นั่งเรือชมกระชังปลา ดูการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ส่องภาพเขียนสีอายุหลายพันปี ลอยเรือลอดถ้ำยามน้ำลง ปลูกกล้วยไม้คืนสู่ป่า สัมผัสทะเลอันดามัน 360 องศา ดื่มด่ำวัฒนธรรม 3 สาย นี่คือ โมเดลท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของ “ชุมชนแหลมสัก"
“แหลมสัก” เป็นแผ่นดินที่ยื่นออกมาลงทะเลอันดามันด้านใน ไม่มีหาดทราย แต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้โกงกาง และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ มีความโดดเด่นที่ภูเขาตั้งสลับซับซ้อนกัน มีลักษณะที่คล้ายกับกุ้ยหลิน แต่ชาวบ้านต่างพากันขนานนามว่าเป็น “กุยหลินน้ำเค็ม” ความพิเศษของการ “สลับซับซ้อน” นั้น เกิดจากการหักเหของแสง ทำให้เราสามารถมองภูเขาได้หลากหลายสี บางลูกเป็นสีเขียว บางลูกเป็นสีฟ้า บางลูกก็เป็นสีน้ำเงินเข้ม
ที่สำคัญคือ ที่นี่มีจุดภาพเขียนสีโบราณซึ่งคาดว่าเกิดในยุคเดียวกับถ้ำผีหัวโต เมื่อ 3,000 กว่าปีมาแล้ว
การท่องเที่ยวแบบชุมชนท่องเที่ยวแหลมสักมีคอนเซปต์ว่า “แหลมสักทะแลสามด้าน” เมื่อได้มาท่องเที่ยวที่ดินแดนแห่งนี้ ก็จะได้พบกับภาพเขียนสีที่ถ้ำชาวเล ที่รูปวาดมีลักษณะคล้ายกับคนนั่งทานอาหาร ได้สัมผัสกับ “เหลาหัน” ซึ่งมีความหมายได้ 2 อย่างคือ เหลาแต่ว่า เกาะ หันแปลว่าหมุน ซึ่งเป็นการเตือนนายท้ายเรือว่า เมื่อมาถึงจุดนั้น ให้ระวังว่าจะทำให้เรือหมุนเสียทิศทางได้ หรือหากจอดเรือไว้กระแสน้ำก็พาเรือหมุนรอบเกาะได้
การพักทานอาหารกลางวันที่อ่าวหนัง สถานที่ตั้งกระชังเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นกลางทะเล ซึ่งการเลี้ยงสาหร่ายนี้จะต้องเลี้ยงในที่ที่ปราศจากคลื่น และต้องมีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ไม่อย่างนั้น สาหร่ายอาจจะตายได้
ส่วนราคาที่ขายของสาหร่ายพวงองุ่นหากเป็นลูกเล็กจะมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท หากเป็นลูกใหญ่จะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท อ่าวหนังไม่ได้มีการเลี้ยงเพียงสาหร่ายพวงองุ่นเท่านั้น แต่ยังมีการเลี้ยงปลาเก๋า ปลากะพง ปลาช่อนทะเล และกุ้งมังกรที่มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท
จากนั้น จะพานักท่องเที่ยวไปชมจุดถ่ายรูปที่เรียกว่า “เขาเหล็กโคน” ซึ่งมาจากภาษาท้องถิ่น เหล็กโคน แปลว่า ตะปู เกิดจากรูปทรงของเขาที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับเขาตะปู ที่ จ.พังงา แต่หากใส่ชื่อเหมือนกันทางชาวบ้านเกรงว่าจะไม่มีหัวข้อสนทนากับนักท่องเที่ยว จึงหลีกเลี่ยงที่จะใช้ภาษาบาลี และใช้เป็นภาษาท้องถิ่นแทน
อีกหนึ่งจุดที่มีภาพเขียน คือ “แหลมไฟไหม้” มีภาพเป็นลักษณะคนคู่ ยืนกอดกัน 2 หัว ตัวติดกัน 2 แขน 4 ขา จุดชมวิวแห่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ เพราะเกิดจากลม และน้ำกัดเซาะ ทำให้มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หัวใจแห่งขุนเขา” ส่วนใหญ่ นักท่องเที่ยวก็จะอธิษฐานขอความรักที่นั่น เสร็จแล้วจะพาเดินทางไปที่ชุมชน และจัดกิจกรรมที่เรียกว่า “คืนกล้วยไม้สู่ป่า” ซึ่งนอกจากนี้ก็แล้วแต่ความต้องการของนักท่องเที่ยว
สมชาย เพิ่มทรัพย์ หรือ โกก๋วน ที่ปรึกษาชุมชนท่องเที่ยวแหลมสักทายาทรุ่นที่ 4 ที่บรรพบุรุษอพยพมาจากฮกเกี้ยนและมาตั้งถิ่นฐานที่แหลมสักเล่าว่า ชุมชนแห่งนี้มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันระหว่างคน 3 เชื้อชาติ ทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน มากกว่า 100 ปี
“กระบี่เป็นจังหวัดที่มีการรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ใน 5 อันดับแรกของประเทศ แต่รายได้เหล่านั้นเรามองว่ามันอาจจะไม่ได้ถึงชุมชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นคิดว่าการที่ชุมชนจะอยู่รอด การท่องเที่ยวคือคำตอบ แต่ถามว่าจะจัดการการท่องเที่ยวอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็คิดว่าจะจัดการการท่องเที่ยวกันเอง โดยให้เป็นเรื่องของชุมชน"
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิด "แหลมสักโมเดล” ขึ้นมา
เขายอมรับว่า การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งมีความต่างทางวัฒนธรรมเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อแนวความคิด และทัศนคติของคนในชุมชน นี่ถือเป็นโจทย์แรกที่ชุมชนแห่งนี้พบ จึงเกิดการทำความเข้าใจกันเบื้องต้น โดยคำนึงถึงปัจจัยหลักในด้านของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะที่ดีของคนในชุมชนด้วย
“เราต้องทำความเข้าใจกับคนในชุมชน ทำให้คนเห็นภาพว่า ในอนาคตถ้านักท่องเที่ยวเข้ามาจะเป็นอย่างไร และจะจัดการอย่างไร ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดในมิติต่าง ๆ เช่น เมื่อมีการท่องเที่ยวเข้ามาความเป็นอยู่ในชุมชนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงไหม นี่คือเรื่องที่หนึ่ง เรื่องที่สองคือสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมจะโดนทำลายหรือไม่ แล้วจะยั่งยืนหรือเปล่า เรื่องที่สามเป็นเรื่องรายได้ เรื่องของเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก มิติของปัจเจกบุคคลเขาจะต้องได้เงินทันที และในกลุ่มของคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกนั้น เขาจะต้องได้เงินปันผล และในส่วนของชุมชนหรือคนที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมเขาก็จะต้องได้ผลจากการที่เราท่องเที่ยวนี้
"อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือสุขภาวะ คนที่อยู่คนที่ทำอยู่ต้องไม่เครียด ต้องมีความสุข ต้องมีความรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดี มีอายุที่ยืนนี่คือเป้าหมายหลักของเรา” ที่ปรึกษาชุมชนท่องเที่ยวแหลมสักอธิบาย
พศิน แสงหิรัญ หรือ ไกด์เป็ด คณะกรรมการชุมชนท่องเที่ยวแหลมสักบอกว่า แหลมสักเป็นการจัดการเส้นทางท่องเที่ยวโดยชาวบ้านในชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด หรือการกำหนดแผนในการดูแลนักท่องเที่ยว และร่วมถึงการพัฒนาชุมชนด้วยกันเอง
“จัดการชุมชนโดยการเริ่มจากการสอบถามคนในหมู่บ้านก่อน เอาคนที่เห็นด้วยกับเรามาเข้าร่วมเป็นสมาชิกมาจัดตั้งเป็นชุมชนท่องเที่ยวแหลมสัก จากนั้นก็จะเป็นการพูดโดยปากต่อปาก เมื่อกลุ่มเริ่มโตขึ้นมีคนเข้ามามากขึ้น เราก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มีประธาน รองประธาน ที่ปรึกษา และเลขา แยกเป็นฝ่าย ๆ ไป เป็นองค์กรของการท่องเที่ยวแหลมสัก ตั้งเพื่อบริหารจัดการในชุมชน” ไกด์เป็ดกล่าว
ในส่วนของการที่จะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการท่องเที่ยวแหลมสักนั้น บุคคลที่จะเข้าร่วมจำเป็นจะต้องลงทุน 100 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อหุ้นขององค์กรไปในตัวด้วย จำกัดการซื้อหุ้นที่คนละไม่เกิน 20,000 บาท การแบ่งปันผลของชุมชนนี้จะให้การบุคคลที่ทำงานก่อน เช่น นายท้ายเรือ หรือไกด์ จากนั้นจึงจะปันผลในหน่วยย่อยแต่ละส่วน สุดท้ายคือเข้ากองกลางปันผลให้สมาชิก แต่ก่อนที่จะปันผลให้สมาชิกก็จะมีการแบ่งเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชน หรือมอบเงินช่วยครอบครัวที่มีฐานะยากจน หรือช่วยสังคมด้วย
แน่นอนว่า ประโยชน์ที่ได้จากการร่วมตัวกันของคนในชุมชนนั้น ก็ทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้ และมีงานเพิ่มขึ้นแล้วนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลังจากนี้คือการที่จะทำให้แหลมสักโมเดลนั้นเกิดความมั่นคง นั่นรวมไปถึงสิ่งที่โมเดลนี้ต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาด้วย
“จริง ๆ ทุกอย่างล้วนมีจุดอ่อนแต่เราไม่ค่อยพูดถึงกัน" ไกด์เป็ดตั้งข้อสังเกต แต่เขาก็มองว่า การบริหารจัดการที่สามารถทำให้ชาวบ้านเห็นเป็นภาพชัดเจน ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม และเป็นสมาชิกมากขึ้นนี่ถือเป็นจุดแข็งที่เห็นได้ชัดเจน
จากตอนแรกที่มีคนมาร่วม 100 กว่าคน วันนี้สมาชิกแหลมสักมีกว่า 400 คนแล้ว นำไปสู่โจทย์การพัฒนาในระยะยาวต่อไปก็คือ การพัฒนาบุคลากร และศักยภาพของคนในชุมชน สร้างให้คนที่มัคคุเทศก์สามารถเล่าเรื่องราวของชุมชนได้ ซึ่งอาจจะเป็นการอบรมดูงานจากข้างนอกแล้วนำมาปรับปรุงก็ได้
"เชื่อว่าถ้าเราสามารถพัฒนาบุคคลได้เราก็จะเข้มแข็งมากขึ้น” เขายืนยัน
แล้วจะยั่งยืนอย่างไร
เรื่องที่ที่ปรึกษาชุมชนท่องเที่ยวคนเดิมมองว่า แผนงานคือหนึ่งในกุญแจสำคัญ
"เราจะต้องวางแผน เราจะต้องสำรวจ เราจะต้องคิดว่า เราจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับนักท่องเที่ยวได้อย่างไร เขามาแล้วเขาจะต้องได้อะไร อย่างน้อยที่สุดเขามาแล้วเขาจะต้องได้ดื่มด่ำกับอารยธรรม กับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเรา มาร่วมเสพแล้วเราก็จะภูมิใจ คนในชุมชนก็จะภาคภูมิใจในรากเหง้าของตัวเอง ไทยจีน ไทยพุทธ ไทยมุสลิม ล้วนแต่มีประวัติมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ภาคภูมิใจในสิ่งที่คุณเป็นแล้วคุณก็จะต้องส่งต่อ เราเคยเอาเด็กตั้งแต่ ป.4 มาอบรม อย่างน้อยที่สุดตอนนี้เขายังทำอะไรไม่ได้หรอก แต่ให้เขารู้ว่าเขาคือใคร เขาควรมีความภาคภูมิใจที่แหลมสักอย่างไร”
การก้าวย่างอย่างค่อยเป็นค่อยไปของการท่องเที่ยวชุมชนแหลมสักนั้น ทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้ว คำว่า “ชุมชน” มีความหมาย และศักยภาพมากกว่าที่หลายๆ คนเข้าใจ หากแต่การจัดหลักคิด วิธีการจัดการ ตลอดจนหมุดหมายของการพัฒนานั้นต่างหากที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
แน่นอนว่า ความสำเร็จของคนแหลมสักถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของเรื่องนี้









