ปักหมุด'รับเบอร์ซิตี้'หวังแก้ปัญหายางพารา

(รายงาน) ปักหมุด'รับเบอร์ซิตี้'หวังแก้ปัญหายางพารา
นิคมอุตสาหกรรมยางพารา หรือRubber City เริ่มมีความหวังขึ้น หลังจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)ประกาศเดินหน้าการก่อสร้างในปี2558 ใช้เวลา 2 ปี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยางพาราในอนาคต โดยเฉพาะช่วงที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
นางสาวกังสดาล พงษ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ กล่าวว่า ปี 2558 จะพัฒนาพื้นที่โครงการระยะที่ 3 เนื้อที่ 755 ไร่เป็น "รับเบอร์ซิตี้" จากพื้นที่ 2,247 ไร่ รองรับการพัฒนาและสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และแก้ปัญหายางพาราในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด เพื่อให้เสร็จและดำเนินการได้ในปี2560 หากพิจารณาระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมฯพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะแหล่งน้ำซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในระบบอุตสาหกรรม ที่สำคัญเป็นข้อจำกัดที่ทำให้"รับเบอร์ซิตี้" จำเป็นต้องเกิดขึ้นในพื้นที่นิคมฯภาคใต้
"ในอนาคตสงขลาจะมี 2 โปรเจคใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 คือ 1.เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนำร่อง ในพื้นที่บริเวณด่านสะเดาแห่งใหม่ อ.สะเดา จังหวัดสงขลา และ 2.รับเบอร์ซิตี้ ในนิคมฯภาคใต้ อ.หาดใหญ่ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นปัญหาต่อทิศทางการพัฒนา"
นางสาวกังสดาล กล่าวว่าแม้ว่าระบบโลจิสติกส์ จะเป็นเรื่องสำคัญแต่หากพิจารณาถึงความพร้อมในอนาคต พบว่าที่นิคมฯภาคใต้มีจุดแข็งที่เป็นจุดขายได้ เช่น อยู่ห่างจากท่าเรือน้ำลึกสงขลา 47 กิโลเมตร, สนามบิน 16 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟหาดใหญ่ 15 กิโลเมตร ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคภายในค่อนข้างครบถ้วน
นอกจากนี้ นิคมฯยังเปิดพื้นที่ให้เอกชนที่สนใจซื้อหรือเช่าที่ดินได้ โดยปัจจุบันภายในนิคมฯฉลุง มีผู้ประกอบการ 19 โรงงาน เงินลงทุน 6,000 ล้านบาท มีแรงงาน 1,200 คน ในอนาคตสามารถพัฒนาได้อีก ล่าสุดบริษัทสยามมิชลิน จำกัด ได้เข้ามาก่อสร้างโรงงานผลิตยางล้อแต่ไม่ได้ขึ้นรูป ถือเป็นการนำร่องที่ดีในการลงทุนอุตสาหกรรมยางในอนาคต
เอกชนชี้นิคมฯยางเกิดได้ไม่ง่าย
แม้นิคมฯจะมีความพร้อมค่อนข้างดี แต่สำหรับมุมมองของภาคเอกชน กลับเห็นต่างโดยเชื่อว่าทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโดยการผลักดันให้เกิดนิคมฯยางอาจเกิดขึ้นได้จริง แต่ความสำเร็จที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นอุตสาหกรรมยางที่ครบวงจรจริงนั้นไม่ง่าย
นายสมบูรณ์ พฤกษานุศักดิ์ ผู้จัดการโรงงานบริษัทอันวาพาราวูด จำกัด บริษัทในเครือศรีตรัง อินดัสตรี จำกัด กล่าวว่าอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาอยู่ภายในนิคมฯยางพาราควรเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสุดท้ายเท่านั้น เช่น ผลิตภัณฑ์ยางล้อ, ถุงมือยาง ,ยางรัดของ และถุงยางอนามัย เพื่อให้ง่ายในการจัดการ ส่วนอุตฯยางแปรรูปขั้นพื้นฐานนั้นไม่เหมาะ เพราะโดยหลักการแล้วการแปรรูปขั้นพื้นฐานโรงงาน ควรอยู่ในแหล่งวัตถุดิบ เช่น กรณีโรงงานน้ำยางข้น ซึ่งมีเนื้อยางแค่ 30% น้ำ 70% (ยาง 30:70 น้ำ) เช่นเดียวกับยางแท่งยางมีเนื้อยาง 50% น้ำ 50% หากนำมาอยู่ในนิคมฯยางจะทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่าการขนส่ง ดังนั้นการดึงอุตสาหกรรมขั้นสุดท้ายเข้ามาลงทุน ต้องอาศัยสิทธิประโยชน์ที่จูงใจมากพอ
"การลงทุนในนิคมฯมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางที่ต้องใช้น้ำมาก หมายถึงต้องปล่อยน้ำเสียมากทำให้ค่าบำบัดน้ำเสียส่วนกลางสูงไม่คุ้มค่าการลงทุน และยังต้องอาศัยไลน์ธุรกิจที่ต่อเนื่อง เช่น โรงงานน้ำยางข้น ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานควรตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานถุงมือยาง เพื่อให้ธุรกิจเอื้อประโยชน์ต่อกัน ซึ่งจะขัดแย้งกับการเข้าไปลงทุนในนิคมฯยาง ที่เน้นอุตสาหกรรมขั้นปลายไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานจึงเป็นอุปสรรคที่เอกชนไม่กล้าตัดสินใจ ต้องรอเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จูงใจ" นายสมบูรณ์ กล่าว
ย้ำระบบโลจิสติกส์ต้องสมบูรณ์
นายสมบูรณ์ กล่าวว่าอุตสาหกรรมยางจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยที่มากกว่าวัตถุดิบ โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ ซึ่งมีความสำคัญ ต่อกลไกธุรกิจเพราะการลงทุนจะเกิดขึ้นต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเมื่อสินค้าผลิตเสร็จจะนำไปขายได้อย่างไรถึงจะคุ้มค่า ทั้งหมดคือคำตอบที่ทำไมนิคมฯแหลมฉบัง ,มาบตาพุด จึงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะนี้นิคมฯภาคใต้กลับไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเพราะระบบโลจิสติกส์มีปัญหา
"การตัดสินใจลงทุนของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้มองว่าผลิตแล้วขายใครเพราะทุกธุรกิจมีเป้าหมายหรือตลาดที่ชัดเจนอยู่ในมือ แต่ปัญหาจะนำสินค้าส่งถึงเป้าหมายปลายทางอย่างไรจึงสะดวกและคุ้มค่า ปัจจุบันสงขลาไม่มีระบบโลจิสติกส์ใดๆรองรับ แม้จะมีท่าเรือน้ำลึกแต่ให้บริการไม่เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่รถไฟรางคู่ ,ท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2, ท่าเรือปากบาราและโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้รับการพัฒนา ทำให้เป็นอุปสรรคที่เอกชนไม่สนใจลงทุน ดังนั้นหากระบบขนส่งโลจิสติกส์ไม่เกิดอุตสาหกรรมยางก็เกิดขึ้นยาก" นายสมบูรณ์ กล่าว







