ปี 2568 : ปีที่ AI เปลี่ยน “งาน–คน–ประเทศ” และปี 2569 ที่เราต้องก้าวให้ทัน

ผมเขียนบทความในคอลัมน์ Think Beyond ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2562 และปีที่ผ่านมานี้เป็นปีที่ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับ AI มากที่สุดในทุกมิติ ทั้งมิติของโอกาส ความท้าทาย และผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมไทย เพราะต้องยอมรับว่าปี 2568 เป็นปีที่เทคโนโลยี Generative AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานและชีวิตประจำวันของเราอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
KEY
POINTS
- AI ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงาน ทำให้คนต้องปรับตัวด้วยการพัฒนาทักษะที่ AI ทำไม่ได้ (Soft Skills) และเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีแทนการแข่งขัน
- การเปลี่ยนแปลงจาก AI ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นวาระระดับชาติที่ไทยต้องปฏิรูปการศึกษาและกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเปลี่ยนจาก "ผู้ใช้" ไปสู่ "ผู้สร้าง" เทคโนโลยี
- ในปี 2569 และอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะเพื่อนร่วมทีม การเตรียมพร้อมจึงหมายถึงการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาเพื่อใช้งานอย่างมีวิจารณญาณและรับผิดชอบต่อผลกระทบ
นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว ผมได้เขียนถึงวิวัฒนาการของเครื่องมือ AI อย่างต่อเนื่อง และชี้ให้เห็นว่า “ทักษะดิจิทัล” กับ “ทักษะด้าน AI” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การใช้เครื่องมือไอทีหรือเครื่องมือ AI เป็นไม่พออีกต่อไป เราต้องเข้าใจว่า AI คิดและตัดสินใจอย่างไร มีอคติไหม เชื่อได้แค่ไหน และเรารับผิดชอบการใช้งานอย่างไร ทักษะแบบนี้คือภูมิคุ้มกันของการใช้เทคโนโลยีในยุคใหม่
นอกจากนั้นผมพยายามบอกว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ไม่ใช่ความน่ากลัว และชวนคิดในเชิงการลงมือปฏิบัติและใช้งานว่าเราควรเลือกเครื่องมือ AI หรือโมเดลไหน ให้เหมาะกับงานอย่างไร ในยุคที่โมเดลใหม่ออกมาแทบรายสัปดาห์ การยึดติดกับตัวเดียวคือความเสี่ยง และความยืดหยุ่นคือทักษะที่คุ้มค่าที่สุด
ในช่วงกลางปีผมขยับจากเรื่องการใช้เครื่องมือ ไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่าโมเดลล่าสุดที่บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ออกมาเข้าใกล้ “ความฉลาดระดับมนุษย์” หรือ AGI แค่ไหน ผมย้ำว่าความก้าวหน้ามันน่าทึ่งจริง แต่เรายังไม่ควรหลงคิดว่า AI เก่งเท่ามนุษย์ในทุกมิติ เพราะยังมีข้อจำกัดเรื่องการปรับตัว การเรียนรู้ต่อเนื่อง และ ด้านอารมณ์ความรู้สึกที่มนุษย์ยังเหนือกว่าอยู่อีกมากประเด็นที่ผมเน้นย้ำหนักหน่วงที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นเรื่องผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ผมได้เขียนเตือนถึงสัญญาณอันตรายของ “คนรุ่นที่สูญหาย” (Lost Generation) โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานโอกาสเริ่มยากขึ้นเพราะ AI สามารถทำงานในระดับเริ่มต้น (Entry-level) ได้ดีกว่าและถูกกว่า ซึ่งสอดคล้องกับบทความที่ผมคาดการณ์ไว้ว่า หาก AI Agent เริ่มทำงานแทนคนได้จริง เราอาจเห็นคนไทยตกงานถึงหลักล้านคน ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางเศรษฐศาสตร์ แต่หมายถึงผลกระทบที่จะตามมาต่อโครงสร้างสังคมที่กำลังสั่นคลอน ตลอดจนความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ
ส่วนคนทำงานในปัจจุบันเองก็กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “เกษียณก่อนอายุ” ที่ถูกบีบให้ต้องออกจากงานเร็วกว่ากำหนด เพราะทักษะที่มีอยู่เดิมเริ่มล้าสมัย และไม่สามารถวิ่งตามความสามารถของ AI ได้ทัน ผมได้พยายามชี้ให้เห็นทางรอดในยุคนี้ว่า ไม่ใช่การพยายามแข่งกับเอไอในสิ่งที่มันเก่ง (เช่น การคำนวณ หรือการประมวลผลข้อมูล) แต่คือการหันกลับมาพัฒนาสิ่งที่เอไอยังทำไม่ได้ นั่นคือ “Soft Skills” ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันเดียวที่เหลืออยู่ของเรา
