พาณิชย์ ยันจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันปาล์ม 50,000 ตัน แก้ปัญหาตึงตัวใช้เพื่อการบริโภคเพียงแค่ 2 เดือน
ย้ำหากไม่นำเข้าสัปดาห์หน้าขาดแคลนหนัก ลั่นหากราคาผลปาล์มสดต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท หยุดทันที ชี้นำเข้าโปร่งใส
หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ(กนป.) เสนอให้องค์การคลังสินค้า(อคส.)นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบปริมาณ 50,000 ตัน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกลางเดือนก.พ.นี้โดยนำมาจำหน่ายให้โรงกลั่นน้ำมันปาล์มเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำมันพืชปาล์มชนิดบรรจุขวดจำหน่ายให้ประชาชนในราคาไม่เกินลิตรละ 42 บาท
ขณะเดียวกันได้ให้กระทรวงพาณิชย์จัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันขายผลปาล์มน้ำมันได้ราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท โดยให้โรงกลั่นน้ำมันปาล์มและโรงงานไบโอดีเซลรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 30 บาท ในช่วงเวลาที่นำเข้าจนถึงสิ้นเดือนก.พ.นี้ และให้กระทรวงพลังงานปรับลดข้อกำหนดการใช้ไบโอดีเซลบี100 ผสมในน้ำมันดีเซลจากไม่น้อยกว่า 6%แต่ไม่เกิน 7%เป็นไม่น้อยกว่า 3.5% แต่ไม่เกิน 7% เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตพลังงานทดแทนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
"ฉัตรชัย"ยันหารือทุกฝ่ายก่อนนำเข้า
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำมันปาล์มตึงตัวขณะนี้ว่า การนำเข้าน้ำมันปาล์ม 50,000 ตัน จะไม่ทำให้ราคาผลปาล์มสดในประเทศลดลงต่ำกว่ากิโลกรัม ละ 5 บาท เพราะก่อนที่จะเสนอครม. อนุมัติการนำเข้า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งเกษตรกร โรงสกัด โรงกลั่น โรงงานไบโอดีเซล เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มในประเทศ พบว่า สต็อกลดต่ำลงมากตั้งแต่เดือนต.ค.2557 ได้สอบถามแล้วว่า หากจะแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค อาจทำให้ราคาผลปาล์มสดในประเทศลดลงเหลือไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท เกษตรกรจะรับได้หรือไม่ เกษตรกรที่ร่วมประชุมด้วยรับได้ แม้ราคาจะลดลงจากปัจจุบันที่กิโลกรัมละ 6 บาทก็ตาม
“กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันมาหลายเดือนแล้ว พบว่าสต็อกลดลงมากจากระดับปลอดภัยที่ 200,000 ตัน จึงได้ประชุมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหา จนที่มาของการนำเข้าน้ำมันปาล์ม 50,000 เป็นการนำเข้าเท่าที่จำเป็น ในระยะสั้นที่สุด เพราะจะใช้เพื่อการบริโภคตั้งแต่เดือนก.พ.-มี.ค. จากนั้นก็เลิกนำเข้า เพราะผลปาล์มสดในประเทศจะออกแล้ว สถานการณ์จะคลี่คลาย”พล อ. ฉัตรชัย กล่าว
เตือนผู้ประกอบการอย่ากักตุน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่น้ำมันปาล์มนำเข้าจะมาถึงไทยอีกราว 20 วันข้างหน้า ยืนยันว่าขณะนี้ ไม่พบปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และห้ามผู้ค้าปลีก ค้าส่งกักตุนสินค้า รวมถึงประชาชนอย่าตื่นซื้อสินค้ากักตุน
ไม่นำเข้าหวั่นกระทบบริโภค
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หากไม่มีการแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำมันปาล์มตึงตัว โดยให้โรงงานไบโอดีเซล ลดการใช้น้ำมันปาล์มดิบ หรือไม่มีการนำเข้า 50,000 ตัน ในสัปดาห์หน้าจะไม่มีน้ำมันเพื่อการบริโภคในระบบ แต่การนำเข้าจะทำให้มีน้ำมันปาล์มถึงผู้บริโภคภายในเดือนก.พ. ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ต้องกักตุนสินค้า ขณะเดียวกันได้หารือกับห้างสรรพสินค้า และห้างค้าปลีกแล้วให้เลิกทำโปรโมชันซื้อ 1 ขวดแถม 1 ขวด และไม่ให้มีการซื้อหลังร้านเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากมีการนำเข้าแล้ว ราคาผลปาล์มสดในประเทศต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท ตามที่ตกลงไว้กับเกษตรกร จะหยุดนำเข้าทันที และจะไม่นำมาผลิตเพื่อการบริโภค แต่จะนำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและผลิตไบโอดีเซล
”ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ ทำงานด้วยความโปร่งใส ในการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์ม ไม่มีการทุจริตแน่นอน ถ้ามีใครแอบอ้างชื่อ ให้มาบอกได้”นางสาวชุติมา กล่าว
โวยโรงสกัดลดราคาซื้อปาล์ม
ขณะที่นายทวี ศรีสุคนธ์ นายกสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย กล่าวว่าเตรียมจะทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่มีการปลูกปาล์มและมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อให้ตรวจสอบสต็อกน้ำมันปาล์มดิบแต่ละโรงงานว่ามีสต็อกเท่าไหร่ และขอให้ตรวจสองต่อเนื่องเป็นระยะๆ
"เหตุผลเพราะหลังจากที่รัฐบาลประกาศนำเข้าน้ำมันปาล์ม 50,000 ตัน ทางโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ มีการลดราคารับซื้อปาล์มจากเกษตรกรทันทีกิโลกรัมละ 20 สตางค์ จากเดิม 6.05 บาท เหลือ5.85 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีเหตุผลที่จะลดราคารับซื้อของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ"
นายทวี กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนธ.ค.จนถึงเดือนก.พ.นี้เป็นช่วงที่ผลผลิตปาล์มจะออกมาน้อย ปกติโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มจะเร่งซื้อปาล์มช่วงนี้ ทำให้ราคาสูงกว่าปกติ ก่อนที่ราคาจะลดลงในเดือนมี.ค. เนื่องจากผลผลิตปาล์มเริ่มออกสู่ตลาด ดังนั้นจะขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งช่วย เช็คสต็อกผู้ประกอบการ เพื่อจะตรวจสอบการทำบัญชี









