วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมคร.เตือนเดินทางช่วงวันเข้าพรรษา ระวังอุบัติเหตุช่วงฝนตก

กรมคร.ห่วงประชาชนในช่วงวันหยุด(เข้าพรรษา) จะได้รับอันตรายจาการเดินทาง สถิติชี้ อุบัติเหตุใหญ่เกิดขึ้นช่วงฝนตก ขอให้เพิ่มความระมัดระวัง

นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปี 2559 นี้ จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางกลับภูมิลำเนา และมีการใช้ยานพาหนะจำนวนมาก ประกอบกับในช่วงนี้เป็นฤดูฝน ทำให้มีโอกาสที่อาจเกิดฝนตกระหว่างการเดินทางได้ จึงต้องมีการ เตรียมพร้อมและระมัดระวังการขับขี่เป็นพิเศษ โดยเฉพาะการขับขี่ฝ่าฝนตก ที่อาจมีลมแรงและทัศนวิสัยในการมองเห็นน้อยลง

จากข้อมูลการเฝ้าระวังการบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการณ์อุบัติเหตุรายใหญ่ (ที่มีผู้เสียชีวิต 2 รายขึ้นไป หรือผู้บาดเจ็บ 4 รายขึ้นไป) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–30 มิ.ย.2559 พบว่า อุบัติเหตุใหญ่เกิดในช่วงที่มีฝนตก จำนวน 26 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 167 ราย และเสียชีวิต 45 ราย  ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน (พ.ค.-มิ.ย. 2559) "เพียง 2 เดือนนี้พบอบุติเหตุใหญ่ถึง 12 ครั้ง บาดเจ็บ 96 ราย และเสียชีวิต 24 ราย"(ข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด)

ทำให้เห็นได้ว่า การเดินทางช่วงที่มีฝนตกมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้สูง และมีโอกาสที่จะเป็นอุบัติเหตุใหญ่ที่มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก 

นพ.อำนวย กล่าวว่า กรมควบคุมโรค จึงขอแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมก่อนการเดินทางในช่วงหยุดยาวนี้ 1.ควรเตรียมสภาพรถ เช็คลมยาง ไฟส่องสว่างและไฟเลี้ยว ระบบเบรก ทดสอบใบปัดน้ำฝนให้สามารถปัดกวาดน้ำฝนได้สะอาด ไม่มีรอยฝ้าหรือรอยขูดขีดบนกระจก เตรียมผ้าแห้งไว้เช็ดฝ้าที่กระจกภายในรถ และเติมน้ำในกระปุกฉีดน้ำอยู่เสมอ ที่สำคัญควรมีเครื่องมือประจำรถและอะไหล่ต่างๆ สำรองติดรถเอาไว้ 

2.เตรียมคนขับ พักผ่อนให้เพียงพอ หากจะต้องมีการขับรถในระยะทางไกล รวมทั้งควรมีการแวะพักเพื่อปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นระยะ เพื่อป้องกันอาการง่วงนอน และต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮลล์ทุกชนิดหรือยาที่ทำให้ง่วง เช่น ยาลดน้ำมูก ยาภูมิแพ้ ยาแก้ไอ เป็นต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

ส่วนคำแนะนำ 7 ประการ ในการขับขี่ช่วงฝนตก คือ 1.เปิดไฟหน้ารถเสมอ โดยเปิดไฟต่ำ เพื่อช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆบนถนนได้ชัดเจนขึ้น และให้รถคันอื่นมองเห็นรถได้จากระยะไกล ที่สำคัญอย่าเปิดไฟฉุกเฉินเพราะจะสร้างความเข้าใจผิดกับผู้ขับขี่ท่านอื่น  2.เปิดใบปัดน้ำฝน โดยปรับระดับความเร็วของใบปัดน้ำฝนให้สัมพันธ์กับความแรงและปริมาณฝนตก  3.ลดความเร็ว เพื่อเพิ่มความระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ  4.ให้ทิ้งระยะห่างจากคันหน้า เพราะสภาพถนนที่เปียกลื่น ต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถเพิ่มขึ้น

5.หลีกเลี่ยงการแซง แต่หากจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ ระยะทางข้างหน้า ความเร็วและระยะห่างของรถที่กำลังวิ่งตามกันในช่องจราจรซ้ายขวา  6.รถลื่นไถลหรือเหินน้ำ ห้าม เหยียบเบรกจนล้อหยุดหมุนในทันที เพราะอาจทำให้รถพลิกคว่ำได้ ให้แก้ไขโดยลดความเร็ว ใช้เกียร์ต่ำ จนกว่ารถจะทรงตัวได้ แล้วจึงค่อยเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ และ 7.เมื่อต้องขับรถผ่านน้ำท่วมขัง ให้หยุดประเมินสถานการณ์หากระดับน้ำลึกสูงกว่าขอบประตูรถ ไม่ควรขับฝ่าไป ควรเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น แต่ถ้าระดับน้ำต่ำกว่า ก่อนขับผ่านให้ปิดแอร์ เพื่อไม่ให้พัดลมแอร์หรือสายพานตีน้ำเข้าห้องเครื่อง ให้ใช้เกียร์ต่ำและไม่ขับเร็ว  

“อย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง ผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์ทั้งผู้ขับขี่และโดยสาร ควรสวมหมวกกันน็อคทุกครั้งเช่นกัน ที่สำคัญหากพบเห็นผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ขอให้โทรแจ้งขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์กู้ชีพ โทร 1669 ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ จะเกิดความปลอดภัยกับผู้บาดเจ็บมากขึ้น หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422” นพ.อำนวย กล่าว