนลงทุน 13 ปี เผยขาดทุนหุ้นรวม 700-800 ล้านบาทในช่วง 3 ปี ก่อนเจ็บหนักอีกเกือบ 100 ล้านบาทช่วงต้นปี 2569 ตัดสินใจปรับพอร์ต ลดความเสี่ยง ปลดหนี้มาร์จิ้น ปัจจุบันพอร์ตกลับมาบวก พร้อมย้ำบทเรียนสำคัญ การรักษาเงินทุนสำคัญไม่แพ้การทำกำไรมหาศาล

KEY POINTS

  • บอย ท่าพระจันทร์ เผยประสบการณ์ลงทุนในหุ้น 13 ปี โดยขาดทุนหนักรวม 700-800 ล้านบาทในช่วงปี 2566-2568 และขาดทุนเพิ่มอีกเกือบ 100 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2569
  • สาเหตุของการขาดทุนครั้งใหญ่มาจากความมั่นใจในตัวเองที่สูงเกินไป หลังจากเคยทำกำไรได้หลายเท่าตัวในช่วงวิกฤตโควิด ทำให้ลงทุนหนักขึ้นและรับความเสี่ยงมากขึ้น
  • เขาตัดสินใจปรับพอร์ตครั้งใหญ่โดยขายหุ้นเพื่อลดภาระหนี้มาร์จิ้น และย้ายการลงทุนทั้งหมดไปอยู่ในพอร์ตเงินสด ทำให้ปัจจุบันไม่มีภาระเงินกู้แม้แต่บาทเดียว
  • ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนกลับมามีกำไรและมีความมั่นคงมากขึ้น โดยเขาได้ถอดบทเรียนว่าการรักษาเงินทุนและควบคุมความเสี่ยงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำกำไรมหาศาล

"บอย ท่าพระจันทร์" เซียนพระชื่อดัง และนักลงทุนในตลาดหุ้น เปิดเผยประสบการณ์ลงทุนในหุ้นตลอดระยะเวลา 13 ปี 4 เดือน 13 วัน โดยยอมรับว่าต้องเผชิญทั้งช่วงเวลาที่ทำกำไรได้หลายเท่าตัวและช่วงขาดทุนหนัก หลังขาดทุนจากการลงทุนรวมประมาณ 700-800 ล้านบาทในช่วงปี 2566-2568 ก่อนต้นปี 2569 จะเผชิญความเสียหายอีกเกือบ 100 ล้านบาท จนต้องปรับพอร์ตครั้งใหญ่ ลดความเสี่ยงและภาระหนี้มาร์จิ้น โดยปัจจุบันระบุว่าพอร์ตกลับมามีกำไรและไม่มีภาระเงินกู้แล้ว พร้อมถอดบทเรียนว่า การรักษาเงินทุนและควบคุมความเสี่ยงมีความสำคัญไม่แพ้การสร้างผลตอบแทน

โดย "บอย ท่าพระจันทร์" ได้โพสผ่านเพจเฟชบุ๊กส่วนตัว ว่า 

นักรบย่อมมีบาดแผล หลังจากตัดขาดทุนไป เกือบ 100 ล้านบาท ในเดือนมกราคม

ย้ายหุ้นทุกตัวไปที่พอร์ตเงินสด (ปัจจุบันไม่มีเงินกู้แม้แต่บาทเดียว)

13 ปี 4 เดือน 13 วัน กับชีวิตในตลาดหุ้น

“ตลาดหุ้นสอนให้ผมรู้จักทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว และราคาของความผิดพลาด”
 

ตลอดระยะเวลา 13 ปี 4 เดือน 13 วัน ที่ผมอยู่ในตลาดหุ้น ถ้าถามว่าสนุกไหม ผมตอบได้เลยว่าสนุกมาก แต่ถ้าถามว่าทุกข์ไหม ผมก็ตอบได้เต็มปากว่า ทุกข์มากเช่นกัน

เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มีแค่วันที่เราหาเงินได้ แต่มันยังมีวันที่เราต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อรักษาเงินที่เรามีอยู่ไม่ให้สูญเสียไปด้วย

ย้อนกลับไปในช่วง 5-6 ปีแรกของการลงทุน ผมยอมรับตรง ๆ ว่า ผมเล่นหุ้นแบบมั่วซั่วชิบหายเลยครับ 

ซื้อ ๆ ขาย ๆ กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง วนเวียนอยู่แบบนั้นหลายปี เรียกได้ว่าเละเทะตุ้มเป๊ะ เพราะตอนนั้นผมมีความกล้ามากกว่าความรู้ และมีความมั่นใจมากกว่าประสบการณ์

จนกระทั่งก่อนเกิดโควิด ผมเริ่มจับทางตลาดได้ดีขึ้น พอร์ตเริ่มกลับมามีกำไร และคิดว่าตัวเองเริ่มเข้าใจการลงทุนมากขึ้นแล้ว

แต่พอถึงปี 2020 วิกฤตโควิดก็เกิดขึ้น

นั่นคือหนึ่งในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตการลงทุนของผม

หุ้นตกอย่างรุนแรง พอร์ตเสียหายหนัก วงเงินกู้มาร์จิ้นที่ผมใช้ก็มีจำนวนมาก จนมาร์เก็ตติ้งโทรมาเรียกหลักประกันเพิ่มแทบตลอดเวลา

ผมจำได้ดีว่าตอนนั้นสภาพจิตใจย่ำแย่มาก

ผมต้องตัดสินใจขายทรัพย์สินทุกอย่างที่คิดว่าสามารถขายได้ เพื่อนำเงินมาเติมหลักประกันรักษาพอร์ตหุ้นเอาไว้

แต่ในความกดดันครั้งนั้น ผมกลับมองเห็นอีกด้านหนึ่งของวิกฤต

ผมคิดว่า นี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต หรืออาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของผมก็ได้

ผมเลือกที่จะสู้ต่อ ทั้งเติมมาร์จิ้นและนำเงินส่วนที่เหลือกลับเข้าไปลงทุนเพิ่ม

โชคดีที่ท้ายที่สุด หุ้นที่ผมถือกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) จนทำให้ผมได้รับกำไรหลายเท่าตัวจากเงินที่ลงทุนไป

แต่เรื่องราวไม่ได้จบสวยงามเพียงเท่านั้น

เพราะเมื่อผมเริ่มทำกำไรได้จำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นตามมาคือ ความมั่นใจในตัวเอง

ผมเริ่มลงทุนหนักขึ้น ซื้อหุ้นเพิ่มอีกหลายบริษัท และนั่นก็กลายเป็นบทเรียนราคาแพงอีกครั้ง

ตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2023, 2024 และ 2025 ผมขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นรวมกันประมาณ 700-800 ล้านบาท

ใช่ครับ…เจ็ดถึงแปดร้อยล้านบาท

มันเป็นตัวเลขที่สูงมาก และเป็นบทเรียนที่ผมต้องจ่ายด้วยเงินจริง ๆ

ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อให้ใครสงสาร และไม่ได้ต้องการให้ใครมองว่าผมมีเงินมากมายแค่ไหน

แต่ผมอยากให้เห็นอีกด้านหนึ่งของการลงทุนว่า คนที่เคยทำกำไรได้มหาศาล ก็สามารถขาดทุนมหาศาลได้เช่นเดียวกัน

และบางครั้งความผิดพลาดที่แพงที่สุด ไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่มีความรู้ แต่เกิดจากการที่เราเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป

จนกระทั่งเข้าสู่ต้นปี 2026

ผมตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปีค่อนข้างย่ำแย่ หุ้นที่ผมถืออยู่ปรับตัวลงอย่างหนัก จนทำให้พอร์ตของผมถูกเรียกมาร์จิ้นคอล (Margin Call) อีกหนึ่งครั้ง

ครั้งนี้ผมจำเป็นต้องตัดสินใจขายหุ้นออกไปประมาณ 300ล้านบาท เพื่อนำเงินมาลดภาระเงินกู้และรักษาสถานะพอร์ตเอาไว้

และในช่วงต้นปีนั้นเอง พอร์ตของผมได้รับความเสียหายไปเกือบ 100 ล้านบาท

ยอมรับว่ามันเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสไม่น้อยไปกว่าครั้งที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่แตกต่างจากอดีต คือครั้งนี้ผมไม่ได้คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้กลับมากำไรเร็วที่สุด

ผมกลับคิดว่า จะทำอย่างไรให้พอร์ตของตัวเองกลับมาแข็งแรง และไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันจากเงินกู้มาร์จิ้นอีกต่อไป

หลังจากนั้นผมจึงตัดสินใจปรับพอร์ตอย่างจริงจัง ลดความเสี่ยง ลดภาระหนี้ และจัดสัดส่วนการลงทุนใหม่ทั้งหมดเท่าที่จำเป็น

จนกระทั่งวันนี้ ผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนั้นเริ่มชัดเจนขึ้น

จากพอร์ตที่เสียหายเกือบ 100 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2026 วันนี้พอร์ตของผมกลับมามีกำไรได้พอสมควรแล้ว ไม่ติดลบ และที่สำคัญที่สุดคือ ผมไม่มีภาระเงินกู้มาร์จิ้นอีกต่อไป

สำหรับผม นี่อาจไม่ใช่ปีที่ทำกำไรได้มากที่สุด แต่เป็นอีกหนึ่งปีที่ผมรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรมากที่สุด

เพราะหลังจากผ่านการขาดทุนรวมกันถึง 700-800 ล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยังต้องเผชิญกับความเสียหายอีกเกือบ 100 ล้านบาทในช่วงต้นปีนี้

การที่วันนี้ผมสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง มีพอร์ตที่แข็งแรงขึ้น และไม่มีภาระเงินกู้ ถือเป็นสิ่งที่ผมพอใจมากแล้วครับ

13 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสอนผมอยู่เรื่องหนึ่งว่า

“การหาเงินให้ได้มาก ๆ เป็นเรื่องยาก แต่การรักษาเงินที่หามาได้ ไม่ให้สูญเสียไปเพราะความมั่นใจของตัวเองนั้น ยากยิ่งกว่า”

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุด และไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดหุ้น

เพราะตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ผมยังผิดพลาดอยู่เสมอ และยังต้องเรียนรู้อีกมาก

สำหรับคนที่ยังไม่เคยลงทุนในหุ้น ผมไม่อยากแนะนำให้เข้ามาเพียงเพราะเห็นใครบางคนทำกำไรได้มากมาย

เพราะเบื้องหลังตัวเลขกำไรที่คุณเห็น อาจมีตัวเลขขาดทุนที่คุณไม่เคยรู้ซ่อนอยู่

แต่สำหรับคนที่ลงทุนอยู่แล้ว ผมอยากให้ค่อย ๆ ศึกษา ค่อย ๆ เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ

อย่าเพิ่งคิดถึงวันที่จะได้กำไรเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่ควรคิดถึงวันที่ตลาดไม่เป็นใจด้วยว่า เราจะรักษาเงินทุนของตัวเองอย่างไร

เพราะแต่ละคนมีวิธีการลงทุน มีต้นทุนชีวิต และมีความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

สุดท้ายแล้ว ทุกคนอาจมีเป้าหมายคล้ายกัน คือความสำเร็จและผลตอบแทนจากการลงทุน แต่เส้นทางที่จะไปถึงจุดนั้น ไม่มีใครเหมือนกัน

ผมใช้เวลา 13 ปี 4 เดือน 13 วัน เพื่อเรียนรู้ว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่กล้าที่สุดเสมอไป แต่คนที่รู้จักควบคุมความเสี่ยง และอยู่รอดได้นานพอ ต่างหากที่มีโอกาสไปถึงเป้าหมาย

วันนี้ผมยังคงเป็นนักลงทุนคนเดิมที่ชอบตลาดหุ้นเหมือนวันแรก เพียงแต่ผมเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการไม่ขาดทุนหนัก ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำกำไรมหาศาล

ผมไม่เคยเสียดายเวลาที่เสียไปกับการเรียนรู้ แต่ผมเสียดายทุกครั้งที่ตัวเองผิดพลาด เพราะคิดว่าตัวเองรู้มากพอแล้ว

ขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนครับ

13 ปี 4 เดือน 13 วัน ในตลาดหุ้น

ผมอาจยังไม่ใช่นักลงทุนที่เก่งที่สุด แต่ผมจะไม่หยุดเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง