สธ.เผยรอบ 8 เดือนไทยพบผู้ป่วยซิกา 200 ราย แนวโน้มเริ่มทรงตัว เหลือพบเฉลี่ยเพียงสัปดาห์ละ 20 คน เฝ้าระวังหญิงท้อง 33 ราย
เมื่อเมื่อวันที่ 13 กันยายน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ทั่วประเทศ เกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสซิกา ว่า ในรอบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขผู้ป่วยเริ่มมีการทรงตัว โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาพบประมาณ 20 คน ซึ่งได้มีการเฝ้าระวังติดตามโรคเพื่อรอให้พ้นระยะ 28 วัน อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้กังวลกับตัวเลขมาก แต่ก็ไม่มีการปิดบัง เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์ หากนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมจนถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วยสะสมประมาณ 200 คน แต่หลังป่วยเพียง 1 สัปดาห์อาการก็ดีขึ้นทำให้ตัวเลขป่วย 200 คนทยอยลดน้อยลง เหลือเพียงแต่ละรอบสัปดาห์ที่พบเท่านั้น โดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 20 คน และก็ไม่มีการแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆของประเทศ จะพบเพียง 3-4 จังหวัด คือ บึงกาฬ จันทบุรี เพชรบูรณ์และเชียงใหม่ที่ยังคงมีอยู่ในบางอำเภอเท่านั้น
“ขณะนี้สธ.กำลังจะทำการรายงานผู้ป่วยให้แคบลง จะไม่เน้นที่จังหวัด เพราะจะทำให้ตื่นตระหนก แต่หากพบผู้ป่วยรายใหม่จะรายงานเป็นอำเภอ เป็นรายพื้นที่ ส่วนกรณีพบผู้ป่วยในกทม.นั้น ไม่ต้องกังวล เพราะอยู่ระหว่างการติดตามอาการให้พ้นระยะ ส่วนอีก 30 รายที่ทางกรุงเทพมหานคร(กทม.) ระบุว่า อยู่ระหว่างรอผลการตรวจเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ยัวไม่พบรายงานผู้ป่วยเพิ่มแต่อย่างใด ทั้งนี้ การกำจัดลูกน้ำยุงลายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่ซิกา ยังรวมทั้งโรคไข้เลือดออกด้วย ซึ่งข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันพบผู้ป่วย 38,000 ราย เสียชีวิต 31 ราย” นพ.สุวรรณชัย กล่าว
นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ซิกาเกิดขึ้นสักระยะในประเทศไทย และจัดเป็นโรคที่พบในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศที่ไม่มีรายงานก็ไม่ใช่ว่าจะไม่พบโรค เพียงแต่ระบบในการตรวจอาจไม่มากพอ สำหรับประเทศไทยเข้มงวดเรื่องการตรวจหาเชื้อซิกามากกว่าปีที่ผ่านมา 100 เท่า เนื่องจากมีรายงานข้อควรระวังเรื่องทารกแรกเกิดที่สมองเล็ก อาจสัมพันธ์กับไวรัสซิกา จึงต้องมีการตรวจสอบละเอียดมากขึ้น โดยจากการเฝ้าระวังพบว่าหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบโรคมีประมาณ 33 ราย คลอดแล้ว 8 ราย ซึ่งเด็กปลอดภัยดี ไม่มีภาวะสมองเล็ก แต่ต้องติดตามเฝ้าดูอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีก 25 รายก็ต้องติดตามต่อไปเช่นกัน
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)มีความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์โรคระบาดในแถบอาเซียน จึงได้เตรียมพร้อมในการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์รัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน วาระพิเศษเรื่องไวรัสซิกา คาดว่าจะมีการประชุมภายในสัปดาห์หน้า เกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสซิกาในแต่ละประเทศอาเซียน การเตรียมความพร้อม และการช่วยเหลือในแง่การตรวจยืนยันเชื้อ
พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมการแพทย์ กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลของหญิงตั้งครรภ์นั้น ต้องเฝ้าระวังช่วง 1-6 เดือนแรก เนื่องจากเป็นช่วงการสร้างอวัยวะของทารก และพัฒนาการต่างๆ ส่วนหลังจาก 6 เดือนเป็นต้นไปยังไม่มีข้อมูลวิชาการยืนยัน อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยหากใครกังวลว่าทาครีมกันยุงจะมีผลต่อหญิงตั้งครรภ์ หรือทารกหรือไม่นั้น ให้ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ อย่าง ตะไคร้ ฯลฯ ส่วนกรณีหญิงที่คลอดลูกแล้ว แต่ป่วยซิกา ในช่วงป่วยไม่ควรให้นมบุตร ซึ่งก็เหมือนการป่วยโดยทั่วไป ที่ต้องเว้นการให้นมลูกไปก่อน แต่เมื่อหายป่วยแล้วก็สามารถให้นมบุตรได้ตามปกติ จริงๆการให้นมลูกกรณีหายป่วยแล้ว จะเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูกด้วย
นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กล่าวว่า มาตรการป้องกันโรคที่สำคัญ คือ การกำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยจะมีการประเมินจากดัชนีลูกน้ำยุงลายในพื้นที่ หากเป็นพื้นที่ไม่พบผู้ป่วย จะต้องควบคุมดัชนีลูกน้ำยุงลายให้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นพื้นที่พบผู้ป่วยต้องเร่งลดดัชนีลูกน้ำยุงลายให้เป็นศูนย์ ภายใน 5 วัน อย่างไรก็ตาม การกำจัดลูกน้ำยุงลายที่สำคัญไม่ใช่แค่ซิกา แต่ยังรวมถึงไข้เลือดออก ซึ่งจริงๆแล้วตัวเลขผู้ป่วยมากกว่า โดยผู้ป่วยไข้เลือดออกในรอบสัปดาห์พบสูงถึง 2,000 คน ขณะที่ซิกาพบ 20 คน ดังนั้น ต้องคุมเข้มทั้งหมด แต่ที่น่าห่วงคือ ช่วงนี้หน้าฝนปริมาณลูกน้ำยุงลายเพิ่มขึ้น เห็นได้จากดัชนีลูกน้ำยุงลายที่วัดได้ภายในบ้านเฉลี่ย 20-30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ภายนอกบ้าน อย่างโรงเรียนสูงถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์








