วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เครือข่ายปชช.ฯ' ซัดรัฐบาลถอยหลังตกคลอง ยกเลิก'เบี้ยคนชรา'

“เครือข่ายประชาชนฯ” ซัดรัฐบาล ถอยหลังตกคลองยกเลิก "เบี้ยคนชรา" จี้ชี้แจงประชาชน ดัน พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ สร้างความเท่าเทียม

ที่สำนักงานเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายประชาชนเพื่อสวัสดิการ ประกอบด้วยเครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายสวัสดิการชุมชน และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้ร่วมกันแถลงข่าวคัดค้านนโยบายรัฐ ที่ต้องการยกเลิกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า และกลับไปใช้แบบเดิม คือคัดเลือกจ่ายให้เฉพาะคนจน ตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาระบุว่ารัฐบาลมีงบประมาณจำกัด จึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณส่วนนี้ เพื่อประหยัดงบประมาณปีละหมื่นล้านบาท

โดยนางชุลีพร ด้วงฉิม เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการกทม. กล่าวว่า รัฐบาลนี้ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่ปรากฏคือ ไล่บี้กับประมาณสวัสดิการถ้วนหน้า ปรับลดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บังคับให้ร่วมจ่ายในกรณีหลักประกันสุขภาพ จำกัดอัตราค่าแรงกรรมกร จำกัดเพดานงบด้านสวัสดิการประชาชน แต่กลับเพิ่มสวัสดิการข้าราชการ หรือแม้แต่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ละเลยการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน ในขณะที่สังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ช่องว่างของโอกาสทางสังคมที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่รัฐบาลชุดนี้กลับมองว่าการจัดสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นการทำลายระบบเสรีนิยมที่ประชาชนต้องขวนขวายทำงานหารายได้เอง ได้มากก็มีสิทธิใช้มาก หากได้น้อยก็ก้มหน้ารับกรรมไป

ขณะที่นางหนูเกณ อินจันทร์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า ประชาชนทุกคนก็ทำงานสร้างรายได้และความมั่งคั่งให้ประเทศชาติมาโดยตลอด โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่ได้ค่าจ้างเพียงขั้นต่ำ ขณะที่ทำให้ธุรกิจ อุตสาหกรรม เติบโตมีกำไร นายทุนร่ำรวยมีสินทรัพย์มากมาย แต่ประชาชนเหล่านี้ทำงานหนักเป็นฐานรากเศรษฐกิจมาตลอดชีวิต เมื่อยามชราภาพรัฐก็ต้องมีหลักประกันรายได้รายเดือนเป็นบำนาญให้เฉกเช่นเดียวกับข้าราชการ แทนที่จะยกเลิก รัฐควรปรับเปลี่ยนเบี้ยยังชีพคนชราให้เป็นบำนาญพื้นฐานสำหรับทุกคน ส่วนคนมีรายได้มากก็ถือว่ามีสำรองบำนาญของตนเองมากขึ้น แต่ประชาชนที่รายได้ต่ำก็ถือว่าเป็นฐานรองรับความปลอดภัยในชีวิตพื้นฐานที่รัฐรับผิดชอบ

ด้านนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง ให้ตัวเลขงบประมาณด้านบำนาญชราภาพไม่ครอบคลุมและไม่แยกแยะระหว่าง งบบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ กับงบสวัสดิการพื้นฐานหรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทุกคน เวลาพูดมักให้ภาพรวมว่าเป็นภาระทางการคลัง แต่เมื่อจะลดภาระกลับยกให้ประชาชนนั้นรับภาระเอง ไม่กล้าแตะต้องการใช้งบของข้าราชการและพวกพ้อง เช่น งบประมาณปี 59 ที่บอกว่าใช้จ่ายเรื่องบำนาญ 2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 1 แสน 4 หมื่นล้านบาท เป็นงบจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการเกษียณราวๆ 6 แสนคน ขณะที่อีก 6 หมื่นล้านบาทจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้ผู้อายุเกิน 60 ปี จำนวนกว่า 9 แสนคน ในขณะที่เบี้ยยังชีพทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิต มีหลักประกันรายได้พื้นฐานเมื่อยามชราภาพ ทางที่ดีกระทรวงการคลังควรมีตัวเลขคุณภาพชีวิตมาแสดงให้เห็นประกอบกับจำนวนงบประมาณที่ใช้จ่ายด้วยจะดีมาก และกระทรวงการคลังควรทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะการเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างเป็นธรรม แล้วนำกลับมากระจายให้ประชาชนในรูปแบบสวัสดิการถ้วนหน้าซึ่งจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและประชาชนได้ประโยชน์แบบถ้วนหน้าจึงเรียกร้องให้ออกมาชี้แจง

นางอุบล ร่มโพธิทอง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า ที่กระทรวงการคลังแจ้งว่าได้ดำเนินการสร้างระบบการออกเพื่อบำนาญในรูปแบบกองทุนการออมแห่งชาตินั้น ก็นับว่าเป็นส่วนที่ดีแล้ว และควรพัฒนาให้กองทุนนี้มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และในระยะยาวจำเป็นต้องมีมาตรการให้ประชาชนสามารถออมได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเกษียณอายุได้รับบำนาญในจำนวนเพียงพอต่อการดำรงชีวิตด้วย แต่รัฐกลับออกมาว่าจะยกเลิก เป็นการถอยหลังตกคลองเป็นการสร้างความมืดมิดต่ออนาคตความมั่นคงในชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งทุกวันนี้เราก็หวังกับรัฐบาลชุดนี้

นายสมชาย กระจ่างแสง กล่าวว่า เครือข่ายฯ ขอคัดค้านแนวทางของรัฐที่จะยกเลิกการจ่ายเบี้ยคนชราซึ่งเป็นการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า แล้วถอยหลังไปใช้ระบบแยกแยะคนจน ซึ่งในระดับนานาชาติได้สรุปแล้วว่า วิธีการค้นหาคนจนเพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการ เป็นวิธีการลงทุน ลงแรงที่ประสบกับการคอรัปชั่นอย่างงสูง สร้างระบบพรรคพวก ตอกหมุดระบบอุปถมภ์ และไม่มีหลักประกันว่า คนที่จำเป็นต้องได้รับและได้รับจริง จึงเรียกร้องให้ทบทวนบโยบาย และออกมาชี้แจงประชาชนให้มีความชัดเจน และเร่งรัดการจัดหารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะตัดลดจากสวัสดิการของประชาชน

ทั้งนี้อยากให้มีการสร้างให้เกิดระบบบำนาญแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ ที่ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม และมีศักดิ์ศรี โดยกระทรวงการคลังจัดเก็บภาษี จากความมั่งคั่งของภาคธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรม ตลาดทุน ให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มากกว่าที่มาหาทางตัดลดงบประมาณจำเป็น ที่เป็นฐานสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน