ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน การพึ่งพาตนเองเพียงอย่างเดียว หรือการพึ่งพาพันธมิตรเพียงไม่กี่รายอาจยังไม่พอที่จะเสริมแกร่งความมั่นคง แต่การกระจายความเสี่ยงทางการเงิน การมีพันธมิตรที่หลากหลาย และการมีเทคโนโลยีที่มีรากฐานแข็งแกร่ง คือหนึ่งในเสาหลักสำคัญที่ช่วยให้ประเทศรับมือความเสี่ยงในอนาคตได้
ผู้เชี่ยวชาญจากแวดวงการเงิน การทูต และเทคโนโลยี ร่วมพูดคุยและเสนอแนะแนวทางเสริมแกร่งความมั่นคงในงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 ไว้อย่างน่าสนใจ เวทีนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จัดโดย BRANDi and Companies และ BiOST, Institute of Systematic Transformation ณ สยามพารากอน กรุงเทพฯ เมื่อวันพุธ (14 ต.ค.) ที่ผ่านมา
กระจายความเสี่ยงทางการเงิน
เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคไฮเปอร์โลกาภิวัฒน์ (Hyper-globalization) หรือยุคที่ความเชื่อมโยงและการบูรณาการทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองระหว่างประเทศทั่วโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้ข้อจำกัดมากขึ้นกว่ายุคก่อนหน้า สถาบันต่างๆ จึงเกิดคำถามมากขึ้นว่าการกำกับดูแลทางการเงินควรดำเนินไปในทิศทางใด
เดเนียล ฟุง ประธานมูลนิธิสันติภาพและการพัฒนาสหประชาชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน/กฎหมายจากฮ่องกง ได้ยกบทเรียนการดำเนินกุศโลบายทางการทูตของไทยในอดีต ที่กระจายความสัมพันธ์และไม่เคยพึ่งพามหาอำนาจเพียงรายเดียวในการรักษาเอกราช ว่าเป็นแนวทางพื้นฐานที่ยังคงนำมาปรับใช้ได้ในยุคปัจจุบัน รวมถึงเรื่องการเงิน
ฟุงกล่าวว่า เมื่อโลกเกิดความไม่แน่นอน เงินทุนมักจะไหลไปยังสถานที่ที่มีความมั่นคงและปลอดภัย โดยตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นหนึ่งในทางเลือกนั้น ฟุงระบุว่าตลาดหุ้นฮ่องกงก้าวขึ้นเป็นตลาดสำหรับการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเคยแซงหน้าตลาดหุ้นนิวยอร์กและลอนดอนได้ ขณะที่ในปีนี้ยังลงมาอยู่อันดับที่ 2 รองจากนิวยอร์ก
“เรากำลังเห็นกระแสเงินทุนมหาศาลจากทั้งคาซัคสถาน อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เคยเลือกจดทะเบียนในลอนดอนหรือที่อื่นๆ ในอดีต ปัจจุบันกลับหันมาเลือกฮ่องกงแทน เหตุผลไม่ใช่เพราะเราดีกว่าลอนดอนหรือที่อื่นๆ แต่เป็นเพราะผู้คนต้องการกระจายความเสี่ยง”
ฟุงเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังดำเนินต่อไป การพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบการเงินโลกมาตั้งแต่ปี 1945 กำลังเปราะบาง ผู้คนจึงต้องการหาทางป้องกันความเสี่ยงในส่วนนี้
“การป้องกันความเสี่ยงจะนำไปสู่เสถียรภาพ แม้อาจจะยังไม่ใช่จุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญ ผมมองว่าประเด็นนี้เชื่อมโยงกลับไปสู่เรื่องของ ‘เสถียรภาพ’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเมืองโลกที่มีการแข่งขันและเผชิญหน้ากันมากขึ้นเรื่อย ๆ” ฟุงย้ำ
สร้างความหลากหลาย
หลังจากประธานาธิบโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2025 โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายจากนโยบายหลายรายการของสหรัฐ อาทิ นโยบายภาษีและการค้า ประเทศต่างๆ กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งฐานะนักการทูตและอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เคนยา และตูนิเซีย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค ชี้ว่า ระบบระหว่างประเทศที่ดำเนินมาตลอด 80 ปีที่ผ่านมานั้น มีมหาอำนาจต่าง ๆ เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ทั้งสหรัฐ จีน หรือแม้แต่รัสเซีย ขณะที่องค์กรสากลอย่างสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และการทูตระดับโลกอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดจนเกิดคำถามว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มขึ้นแล้วหรือยัง
อดีตทูตสหรัฐประจำประเทศไทยจึงแนะว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้คือ “การสร้างความหลากหลาย” ทั้งการสร้างความหลากหลายในด้านพันธมิตร หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับรัฐบาล ระดับท้องถิ่น ไปจนถึงภาคธุรกิจ
“เราจำเป็นต้องมีการกระจายความเสี่ยง เราต้องการมุมมองใหม่ต่อโลกใบนี้ เราต้องการแนวทางใหม่ที่สามารถรักษาอธิปไตยและความเป็นอิสระของประเทศและชุมชนต่างๆ เอาไว้ ในขณะเดียวกันเราก็สามารถสร้างขีดความสามารถในการเติบโตไปพร้อมๆ กันได้”
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่มีการใช้นโยบายการค้า สกุลเงิน เทคโนโลยี และข้อมูลเป็นอาวุธ (Weaponization) ในการสร้างความไว้วางใจและพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้ายังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย อดีตทูตโกเดคจึงแนะว่า การสร้างความไว้วางใจและสานสัมพันธ์กับพันธมิตร ต้องอาศัยการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ร่วมด้วย ผ่านประเทศ กลุ่มคน หรือองค์กร เช่น กรณีที่มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เรียกร้องให้กลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลระดับกลางหันมาร่วมมือกัน หรือการที่สหภาพยุโรป (อียู) เสนอสถานะพิเศษให้กับบางประเทศ รวมถึงการร่วมมือกันทางกลาโหมรูปแบบใหม่ระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน
ส่วนในด้านการเงิน ฟุงแนะว่าการร่วมมือกันหรือมีความเชื่อมโยงด้านการเงิน อย่างเช่น การเชื่อมโยงการเงินเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area - GBA) กับอาเซียน นำไปสู่การเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างจีน-อาเซียน จะช่วยส่งเสริมการขยายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) สู่ภาคธุรกิจและภูมิภาคต่างๆ และจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการเติบโตตามมาในระยะยาว
ต้องเข้าใจเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตไปพร้อมกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน แต่หากมองในมุมของการกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีบางครั้งเหมือนเป็นดาบสองคม และเกิดคำถามว่าเอไอจะเข้ามามีบทบาทช่วยเร่งให้เกิดการกระจายความเสี่ยง หรือกลับกลายเป็นปัจจัยที่บีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเลือกข้าง
จอห์น ราโดแวน ผู้อำนวยการฝ่ายภาครัฐ มหาวิทยาลัยเแมสซาชูเซตส์ ชี้ว่า สภาพการณ์โลกปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยมีสหรัฐและจีนเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีระดับแนวหน้า และปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศต่างๆ ในขณะนี้คือ “การขาดความเข้าใจว่าเทคโนโลยีทำงานอย่างไรในระดับพื้นฐาน”
สิ่งที่น่าสนใจอีกคือ มีการกล่าวถึง “อธิปไตยด้านเอไอ” หรือสิทธิในการครอบครองข้อมูล ซึ่งเป็นคำที่ธุรกิจบางแห่งหยิบมาใช้เป็นจุดขายเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีเฉพาะแก่ประเทศต่างๆ แต่เขามองว่าแนวคิดนี้เป็นเพียงภาพสมมติมากกว่า เพราะในความเป็นจริงมีเพียงสองระบบหลักที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ คือประเทศมหาอำนาจสองขั้ว อย่างสหรัฐและจีน แม้มีบางประเทศกำลังพัฒนาตามทันแล้วก็ตาม
“ทั้งสองประเทศนี้ต่างต้องการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านนี้ แต่หากเราพูดถึงเทคโนโลยีระดับแนวหน้าและการพัฒนาเทคโนโลยีจริงๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องมีการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์คือเรื่องของข้อมูล และกระบวนการทำงาน” ราโดแวนกล่าว และว่า การ “กลั่นกรองข้อมูล” (data refinement) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ยุคนี้
ข้อมูลที่บริษัทเก็บรวบรวมได้ไม่ได้มีมูลค่าแค่เพียงการใช้งานในขั้นแรกเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปผ่านกระบวนการกลั่นกรองเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ระบบเรดาร์
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลต่าง ๆ ที่เปิดรับเทคโนโลยีเอไอ ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วหรือยังว่า “สิทธิในการใช้งานของรัฐบาล” คืออะไร ราโดแวนชี้ว่า ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญในเชิงนโยบายที่ยังมีการพูดถึงน้อยเกินไป
และว่า ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ การตัดสินใจต่างๆ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากชุดข้อมูลเหล่านี้ เป็นประเด็นที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างมาก โดยภาครัฐต้องเริ่มจากการมีบุคลากรของตนเอง มีผู้เชี่ยวชาญภายในองค์กรที่สามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบาย และพิจารณาถึงผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นจากการที่เอไอเข้ามาเปลี่ยนแปลงแทบทุกอุตสาหกรรม
ด้านฟุงแนะว่าแนวทางแบบเปิด (Open Source) หรือข้อมูลแบบเปิดสำหรับเอไอ อาจเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน
“หากทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ โลกจะมีความเท่าเทียมมากขึ้น มีความร่วมมือกันมากขึ้น และทุกคนจะมีส่วนร่วมมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้เอไอถูกผูกขาดโดยกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่ม” ฟุงกล่าว พร้อมยกตัวอย่างเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) ว่าเป็นภูมิภาคที่มีนวัตกรรมขั้นสูง และแนวทางการให้ข้อมูลแบบเปิด
ในช่วงท้ายของการพูดคุย แอนดรูว์ สเตเปิลส์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรณาธิการ นิตยสารฟอร์จูน ในเอเชีย ตั้งคำถามว่า เมื่อไม่สามารถควบคุมความขัดแย้งได้ เราสามารถควบคุมอะไรได้บ้าง ฟุงแนะให้เน้นการสร้างความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกันทางทางวัฒนธรรม ด้านโกเดคย้ำให้ทุกการตัดสินใจตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ร่วมกัน ส่วนราโดแวนมองว่าควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเป็นมนุษย์ การสื่อสาร และการยับยั้งอารมณ์ในการตัดสินใจ





