วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สถิติชี้ลูกจ้างก่อสร้างเสี่ยงภัยสูง

(รายงาน) สถิติชี้ลูกจ้างก่อสร้างเสี่ยงภัยสูง กสร.ผุด3แนวทางคุมเข้มไซต์งาน

เหตุอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่กำลังก่อสร้างเกิดพังถล่มในช่วงที่ผ่านมา หลายเหตุการณ์มีสาเหตุมาจากความประมาทหรือก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะกับลูกจ้างหรือผู้ใช้แรงงาน นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่มิอาจประเมินค่าได้

และเมื่อดูสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน แล้วจะยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า "กิจการก่อสร้าง" ยังเป็นกิจการที่มีลูกจ้างประสบอันตรายมากที่สุด

โดย สปส. ได้สรุปสถิติการประสบอันตรายและการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานตั้งแต่ปี 2552 - 2556 พบว่า ประเภทกิจการที่มีลูกจ้างประสบอันตรายสูงสุดคือ "กิจการก่อสร้าง" คิดเป็นร้อยละ 7.82 ต่อปี รองลงมากิจการผลิตเครื่องดื่ม อาหาร ร้อยละ 5.69 และกิจการค้าเครื่องไฟฟ้า ยานพาหนะ คิดเป็นร้อยละ 5.45 ตามลำดับ

สำหรับยอดผู้บาดเจ็บจากการทำงานจำนวน 191,614 รายนั้นพบการบาดเจ็บมากที่สุดใน กรุงเทพฯ คิดเป็นร้อยละ 28.67 รองลงมาคือ จ.สมุทรปราการ ร้อยละ 15.83 และชลบุรี ร้อยละ 6.93

นายวรานนท์ ปีติวรรณ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) บอกว่า จากสถิติที่พบว่ากิจการก่อสร้างเป็นกิจการที่มีอัตราการประสบอันตรายจากการทำงานมากที่สุดนั้น หากพิจารณารายละเอียดจะพบว่า ส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและเล็ก แต่กิจการก่อสร้างขนาดใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหา

"เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะกิจการขนาดใหญ่จะปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่กิจการขนาดกลางและเล็กมักจะมีการละเลยมาตรการความปลอดภัย เช่น การใช้อุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆ การใส่หมวก และรองเท้าในไซต์งานก่อสร้าง ตลอดจนวิศวกรที่ควบคุมงาน"

จากปัญหาที่เกิดขึ้น นายพานิช จิตร์แจ้ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) จึงมีแนวคิดว่า น่าจะมีการเพิ่มบุคลากรด้านความปลอดภัยในกิจการก่อสร้างให้มากขึ้น เพื่อให้มีบุคลากรที่มีความรู้ด้านความปลอดภัยในกิจการประเภทนี้ นอกเหนือไปจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือ จป. ตามที่กฎหมายกำหนด แต่เรื่องนี้ยังคงเป็นแนวคิด ไม่ได้กำหนดเป็นกฎหมาย จึงยังไม่มีผลบังคับใช้

นายวรานนท์ เห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องความปลอดภัยในการทำงานคือ จิตสำนึกด้านความปลอดภัย ที่ควรจะมีในใจของทุกคน ไม่ว่าจะทำอาชีพใดก็ตาม โดยเฉพาะงานที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตราย เช่น ในกิจการก่อสร้าง หรือในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เราจะต้องคำนึงถึงกฎความปลอดภัยในแต่ละสถานประกอบกิจการ

อย่างไรก็ตาม กสร. มีนโยบายชัดเจนว่า ให้เจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานของกรม ต้องเข้าไปตรวจไซต์งานก่อสร้างอย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นการกวดขันให้ผู้ประกอบกิจการมีความตระหนัก และไม่ละเลยมาตรการความปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นายวรานนท์ บอกอีกว่า ขณะนี้ กสร.มีเจ้าหน้าที่ตรวจแรงงาน ทั่วประเทศ ประมาณ 600 คน โดยจังหวัดเล็กๆ จะมีประมาณ 2-3 คน จังหวัดใหญ่มีประมาณ 5-6 คน ขณะที่กรุงเทพฯ มีมากที่สุด โดยแบ่งเป็น 10 เขตพื้นที่ แต่ละพื้นที่มีประมาณ 6-7 คน รวมแล้วประมาณ 70 คน แต่กรุงเทพฯ ก็เป็นพื้นที่ที่มีกิจการก่อสร้างชุกชุมมากที่สุด

ดังนั้น แม้กรุงเทพฯ จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยมากกว่าจังหวัดอื่น แต่เมื่อเทียบกับสถานประกอบกิจการก่อสร้างที่มีจำนวนมาก อัตราส่วนก็ยังต่างกันมาก ซึ่งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ ก็เคยให้ความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่ง กสร.ก็สั่งเป็นนโยบายชัดเจนว่า ให้เจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานเข้าตรวจสถานประกอบกิจการอย่างเต็มความสามารถ

แม้จะมีข้อจำกัดด้านกำลังเจ้าหน้าที่ แต่ กสร.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลโดยตรง จึงได้พยายามหายุทธศาสตร์ในการทำงานว่าควรจะทำอย่างไรให้มีการป้องกันปัญหาการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้างให้ดีที่สุด โดยแนวทางการป้องกันปัญหาดังกล่าวทั้งหมด 3 แนวทาง ได้แก่

1.ให้กฎหมายสร้างเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในระดับต่างๆ อย่างครบถ้วน 2.ทำอย่างไรให้เกิดจิตสำนึกความปลอดภัยในใจคนทำงานทุกคน และ 3.การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิดและจิตสำนึกให้กลายเป็นเคารพกฎอย่างเคร่งครัดในที่สุด

เขายกตัวอย่าง การตรวจจับผู้ที่ไม่คาดเข็มขัด และไม่สวมหมวกนิรภัย จากที่เคยคาดเพราะกลัวตำรวจจับก็จะกลายเป็นความเคยชิน และคาดเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองหากเกิดอุบัติเหตุ

"จิตสำนึกด้านความปลอดภัยของทุกคน ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะสามารถช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากการทำงานได้" รองอธิบดี กสร. ทิ้งท้าย

...

5 ปีแนวโน้มลูกจ้างประสบอุบัติเหตุลดลง

ข้อมูลจาก กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม เกี่ยวกับจำนวนสถานประกอบกิจการ และลูกจ้างผู้ประกันตน ตลอดจนลูกจ้างในข่ายความคุ้มครองของกองทุนเงินทดแทนที่ประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่ ปี 2552-2556 มีดังนี้

จำนวนสถานประกอบกิจการ ในปี 2552 มีจำนวน 3.89 แสนแห่ง ต่อมาปี 2553 มีจำนวน 3.95 แสนแห่ง ปี 2554 มีจำนวน 4.04 แสนแห่ง และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.09 แสนแห่งในปี 2555 ส่วนปีล่าสุด 2556 มีจำนวน 4.17 แสนแห่ง

จำนวนผู้ประกันตน ระหว่างปี 2552-2556 มีดังนี้ ปี 2552 มีจำนวน 9.4 ล้านคน ปี 2553 จำนวน 9.7 ล้านคน ปี 2554 จำนวน 10.4 ล้านคน ปี 2555 จำนวน 11.7 ล้านคน และปี 2556 มีจำนวน 12.4 ล้านคน

จำนวนลูกจ้างที่อยู่ในข่ายความคุ้มครองกองทุนเงินทดแทนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่ปี 2552-2556 มีดังนี้

ปี 2552 มีลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จำนวน 149,436 ราย ปี 2553 มีจำนวน 146,511 ราย ปี 2554 ลดลงเหลือ 129,632 ราย แต่มาถึงปี 2555 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย มีจำนวน 131,826 ราย และปี 2556 ลดลงเหลือ 111,751 ราย

หากคิดเป็นอัตราการประสบอันตรายต่อลูกจ้าง 1,000 ราย ในภาพรวมมีแนวโน้มเฉลี่ยลดลงถึงร้อยละ 10.18 ต่อปี โดยในปี 2552 อัตราการประสบอุบัติเหตุอยู่ที่ 18.82 รายต่อ 1,000 ราย และลดลงอยู่ที่อัตรา 12.55 รายต่อ 1,000 รายในปี 2556

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาดังกล่าว กองทุนเงินทดแทนของ สปส. มีรายรับจากการเก็บเงินสมทบรวมกว่า 5,473 ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่ายกว่า 2,073 ล้านบาท แบ่งเป็น การจ่ายเงินทดแทน 1,752 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 84.52 ของรายจ่ายกองทุน ซึ่งในจำนวนนี้แบ่งเป็นค่าทดแทน 963 ล้านบาท ค่ารักษาพยาบาล 766 ล้านบาท และค่าทำศพ 19 ล้านบาท