วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

'AI Transformation' บทพิสูจน์ ใครคือ 'ตัวจริง' ในสนามธุรกิจ

'AI Transformation' บทพิสูจน์ ใครคือ 'ตัวจริง' ในสนามธุรกิจ

การเปลี่ยนผ่านสู่ AI ในประเทศไทยกำลังก้าวพ้นช่วงทดลอง สู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรอย่างเต็มตัว โดยหนึ่งในเทรนด์ที่ร้อนแรงและน่าจับตามองที่สุดคือ Agentic AI

เมื่อ AI Agent ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับทีมมนุษย์ในฐานะคู่คิดและพาร์ทเนอร์ธุรกิจที่สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจ และปฏิบัติงานได้อย่างอัตโนมัติ

อภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เซลส์ฟอร์ซ ผู้ให้บริการ AI CRM ชั้นนำ เปิดมุมมองว่าปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงทดลองในประเทศไทยอีกต่อไป แต่องค์กรไทยในหลากหลายอุตสาหกรรมได้นำมาใช้งานจริงแล้วอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะนี้เรากำลังเห็นการเกิดขึ้นของยุคปฏิวัติ Agentic AI ที่ซึ่ง AI Agent ทำงานร่วมกับทีมงานในฐานะพาร์ทเนอร์ สามารถคิด วิเคราะห์ และปฏิบัติงานประจำได้อย่างอิสระ

การผสานพลังระหว่างมนุษย์และ AI Agent ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับความสำเร็จในการให้บริการลูกค้าได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยความเร็ว ประสิทธิภาพ และความแม่นยำที่สูงยิ่งขึ้น

ด้านการบริการลูกค้า จากผลสำรวจล่าสุดในรายงาน State of Service พบว่าทีมงานที่ดูแลการให้บริการลูกค้าในประเทศไทยประมาณ 25% ของการให้บริการทั้งหมดถูกจัดการโดย AI และคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 40% ภายในปี 2027

เมื่อ AI Agent มีการพัฒนามากขึ้น นอกจากการแก้ไขปัญหาได้มากขึ้นแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านบริการยังคาดหวังว่า AI Agent จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ตั้งแต่การลดต้นทุนบริการ ไปจนถึงการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าและเพิ่มรายได้จากการขายต่อยอด

เห็นได้ชัดว่า AI มอบโอกาสอย่างมากแก่องค์กรไทยในการขับเคลื่อนการเติบโต อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประสบความสำเร็จในยุคของ Agentic AI องค์กรจำเป็นต้องวางรากฐานที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมถึงการลงทุนในแพลตฟอร์ม AI ที่เหมาะสม

รวมไปถึงการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่เปิดทางให้ AI Agent สามารถเข้าถึงข้อมูล ระบบ แอปพลิเคชัน และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการทำงานได้อย่างราบรื่น และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเตรียมความพร้อมด้านการฝึกอบรมและพัฒนาความรู้ให้กับบุคลากรไทยเพื่อรองรับอนาคต

บูรณาการ 'มนุษย์ – AI – ข้อมูล'

อภิสิทธิ์วิเคราะห์ว่า ลูกค้าไทยต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เป็นส่วนตัวมากขึ้น และพร้อมให้บริการตลอดเวลา จากผลสำรวจพบว่า 81% ของผู้เชี่ยวชาญด้านบริการในไทยระบุว่าความคาดหวังของลูกค้าสูงขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ 57% คาดว่าจำนวนการให้บริการจะเพิ่มขึ้นในปี 2569

เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว องค์กรจำเป็นต้องปรับจากรูปแบบบริการแบบดั้งเดิมที่เน้นการตอบสนอง มาเป็นรูปแบบบริการเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งหมายถึงการนำ AI มาใช้สร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัว คาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า และแก้ไขปัญหาทั่วไปได้อย่างทันท่วงที ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นงานที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงได้มากขึ้น

การผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพของ AI และความเชี่ยวชาญของมนุษย์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าไทย

วันนี้ธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Multimodal AI อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน 41% ของทีมบริการในไทยได้นำ Multimodal AI มาใช้งาน ซึ่งสามารถประมวลผลและบูรณาการข้อมูลหลากหลายรูปแบบได้พร้อมกัน ในบรรดาองค์กรที่ใช้ Voice AI 83% รายงานว่า การส่งต่องานระหว่าง AI และพนักงานเป็นไปอย่างราบรื่น และ 85% ระบุว่าการสนทนาผ่าน AI ช่วยเพิ่มการเข้าถึงให้แก่ลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น

