วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งพื้นที่ทหาร-ป่าเสื่อมโทรมตั้งนิคมฯขยะ

“จักรมณฑ์” หารือทหาร-กระทรวงเกษตรฯ หาพื้นที่ตั้งนิคมฯ กำจัดกากอุตฯ งบกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

“จักรมณฑ์” หารือทหาร - กระทรวงเกษตรฯหาพื้นที่ตั้งนิคมฯ กำจัดกากอุตฯ เผย ญี่ปุ่นสนใจร่วมลงทุน คาดจะได้ข้อสรุปกลางปี 58 และจะเปิดดำเนินการได้ปี 60 ระบุต้องใช้ที่ดินไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นไร่ งบกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อตั้งนิคมกำจัดขยะอุตสาหกรรม ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เข้าไปหารือกับฝ่ายทหาร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขอใช้พื้นที่ทหาร หรือป่าเสื่อมโทรม ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และตะวันตก เพื่อตั้งนิคมกำจัดขยะอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เข้าไปสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นมี 2 แนวทางในการจัดตั้งนิคมจำกัดขยะอุตสาหกรรม ได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด และให้เอกชนที่สนใจเข้ามาร่วมดำเนินการ

กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายสิ้นปี 2557 จะต้องเพิ่มปริมาณการกำจัดขยะอุตสาหกรรมอันตรายเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีปริมาณ 9 แสนตัน เป็น 1.2 ล้านตัน และสิ้นปี 2558 จะต้องเพิ่มเป็น 1.5 ล้านตัน จากขยะอุตสาหกรรมอันตรายทั้งประเทศที่มีประมาณ 3 ล้านตัน/ปี

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ในเบื้องต้นพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดตั้งนิคม จะต้องอยู่ในพื้นที่ตะวันออก ภาคกลาง และ ภาคตะวันตก อย่างละ 1 แห่ง เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าว มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่หนาแน่น โดยนิคมดังกล่าวควรมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นไร่/แห่ง ซึ่งสาเหตุที่ต้องใช้พื้นที่มากเพราะว่าจะต้องกันพื้นที่กันชนประมาณ 5 พันไร่ เหลือพื้นที่สำหรับตั้งโรงงานกำจัดขยะ โรงงานรีไซเคิล เตาเผาขยะผลิตไฟฟ้า และหลุมฝังกลบประมาณ 5 พันไร่ ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 1 - 1.5 หมื่นล้านบาท/แห่ง และในแต่ละแห่งจะมีโรงงานประมาณ 10 โรง

“ในขณะนี้มีองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (เนโดะ) และนิคมอุตสาหกรรมอมตะ สนใจเข้าร่วมและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ คาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2558 จากนั้นจะเร่งดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งหากเป็นไปตามแผนก็จะก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เสร็จและเปิดให้ภาคเอกชนเข้าไปตั้งโรงงานได้ในช่วงปี 2560” นายวีรพงษ์ กล่าว

ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น หากไม่มีเอกชนสนใจเข้าร่วม กนอ. ก็จะลงทุนดำเนินงานเองทั้งหมด หรือถ้าเอกชนสนใจเข้าร่วมหากเป็นการใช้ที่ดินของรัฐ กนอ. ก็จะเข้าร่วมดำเนินงาน เพราะเป็นหน่วยงานรัฐด้วยกัน จะผลักดันโครงการได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเอกชนมีพื้นที่ของตัวเอง ก็สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด 100% ซึ่งมองว่าการใช้ที่ดินของราชการจะเกิดโครงการนี้ได้ง่ายกว่า เพราะลดปัญหาความขัดแย้งกับชุมชนโดยรอบได้ดีกว่าการไปตั้งในพื้นที่เอกชน