"นพ.นิรันดร์" ฉุนตร.เบี้ยวนัดแจงปมคดีเกาะเต่ารอบ4 จ่อหารือที่ประชุมกสม.แจ้งความดำเนินคดีหรือไม่
"หมอนิรันดร์" ฉุน ตร.เบี้ยวนัดแจงปมซ้อมทรมาน 2 ผู้ต้องหาฆ่านักท่องเที่ยวเกาะเต่ารอบ4 จ่อหารือที่ประชุมกสม. ฟันธงฟ้องดำเนินคดีตามม.34 พ.ร.บ.กสม.หรือไม่ ยัน ไม่ใช่เด็กป.4 รู้ดีอะไรควรทำไม่ควรทำ ชี้ อนุกรรมการฯ ไม่ได้อยากรู้ใครเป็นฆาตกร
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาร์ประจำประเทศไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วย นายโท โท ไทด์ นางเม เต้น บิดามารดาของนายวินซอทู และนาง พิว เฉ นุ มารดาของนายซอลิน 2 ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี และนายสุรพล กองจันทึก หัวหน้าคณะทำงานช่วยเหลือผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า สภาทนายความ เข้าพบ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับสองผู้ต้องหาจากการถูกทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพ
โดยภายหลังการหารือร่วมกว่า 2 ชั่วโมง นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ทางอนุกรรมการฯได้รับการยืนยันจากตัวแทนสถานทูต และพ่อแม่ผู้ต้องหาว่า ผู้ต้องหาถูกใช้ความรุนแรง บังคับขู่เข็ญ และซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ดังนั้นประเด็นที่ต้องหารือกัน คือ การที่อนุกรรมการฯ ได้ส่งหนังสือเชิญทีมสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ให้มาชี้ข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวต่ออนุกรรมการฯ แต่ พล.ต.ท.วัฒนา สักกวัตร จเรตำรวจแห่งชาติ ได้ทำหนังสือชี้แจงว่า ขณะนี้การสืบสวนสอบสวนในคดีเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการและศาล หากมาให้ข้อเท็จจริงกับหน่วยงานอื่นอาจมีผลต่อรูปคดีและอาจมีผลกับผู้เสียหายได้ ประกอบกับอนุกรรมการฯมีหนังสือไปถึงเมื่อวันที่ 29ต.ค.เพื่อให้มาชี้แจงในวันดังกล่าว จึงเป็นระยะเวลากระชั้นชิด ไม่สามารถเตรียมข้อเท็จจริงมาชี้แจงได้จึงขอเลื่อนการชี้แจงออกไป
น.พ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า การเชิญมาให้ข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะอ้างว่ากระชั้นชิดนั้นจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่บอกว่าอาจมีผลต่อรูปคดีนั้น ตนยืนยันว่าอนุกรรมการฯ ตรวจสอบแค่เรื่องการซ้อมทรมาน การใช้อำนาจรัฐที่เกินเลย ไม่ได้ตรวจสอบว่าใครถูกใครผิด ดังนั้นการที่เชิญมาให้ข้อมูลจึงไม่เกี่ยวกับสำนวนคดีแต่อย่างใด เพราะการซ้อมทรมานถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีวิธีสอบสวนหลายวิธีที่จะทำให้ผู้ต้องหารับสารภาพ ไม่จำเป็นต้องซ้อมทรมาน อีกทั้งยังมีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี(CAT) ที่รองรับโดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 4 ว่าด้วยการรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของชาวไทย รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับพันธะกรณีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามการเชิญตำรวจมาให้ข้อมูลในครั้งนี้ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นการทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจมีศักดิ์ศรีมากขึ้นด้วยซ้ำ ให้สังคมรับรู้ว่าตำรวจไทยทำงานอย่างเปิดเผยและสามารถตรวจสอบได้
"ผมไม่ใช่ละอ่อน ไม่ใช่เด็กป.4 แต่อายุ 64 แล้ว เคยเป็น ส.ว.มา 4 ปี เป็น กสม.มา 5 ปีแล้ว รู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร ซึ่งเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะแรงงานต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นหากบ้านเมืองเราไม่เป็นธรรม ก็ไม่มีใครเข้ามาทำงานในบ้านเรา โดยกรรมการสิทธิฯก็ไม่ได้มองว่าตำรวจเป็นจำเลยหรือเรียกมากล่าวหา ทางอนุกรรมการฯไม่ได้อยากรู้ดีเอ็นเอ ไม่ได้อยากรู้ว่าใครผิดใครถูก ไม่อยากรู้ว่าใครเป็นฆาตกร เพียงแต่อยากรู้ข้อเท็จจริงเท่านั้นว่ามีการซ้อมทรมานจริงหรือไม่ ซึ่งหากทางอนุกรรมการฯถามอะไรในสิ่งที่ตำรวจไม่อยากตอบหรือตอบไม่ได้ ทางตำรวจก็ไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ เพราะฉะนั้นเป็นสิทธิของท่าน แต่เมื่อมีคนมาร้องแล้วถ้ากรรมการสิทธิฯไม่ทำก็จะถูกร้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่นกัน"นพ.นิรันดร์ กล่าว
เมื่อถามว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เหตุผลอย่างไรที่ไม่เข้ามาชี้แจง นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ในครั้งแรก สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุเหตุผลว่าตรงกับวันตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงไม่สามารถเข้ามาให้ข้อมูลได้ และครั้งต่อมาได้เชิญรองผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 8 เข้ามาชี้แจง ก็ชี้แจงว่ารู้ข้อมูลเฉพาะบนฝั่ง ไม่ได้ทราบข้อมูลการสอบสวนในพื้นที่เกาะพะงัน ส่วนครั้งที่ 3 จึงได้เชิญผู้กำกับสภ.เกาะพะงันมาชี้แจง ก็ได้รับการยืนยันว่าหากเป็นชุดสืบสวนของ สภ.เกาะพะงันนั้นไม่มีการซ้อมผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถรับรองได้ว่าหน่วยงานอื่นมีการซ้อมผู้ต้องหาหรือไม่ เนื่องจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งชุดสืบสวนหลายหน่วยงานมาสอบสวน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในวันนี้แต่ก็เลื่อนมาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนก็จะนำกรณีที่ตำรวจไม่มาชี้แจงเข้าหารือในที่ประชุมของคณะกรรมการสิทธิฯ ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ เพื่อฟังความเห็นจากกรรมการสิทธิฯทั้ง 7 คนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาตรา 34 กำหนดว่า หากบุคคลใดไม่ยอมมาชี้แจง กรรมการสิทธิฯในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมายอาญา ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้