แต่ผมก็ไม่ได้มองแค่ด้านลบ ผมเขียนอีกด้านหนึ่งว่า Generative AI กำลังทำลายกำแพงทักษะการทำงานของผู้คน ทำให้คนธรรมดาอย่างเราสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่นการทำคลิปหนังสั้น โดยที่ไม่มีทักษะการถ่ายทำหนังมาก่อนเลย แต่ด้วย AI คนบางคนก็ทำออกมาได้คุณภาพดีมากภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้แต่ทักษะการเขียนโปรแกรม เครื่องมือ AI ก็สามารถให้คนธรรมดาที่ไม่ได้เรียนทักษะการเขียนโปรแกรม พัฒนาแอปของได้เองแบบง่ายๆ นี่คือพลังของเทคโนโลยีที่เปิดโอกาสให้ทุกคน
ผมยังเขียนถึงเรื่องการศึกษาหลายบทความ เพราะเห็นว่าเป็นรากฐานสำคัญที่สุด ผมตั้งคำถามว่าทำไมมหาวิทยาลัยต้องคาดการณ์อนาคต ก่อนที่นักศึกษาจะตกเป็นเหยื่อของการเปลี่ยนแปลง เพราะความรู้ที่เรียนในปีที่หนึ่งของหลักสูตร 4 ปี มีเกือบครึ่งหนึ่งล้าสมัยไปแล้วเมื่อสำเร็จการศึกษา ในขณะเดียวกัน การนำ AI เข้าใช้ในการเรียนการสอนจะเป็นโอกาสทองในการปฏิวัติการศึกษาไทย หากเราใช้ให้ถูกวิธี ดังนั้นหลักสูตรที่สอนกันในสถาบันอุดมศึกษาจำนวนมากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน
ผมยังชวนมองในเรื่องการแข่งขัน AI ที่กลายเป็นสมรภูมิระหว่างสหรัฐและจีนจะสะเทือนมาถึงไทยอย่างไรบ้าง สหรัฐฯ ยังคงนำในด้านชิป การลงทุนเอกชน และโมเดลระดับแนวหน้า ขณะที่จีนขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์รัฐ งานวิจัยจำนวนมหาศาล และโมเดลที่ต้นทุนต่ำกว่า เน้นโอเพนซอร์สและการใช้งานเฉพาะทาง ภาพที่เริ่มชัดคือ โลกอาจเดินไปสู่ “ระบบนิเวศ AI สองขั้ว” ที่มีกฎ กติกา และมาตรฐานต่างกัน
ประเทศเล็กอย่างเราอาจไม่ได้มีสิทธิ์เลือกข้างได้ แต่ต้องเรียนรู้การอยู่และสร้างสมดุลในภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนและแตกแยกมากขึ้น ดังนั้นเมื่อพูดถึงทิศทางประเทศไทยในยุค Generative AI ผมจึงย้ำว่าแค่เป็นผู้ใช้ไม่พอ เราต้องพัฒนาขีดความสามารถเชิงระบบ ทั้งข้อมูล คน โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างคุณค่าในอุตสาหกรรมของเราเองเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้สร้างในด้านที่เราพอแข่งขันได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องของ “ฟองสบู่ AI” ว่าความคาดหวังและการเก็งกำไรนั้นเกินจริงไปหรือไม่ และหลายองค์กรลงทุนในโครงการ AI ที่สุดท้ายไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ซึ่งผมได้เตือนสติไว้ว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่เราต้องไม่หลงไปกับกระแสจนลืมดูพื้นฐานความเป็นจริง และที่สำคัญคือคำถามใหญ่ที่ยังค้างชวนสงสัยคือ การลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มีผลตอบแทนกลับมาที่คุ้มค่าจริงหรือไม่
ล่าสุดก่อนสิ้นปี ผมได้เขียนถึง AI ในมิติของความมั่นคงของชาติ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมีกองทัพที่แข็งแกร่งอีกต่อไป แต่ได้ขยายขอบเขตลึกเข้ามาถึงหน้าจอสมาร์ทโฟนและความคิดของพวกเราทุกคน สมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดคือสงครามข้อมูล และ AI กำลังถูกใช้เป็นอาวุธสร้างเผ่าดิจิทัลที่แบ่งแยกสังคม ทางรอดในวันนี้ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือการสร้างทักษะรู้เท่าทันข้อมูล รู้เท่าทัน AI และยืนบนจริยธรรมที่เข้มแข็ง
เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2569 ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเร็วขึ้น AI Agent จะพัฒนาจนสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น หุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญ “เอเจนต์” กับ “หุ่นยนต์” จะค่อยๆ กลายเป็นเพื่อนร่วมทีม ไม่ใช่ผู้มาแย่งงาน ถ้าเรารู้จักออกแบบงานใหม่และวางบทบาทมนุษย์ให้ถูกที่ คนที่ไม่ปรับตัวจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่คนที่เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI จะมีโอกาสมหาศาล
ในปี 2569 ประเทศไทยต้องคิดเชิงยุทธศาสตร์เรื่องกำลังคน การศึกษา ความมั่นคงไซเบอร์ และตำแหน่งของเราในระบบนิเวศของ AI และสุดท้าย เราทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกันทางปัญญาเพียงพอที่จะใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ มีวิจารณญาณ และมีความรับผิดชอบ เพราะโลกปีหน้าไม่ได้ถามว่า “คุณใช้ AI ได้ไหม” แต่ต้องถามว่า “คุณใช้มันเพื่อสร้างคุณค่าอะไร และคุณพร้อมรับผลของมันแค่ไหน”