แม้การนำเทคโนโลยีมาใช้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความสำเร็จในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการเสริมความแข็งแกร่งของข้อมูลพื้นฐาน บูรณาการแพลตฟอร์ม และยกระดับทักษะพนักงานเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมั่นใจ

วางกลยุทธ์ สร้างความสำเร็จ

สำหรับการวางแนวทางและกลยุทธ์เพื่อสร้างความสำเร็จและใช้ประโยชน์จาก AI รวมถึง AI Agent เพื่อให้ AI และ AI Agent สร้างผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจำเป็นต้องให้ความสำคัญที่องค์ประกอบขั้นพื้นฐานก่อน คือ

บริบทและการควบคุม: สิ่งสำคัญที่สุดคือโซลูชัน AI ต้องมีความแม่นยำและเชื่อถือได้ แม้โครงการนำร่องของ AI Agent หลายโครงการจะแสดงศักยภาพที่ดี แต่ก็มักเผชิญกับความท้าทายจากคำสั่งที่ไม่เสถียร พฤติกรรมของโมเดลที่คาดเดาได้ยาก และข้อจำกัดด้านการควบคุมในระดับองค์กร

การมี AI ที่ทำงานบนข้อมูลของบริษัทที่มีบริบทชัดเจน พร้อมด้วยระบบความเชื่อถือและการกำกับดูแลที่รัดกุม จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ AI Agent สามารถให้คำตอบที่แม่นยำ ตรงประเด็น และสอดคล้องกับธุรกิจได้อย่างแท้จริง

แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว: อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเชื่อมโยงแอปพลิเคชันองค์กร ข้อมูล และ Agent ทั้งหมดไว้บนแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและเป็นหนึ่งเดียว เครื่องมือ AI แบบแยกส่วนหรือระบบบูรณาการที่ซับซ้อนอาจมีค่าใช้จ่ายสูง และทำให้องค์กรติดอยู่กับระบบที่แยกส่วนและงานที่ต้องทำด้วยมือ

การผสาน AI Agent เข้ากับระบบข้อมูล ตรรกะทางธุรกิจ และส่วนติดต่อผู้ใช้ที่มีอยู่ จะช่วยให้ AI สามารถคาดการณ์ความต้องการของธุรกิจและดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เปิดโอกาสให้พนักงานมุ่งเน้นงานที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด

คว้าโอกาส 'AI Transformation'

หากมองถึง โอกาสที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาดในยุค AI Transformation กล่าวได้ว่าโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจไทยในขณะนี้คือการก้าวสู่การเป็น Agentic Enterprise องค์กรรูปแบบใหม่นี้กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างสิ้นเชิง

โดยใช้ AI เพื่อเสริมศักยภาพ ไม่เพียงเฉพาะในระดับบุคคล แต่ครอบคลุมทั้งองค์กร นำไปสู่ความสามารถใหม่ ๆ แหล่งรายได้ใหม่ และรูปแบบการทำงานที่เชื่อมโยงระหว่างทีม แผนก และทั่วทั้งองค์กร

นอกจากการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจแล้ว AI Agent ยังกำลังเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การทำงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลในรายงาน State of Service ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เซลส์ฟอร์ซ พบว่า พนักงานบริการที่ใช้ AI Agent ใช้เวลากับเคสที่มีความซับซ้อนสูงมากขึ้น

โดยทุ่มเทเวลาประมาณหนึ่งในสี่ของสัปดาห์ให้กับงานที่ท้าทายเหล่านี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทำงานที่มีผลกระทบสูงและเสริมสร้างเส้นทางอาชีพ

จากการศึกษาพบด้วยว่า พนักงานบริการที่ใช้ AI Agent มีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้เพื่อนร่วมงาน ขับเคลื่อนโครงการข้ามสายงาน และมีส่วนในการพัฒนากระบวนการทำงาน มากกว่านั้นยังมีโอกาสทำงานกับลูกค้าที่มีมูลค่าสูง และก้าวสู่บทบาทผู้นำได้มากขึ้น

องค์กรไทยที่เริ่มปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงด้วย AI Agent ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะมีความได้เปรียบในการปลดล็อกศักยภาพของบุคลากร ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก