วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นวัตกรรมการตรวจมะเร็งปากมดลูก

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมเผยความก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์ในการตรวจมะเร็งปากมดลูก

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมเผยความก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์ในการตรวจมะเร็งปากมดลูก

นายแพทย์วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย กล่าวว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย จากสถิติในประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 8,184 รายและคร่าชีวิตผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 4,513 ราย เฉลี่ยแล้วมีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยมะเร็งปากมดลูกถึงวันละ 12.3 ราย2 ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันและรักษาได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ

สาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูกมาจากเชื้อไวรัส human papilloma virus หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘ไวรัสเอชพีวี’ ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีมากกว่าร้อยสายพันธุ์ แต่มีอยู่ 14 สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงในการก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก โดยเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ถือเป็นสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 701 นอกจากนั้นแล้ว ยังมีเชื้อไวรัสเอชพีวีอีก 12 สายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้ป่วยอีกร้อยละ 30 ถึงแม้ว่าเชื้อไวรัสเอชพีวี จะเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีทุกคนจะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก เพราะปกติร่างกายสามารถขจัดเชื้อเอชพีวีออกไปได้เอง ในบางรายจึงเป็นการติดเชื้อชั่วคราวเท่านั้น

ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกขั้นปฐมภูมิอย่างแพปสเมียร์ควบคู่กับการตรวจหาเชื้อเอชพีวี ดีเอ็นเอ จะสามารถระบุการติดเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16 และ 18 ได้ แต่หากผลการตรวจแพปสเมียร์ปกติ และไม่พบการติดเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16 และ 18 แต่กลับพบการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีในกลุ่ม 12 สายพันธุ์อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจจะวินิจฉัยว่ายังไม่ต้องเข้ารับการตรวจคอลโปสโคป (ซึ่งเป็นการใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กทรอนิคขนาดใหญ่ เพื่อตรวจดูหาเซลล์ที่ผิดปกติบริเวณปากมดลูก) แต่ให้กลับมาตรวจซ้ำอีกครั้งใน 1 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกันกับผู้ที่ผลตรวจแพปสเมียร์มีความผิดปกติเล็กน้อย ก็จะให้รอติดตามผลและมาตรวจคัดกรองอีกครั้งในอีก 1 ปีขึ้นอยู่กับความพร้อมของโรงพยาบาล

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์โทมัส ซี ไรท์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านพยาธิวิทยา และเซลล์ชีววิทยา จากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา อธิบายเพิ่มเติมว่า ระหว่างรอการกลับมาตรวจซ้ำเป็นระยะเวลา 1 ปีนั้น ผู้หญิงหลายคนอาจจะเกิดความเครียด วิตกกังวล และในบางรายอาจทำให้การรักษาเกิดความล่าช้าได้ ดังนั้น นวัตกรรมการตรวจคัดกรองแนวใหม่ด้วย เทสต์ตรวจโปรตีน p16/Ki-67 จะช่วยจำแนกได้ว่าผู้หญิงคนใดที่ติดเชื้อเอชพีวีหรือมีผลแพปสเมียร์ผิดปกติ มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก และต้องเข้ารับการตรวจด้วยคอลโปสโคปทันทีแทนที่จะต้องรออีก 1 ปี

เทสต์ตรวจโปรตีน p16/Ki-67 นี้จะเป็นการตรวจหาโปรตีน p16 และ Ki-67 ไปพร้อมๆ กัน โดยใช้ตัวอย่างเดิมจากการตรวจแพปสเมียร์ หากพบโปรตีนทั้ง 2 ตัวก็จะแปลว่าผู้หญิงคนนั้นควรได้รับการตรวจคอลโปสโคปเพิ่มเติมต่อไป แต่หากผลการตรวจไม่พบโปรตีนทั้ง 2 ตัวพร้อมกัน ผู้หญิงคนนั้นก็สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการตรวจคัดกรองตามปกติได้