วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตามประสาคนรักกันชอบกัน

คนที่ตกอยู่ในห้วงรักแล้วมีอาการทางสายตาคือ “ตาบอดเพราะรัก” อาจไม่ได้เกิดจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียวแต่มีสารเคมีในสมองที่มีส่วนด้วย

บทความโดย นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ตีพิมพ์ใน กรุงเทพธุรกิจกายใจ วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558
www.facebook.com/krisdasirampuj


คนที่ตกอยู่ในห้วงรักแล้วมีอาการทางสายตาคือ “ตาบอดเพราะรัก” อาจไม่ได้เกิดจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียวแต่มีสารเคมีในสมองที่มีส่วนด้วย เช่นเดียวกับคนที่รักล้นใจจนเหมือน “โคถึกที่คึกพิโรธ” ก็อาจไม่ได้เป็นเพราะเขาตั้งใจเช่นนั้น เสมอไป บางครั้งอาจไม่ได้ตั้งใจก็ได้ แต่มันห้ามตัวเองไม่ได้

จะว่าความรักเป็นของอัตโนมัติก็มีส่วนถูกอยู่ เพราะมนุษย์เราถูกสร้างมาให้เป็นเครื่องจักรรักที่สามารถมอบความรักให้กับชีวิตอื่นๆ ได้อย่างไม่ต้องลงทุนมาก แต่กระนั้นก็ดีถ้าตามใจตัวเองมากในเรื่องของหัวใจก็อาจทำให้เกิดความรุ่มร้อนทางใจได้ ยิ่งตามใจตัวเองก็เท่ากับยิ่งหาทุกข์ใส่ตัว

ดังนั้น การที่จะป้องกันตัวเองจากรักทำพิษโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งคือต้อง “ฝึกสติ” ไว้ให้ดี ซึ่งจะมาฝึกตอนเจอรักนั้นก็ไม่ทัน เพราะมันต้องฝึกมาก่อนนานๆ เป็นทุนเดิมก่อน จะเห็นได้จากคนที่ใช้ “ใจ” นำ “สมอง” ก็จะพาเรื่องสยองมาสู่ชีวิตได้เยอะแยะ สมัยก่อนมีผู้ที่เสียหัวเพราะใช้ใจนำมาเยอะอย่าง ควีนแมรีแห่งสก็อต ที่เป็นโศกนาฏกรรมน่าเศร้า

ในชีวิตคนเราจึงควรต้องฝึกสติให้คู่กับสมองไว้ให้มั่นคงดี เพราะไม่มีใครรู้ว่ายามหน้าสิ่วหน้าขวานมาจะมีเวลาให้เรียกสติทันแค่ไหน ซึ่งการฝึกสติในทางสุขภาพจะมีสิ่งที่พิเศษควรรู้ก็คือ “การรู้ทันเคมีสมอง” ครับ

โดยหลักใหญ่ๆ ก็คือ ถ้ามีอาการซึมเศร้า ขอให้รู้ทันว่าอาจเกิดจาก “ซีโรโทนิน” ที่มีส่วนทำให้จิตใจไม่ปกติได้ ส่วนถ้า “ไฮเปอร์” มากบ้าพลัง ขี้หงุดหงิดก็อาจเกิดได้จากสารเครียดกลุ่ม “แคทโคลามีนส์” ที่ทำให้กระวนกระวาย ใจเต้นเร็วและความดันขึ้น ส่วนท่านที่มีอาการวิตกกังวลอยู่บ่อยครั้งนั้นก็อาจมาจากความไม่สมดุลของกลุ่มเคมีสมองที่ว่ามา
คนเราถูกควบคุมโดยสิ่งที่มองไม่เห็นในสมองนี้

จริงแล้วการเกิดอารมณ์ต่างๆ อย่างซึมเศร้าที่ว่า ก็ไม่ได้เกิดจากสารตัวเดียวผิดปกติ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นผลรวมมาจากความแปรปรวนของสารโน้นนิดสารนี้หน่อยจนทำให้ “วงแตก” จากเดิมที่เล่นเข้าขากันดีๆ ก็มีแตกแถวได้ ไม่เป็นวงที่ประสานที่กลมกลืนไพเราะเหมือนเดิม

ดังนั้น การมีอารมณ์เกิดขึ้นในชีวิตจึงควรตอบโต้โดยการ “หยุดคิด” หาสิ่งที่มากระทบให้เกิดก่อนที่จะ react ไปตามอารมณ์ ซึ่งการหยุดคิดได้ทุกครั้งที่มีอารมณ์ก็คือ การฝึกสติให้รับมือกับเคมีสมองที่เป็นของขึ้นๆ ลงๆ นี่เองครับ แล้วที่สุดก็จะมีนิสัยที่ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งรอบตัว

แม้สิ่งมากระตุ้นจะรุนแรงเร้าใจในเรื่องของความรัก แต่ปฏิกิริยาแรกของคนมีสติคือ “นิ่ง” คิดและตอบสนองออกไปอย่างฉลาด ซึ่งสิ่งนี้เองที่ปราชญ์ท่านว่าใช้แยกผู้มีปัญญาออกมาจากผู้ที่ไม่รู้

ถ้าจะดูว่าคนเราใช้ใจมากกว่าสมองหรือไม่นั้นยังมีอีกหลายอย่างที่บอกได้ เช่นเรื่อง “กิน” และ “ความรัก” ถ้าจะว่าสิ่งมีชีวิตถูกสร้างให้มีหลายรักก็คงไม่จริงนัก ด้วยในโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตที่รักเดียวใจเดียวมีอยู่เป็นอันมาก อย่างนกทะเลอัลบาทรอส นกเขาเทอเทิลโดฟ หงส์ ปลาสินสมุทร แม้สัตว์นักล่าอย่างสุนัขป่าก็ยังครองคู่เดียวไปจนตลอดชีพ

สุดท้ายนี้ มีสิ่งที่อยากให้ชาวอายุรวัฒน์ที่รักเข้าใจไปลึกกว่าที่คุยกันทั่วไปว่า ความรักเป็นเรื่องธรรมชาติก็คือมีด้านที่สามารถทำลายได้เช่นกัน เพราะในบางอย่างนั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้สติควบคุม มนุษย์จึงถูกสร้างมาให้ฝึกฝนอบรมตัวเองได้ สร้างให้มีสติและปัญญาได้ เพื่อไม่ให้ต้องตกอยู่ในห้วงแห่งอารมณ์ตามสัญชาตญาณเสมอไป

ถ้าฝึกให้ดีแล้วเราจะออกมายืนดูตัวเราได้ราวกับคนละคน แต่เป็นคนที่เข้าอกเข้าใจกันครับ