เมื่อ 'เอกชน' และ 'ภาครัฐ' จับมือร่วมกันจุดพลังให้ประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายของคนทั่วโลก ทั้งภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อรายได้ และความเป็นอยู่ของผู้คนเป็นอย่างมาก การจะฟื้นฟูและสร้างสังคมที่เข้มแข็งในสถานการณ์เช่นนี้ได้ ไม่ใช่หน้าที่ของเพียงรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
KEY
POINTS
- ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืน
- แกร็บ ประเทศไทย ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองหลักและเมืองรองเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน
- แกร็บเข้าร่วมโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ของรัฐบาล เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มยอดขายให้ร้านอาหารรายย่อย รวมถึงสร้างรายได้เพิ่มให้คนขับ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายของคนทั่วโลก ไม่ว่าจะทั้งภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อรายได้ และความเป็นอยู่ของผู้คนเป็นอย่างมาก การจะฟื้นฟูและสร้างสังคมที่เข้มแข็งในสถานการณ์เช่นนี้ได้ ไม่ใช่หน้าที่ของเพียงรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชนในการช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นไปพร้อมๆ กับการสร้างรากฐาน เพื่อยกระดับศักยภาพระยะยาว เพื่อให้ผู้คน ธุรกิจ และประเทศ สามารถก้าวผ่านความไม่แน่นอน และเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการแก้ไขปัญหาระดับชาติเช่นนี้ มีให้เห็นหลายประเทศ อย่างในประเทศอังกฤษ 2 ใน 3 ของคนวัยทำงานกำลังประสบปัญหากับโรคอ้วน ทำให้ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (Nation Health Service หรือ NHS) ที่ให้บริการรักษาพยาบาลฟรีกับพลเมืองอังกฤษ ต้องสูญเงินไปถึง 1.14 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี (หรือประมาณ 4.7 แสนล้านบาท) จึงเป็นที่มาโครงการ “Good Food Cycle” ที่รัฐบาลอังกฤษ ได้จับมือกับ เซนส์บิวรีส์ (Sainsbury’s) เครือซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของอังกฤษ พัฒนาระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพและคำนึงถึงความยั่งยืนระยะยาว ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ การลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การส่งเสริมทางเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึงการลดปริมาณขยะอาหาร
ความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงช่วยสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศ แต่ยังช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหาร สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคช่วงเวลาที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอีกด้วย
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่น กับ สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines) ในการกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองชนบทที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักกระจุกตัวใน 5 เมืองใหญ่ อย่าง โตเกียว เกียวโต โอซาก้า ฮอกไกโด และฟุกุโอกะ ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในเมืองเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ จึงจัดโครงการให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศผ่านเจแปนแอร์ไลน์ สามารถแลกตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางในประเทศไปยังเมืองอื่นๆ ได้ ฟรี
โครงการนี้นอกเหนือจากจะเป็นการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวแล้ว ยังช่วยกระจายรายได้จากเมืองใหญ่ไปเมืองรอง เช่น หมู่บ้านประมงทางตอนเหนือ เมืองออนเซ็นเก่าแก่ เกาะห่างไกล หรือเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก โดยเจแปนแอร์ไลน์ทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม เวิร์กช็อป และกิจกรรมสร้างประสบการณ์ท้องถิ่นต่างๆ เพื่อให้การเดินทางแต่ละครั้งสร้างคุณค่าให้กับชุมชนอย่างแท้จริง และช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจครอบครัว รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถฟื้นตัวและกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง
สำหรับในประเทศไทย สองวาระสำคัญของรัฐบาลที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นเรื่องของการกระตุ้นการท่องเที่ยว และการช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม แกร็บ ประเทศไทย จึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนเป้าหมายระดับประเทศในด้านต่างๆ อาทิ การทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ผ่านแคมเปญและบริการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
เช่น แคมเปญ “ไปเมืองน่าเที่ยว สุขกันใหญ่ ไว้ใจ Grab” ที่แกร็บได้ร่วมมือกับททท.ในการดึงเอาสองนักแสดงชื่อดังอย่าง หลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง และ ออม กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ มาช่วยเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้สำรวจสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ตั้งแต่เมืองหลักไปจนถึงเมืองรอง สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตท้องถิ่นผ่านมุมมองใหม่ๆ สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ เรายังพัฒนาฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว เช่น บริการรถที่มีคนขับที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ รวมถึงบริการ GrabExecutive เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการบริการระดับพรีเมียม โดยสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสบการณ์การเดินทางเท่านั้น แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่คนขับ ร้านค้า และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศอีกด้วย
อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่แกร็บ มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งมีเป้าหมายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศช่วงปลายปี บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และช่วยกระจายรายได้ไปยังร้านอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ โดย แกร็บ มีโอกาสใช้แพลตฟอร์มเพื่อช่วยขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและร้านค้ารายย่อยสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ซึ่งโครงการนี้ทำให้ร้านอาหารมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปกติ และร้านที่ขายดีที่สุดมียอดเติบโตมากถึง 18 เท่า ขณะเดียวกัน คนขับยังมีรายได้เติบโตขึ้นถึง 10-15% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาครัฐอีกด้วย
ท่ามกลางความไม่แน่นอน ความร่วมมือถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน ให้ก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ ไปได้ การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สามารถเปลี่ยนความช่วยเหลือในระยะสั้น ให้กลายเป็นการเสริมสร้างศักยภาพระยะยาวได้ สำหรับแกร็บ การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการร่วมสร้างรากฐานของประเทศไทยให้แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และพร้อมสำหรับการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน







