เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ พระเอกหนุ่มหล่อล่ำบุคลิกเป็นคนสบายๆ คุยง่ายๆ มีผลงานมาให้แฟนๆ ได้ชมอย่างต่อเนื่อง
เข้าวงการบันเทิงได้อย่างไร?
จุดเริ่มต้นในชีวิตการเป็นดารา-นักแสดง เริ่มต้นที่สนามฟุตบอล ตอนนั้นผมเรียนอยู่ประมาณปี 3 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบ ตกเย็นก็ไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ แล้วก็มีรุ่นพี่มาชวนไปถ่ายรูปให้กับโมเดลลิ่ง หลังจากนั้นผมก็ได้งานเดินแบบ ได้เล่นมิวสิกวิดีโอ เล่นโฆษณา แล้วก็ประกวดอีกหลายเวที แต่ก็เหมือนก้าวขาเข้าวงการแค่ข้างเดียว ถ้าจะเรียกว่าเข้าวงการเต็มตัวก็คงเป็นการเล่นละครช่อง 3 เมื่อ 5-6 ปีก่อน
เข้ามาที่ช่อง 3 พร้อมกับน้องญาญ่า ละครเรื่องแรกที่ได้เล่นคือ รักเธอยอดรัก ตอนนั้นเล่นเป็นคู่ 2 พระเอกคือ พี่ปอ-ทฤษฎี หลังจากนั้นก็ได้เล่นเป็นพระเอกคือเรื่อง สายสืบเดลิเวอร์รี่ คู่กับ หยาดทิพย์ ราชปาล หลังจากนั้นก็เล่นละครมาเรื่อยๆ ครับ
ถ้าถามว่า ชอบไหม ต้องบอกว่า เป็นโอกาสที่เราไม่คิดว่าจะได้ทำก็ลองทำดู ซึ่งพอได้สัมผัสก็รู้สึกว่า เป็นการทำงานด้วยความสนุก ไม่ถึงกับหน้าดำคร่ำเคร่งมาก กลับทำให้ทีมงานชอบ เราก็สนุกกับงานไปด้วย ตั้งใจทำงานให้ออกมาดีที่สุด ไม่อยากให้มีเสียงวิจารณ์แง่ลบ ทำให้อยู่ในวงการมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้
จากการเดินแบบ ถ่ายโฆษณา มาสู่ละครก็ต้องปรับตัว เรียนแอคติ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอยู่แล้ว แต่ในมุมการทำงานก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก ต้องแสดงมาจากอินเนอร์เหมือนกัน
ที่สำคัญ เราใช้ประสบการณ์เก่าๆ มาช่วย หมายถึงเมื่อเล่นละครเรื่องที่ 2 ก็นำประสบการณ์จากเรื่องแรกมาใช้ จนมาถึงตอนนี้เราก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทักษะความรู้จากการทำงานที่ผ่านมา มาใช้เป็นพื้นฐานการทำงานของเราให้ดีที่สุด
๐ คิดว่านิสัยของตนเองเป็นแบบไหน
ผมเป็นคนสบายๆ คุยง่ายๆ ไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ เข้าใจกันก็คุยกันง่ายๆ และอาจเป็นเพราะความที่ผมเป็นคนง่ายๆ สบายๆ เลยทำให้เวลาเล่นละครกับใครก็เลยมักเป็นข่าวกับคนนั้นคนนี้
๐ สิ่งที่ได้จากวงการบันเทิง?
การทำงานร่วมกับคนอื่น ความคิด ความเป็นผู้ใหญ่และความรับผิดชอบ ที่สำคัญคือ มีสัจธรรมด้วย เพราะวงการบันเทิงเป็นวงการที่ทำงานเกี่ยวกับความรู้สึกคน แตกต่างจากการทำงานออฟฟิศ เราต้องเล่นกับความรู้สึกคน เช่น เล่นละครก็ต้องพยายามเข้าถึงความรู้สึกคนดู สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นสัจธรรมหลายอย่าง ละครก็มาจากชีวิตจริง สามารถสอนเราได้
ส่วนวิธีการทำงานก็ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น คนอื่นไปเที่ยวกัน แต่เราต้องตื่นตี 5 ไปถ่ายละครเลิก 4 ทุ่ม วันรุ่งขึ้นก็ต้องตื่นตี 5 อีก ไม่ได้หมายความว่าทำงานออฟฟิศลำบาก แต่การทำงานออฟฟิศมีเวลาตายตัวแน่นอน ในขณะที่วงการบันเทิงโดยเฉพาะการเล่นละครหรือเล่นหนัง คุณไม่มีเวลาที่แน่นอน ไม่สามารถกำหนดได้ว่า เสาร์-อาทิตย์จะหยุด บางทีอาจจะได้หยุดจันทร์ พุธ หรือวันอะไรที่ไม่แน่นอน บางทีอาจจะรู้เช้าวันนั้น มันเป็นเรื่องที่เราต้องแลกกับผลตอบแทนที่แฮปปี้ แต่ก็อยู่ที่คุณจะยืนอยู่ตรงนี้ได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าใส่ใจกับการทำงานมากแค่ไหน
เกรทเคยมีช่วงที่ทำงานติดกันไม่หยุดเลย ช่วงที่ถ่ายละครเทพบุตรจุฑาเทพ ควบกับละครเรื่องซิกซ์เซนต์ ก็ไม่ได้หยุดเลยบางทีถ่ายละครติดต่อกัน 7 วัน บางวันไปถ่ายละคร 3 จังหวัดด้วย แต่ก็เป็นแค่ช่วงหนึ่ง แม้กระทั่งนัดกอง 10 โมงเช้า วนไปจนถึง 8 โมงเช้าอีกวันหนึ่งก็มี
๐ การถ่ายละคร 2 เรื่องพร้อมกัน สับสนไหม?
ต้องดูว่า ถ้า 2 เรื่องตัวละครแตกต่างกันชัดเจน ไม่ยาก เช่น เรื่องซิกซ์เซนส์ก็จะเป็นคนหลุดๆ รั่วๆ ฮาๆ กวนๆ แต่พอเป็นคุณชายก็ต้องเคร่งขรึม ทำให้ไม่ยาก เพราะต่างกันชัดเจน แต่ถ้าเป็น 2 ตัวละครที่คล้ายๆ กัน อันนี้ยาก ต้องคอยคุยกับผู้กำกับไว้ว่า ถ้าผมหลุดช่วยอย่าปล่อย ให้รีบดึงกลับมาเข้าตัวละครนั้นๆ
ผมทำงานเยอะ เหนื่อย แต่ไม่เคยท้อ ใจเราไม่เหนื่อยนะ เหนื่อยร่างกายอย่างเดียว พักผ่อนน้อยบ้าง แล้วตัวเองเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรม ไม่ชอบนอนอยู่บ้าน พอว่างก็ไปเล่นฟิตเนส ไปเตะฟุตบอล นานๆ ถึงจะนั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสืออยู่ที่ห้อง ซึ่งนั่นคือ ไม่ไหวจริงๆ
๐ การแบ่งเวลาดูแลตัวเองอย่างไร?
ผมเป็นคนบ้างาน ถ้าวันไหนไม่ได้ทำงานก็เอาเวลาไปดูแลตัวเอง เข้าฟิตเนส เล่นกีฬา หรือไปดูแลผิวหน้า เป็นการพักผ่อนในขณะเดียวกันก็ถือเป็นงาน เพราะสุขภาพร่างกาย และผิวหน้าก็เป็นปัจจัยที่เราต้องใช้ในการทำงานวงการบันเทิง หากเราคิดจะทำงานต่อไปเราก็ต้องดูแลใส่ใจ
การแบ่งเวลาก็จะพยายามหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ อยากใช้ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้สมดุลกันที่สุด แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความสุขของเรา ถ้าทำงานมากเกินไป กลัวไม่ได้เงิน กลัวไม่มีคนจ้าง ทำงานๆ อย่างเดียวก็ไม่ได้ บางทีทำงานเยอะ คุณภาพไม่ได้ก็ไม่ดี
การดูแลตัวเองก็พยายามหาเวลา ถ้ามีเวลาว่าง 7 วันก็จะเข้าฟิตเนส 4-5 วัน แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็หล่อแล้ว ส่วนฟุตบอลนี่คือชีวิตเลย เป็นความบ้ามาตั้งแต่สมัยเรียน เป็นกีฬาที่รักมาก ถ้าถามว่า ผู้หญิงกับฟุตบอลเลือกอะไร ตอบเลยว่าเลือกฟุตบอล
สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ผมเตะฟุตบอลทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ถ้าเพื่อนไม่เล่นด้วยก็เล่นคนเดียว แต่พอตอนนี้ เราจะลงไปเตะที่สนามหน้าบ้าน ขับรถไปเตะที่สนามหน้าโรงเรียนก็ไม่ได้แล้ว กลายมาเป็นการนัดเจอ นัดเตะฟุตบอลกัน ก็จะมีวันประจำที่นัดเพื่อนๆ ไว้ ถ้าวันนั้นเราว่างพอดีก็ไปเตะบอล พยายามไปทุกอาทิตย์ เพราะได้เจอเพื่อน ได้เล่นกีฬาที่ชอบ ถือเป็นการผ่อนคลาย แต่ไม่พักผ่อนร่างกาย (หัวเราะ)
การดูแลผิวหน้า ก็เป็นสิ่งจำเป็น 1 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ต้องดูแล เพราะเราแต่งหน้าทุกวัน เป็นคนที่ผิวหน้าแพ้ง่ายต้องดูแลเป็นพิเศษ ใครหนังหน้าดีถือว่าโชคดีมาก จะนอนดึก ดื่มเหล้า ผิวก็ยังดี แต่เรานี่นอนดึกปุ๊บ สิวมา ฉะนั้น ก็ต้องใส่ใจดูแล เพราะต้องใช้ในการทำงาน สำหรับผมเรื่องงานมาเป็นอันดับต้น ๆ ก็ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
๐ วางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง?
ถ้าถามถึงอนาคตในเวลานี้ ผมคงบอกไม่ได้ เพราะคำตอบตอนนี้อาจจะใช้ไม่ได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ตอนนี้ยังสนุกมีความสุขกับการทำงานเบื้องหน้าอยู่ วันหนึ่งถ้าเกิดรู้สึกว่า มันหมดความท้าทายแล้ว มันเหนื่อยมาก ผมอาจจะเปลี่ยนก็ได้
ผมรู้สึกว่า สิ่งที่อยู่รอบตัวทั้งผู้กำกับ ทีมงาน ฯลฯ ทำให้เห็นว่า งานวงการบันเทิงไม่ได้มีแค่เบื้องหน้า เราสะสมประสบการณ์ไว้ประมาณหนึ่ง ถ้าวันหนึ่งจะเปลี่ยนมาทำงานเบื้องหลังบ้างก็น่าจะทำได้
แต่ตอนนี้ อยากเป็นแบบพี่ต้น-จักกฤษณ์ หรืออาหนิง-นิรุตต์ เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ทุกคนจะนึกออกว่า ถ้าบทแบบนี้ ต้องเป็นคนนี้ ผมอยากจะเป็นแบบนั้น อยากให้คนมองว่า เกรทจะเป็นผู้ชายสบายๆ เป็นผู้ชายที่คิดบวก น่ารัก เข้าถึงง่าย มีความสุข ถ้าเป็นบทสำหรับรุ่นใหญ่ ก็อยากเป็นบทพ่อใจดี
สำหรับบทดราม่า ผมไม่ชอบนะ แต่พอได้เล่นแล้วก็สนุกกับการเล่นดราม่า มันเหมือนงานยาก คนทุกคนไม่ชอบทำงานยาก แต่พอทำงานยากแล้วได้พัฒนาตัวเองกควรจะทำ ทุกคนชอบงานง่าย การเล่นเป็นตัวเองมันง่าย แต่การทำงานยากที่เราไม่ชอบก็ต้องสู้กับมัน
เกรท-วรินทร นักแสดงหนุ่มคนนี้ใช้เวลาพิสูจน์ความสามารถของตนเอง และพัฒนาทักษะไปพร้อมๆ กัน ทุกสิ่งที่ทำล้วนเป็นการทำงานที่เจ้าตัวสนุกและมีความสุขกับทุกงานที่ทำ และเมื่อถามว่า หากไม่ได้เป็นนักแสดงแล้วจะทำอะไร เขาหัวเราะ ก่อนตอบว่า คงทำธุรกิจค้าขายที่เป็นธุรกิจที่บ้าน หรือไม่ก็เล่นฟุตบอลอาชีพ ตามสิ่งที่ตัวเองรัก









