ชลประทานจ.พิษณุโลก สั่งงดทำนาปรัง เหตุน้ำในเขื่อนเหลือน้อย
วันนี้ (8 ต.ค.) นายบรรดิษฐ์ อินต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากกรมชลประทานได้ประกาศให้ชาวนางดทำนาปรังทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนั้น เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่เหลือน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ทำให้ทางกรมชลประทาน ต้องจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำ และต้องสำรองน้ำใช้ต้นฤดูกาลผลิตปีหน้า
โดยในการจัดสรรน้ำนั้น ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน รวมแล้ว เหลือเพียง 2,556 ล้านลบ.ม. แบ่งแยกเป็นน้ำอุปโภคบริโภค 1,100 ล้านลบ.ม. จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ 1,400 ล้านลบ.ม. จะทำให้คงเหลือน้ำใช้ในการเกษตร เพียง 56 ล.ลบ.ม. เท่านั้น ซึงถือว่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับทุกๆปีที่จะจัดสรรน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรถึง 3,000-4,000 ล้านลบ.ม.ทีเดียว จะทำให้เกษตรกรที่ในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ได้รับผลกระทบ 22 จังหวัด
ผู้อำนวยการชลประทานจังหวัดพิษณุโลก กล่าวอีกว่า ในปีนี้คาดว่าจะแล้งหนักและรุนแรงในรอบ 15 ปี เนื่องปริมาณน้ำตามเขื่อนน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นอกหรือในเขตชลประทาน ที่ปลูกข้าวนาปรังจะเสี่ยงที่เสียหายข้าวขาดน้ำได้ จึงประกาศให้งดทำนาปรัง แต่ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือชาวนาจำนวนมากได้ลงมือทำนาปรังไปแล้ว อาจเสี่ยงต่อไม่มีน้ำได้จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.พิษณุโลก มีพื้นที่ปลูกข้าวถึง 9 แสนไร่ และในช่วงนี้มีเกษตรกรลงมือทำนาไปแล้วหลายหมื่นไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.บางระกำ อ.พรหมพิราม อ.เมือง อ.บางรกระทุ่ม ซึ่งอาจเสี่ยงข้าวขาดน้ำ นอกจากนี้เกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชัง ก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เนื่องไม่มีน้ำเลี้ยงปลา อาจเสียหายได้ โดยเฉพาะตามแม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม
จากคาดการณ์ภัยและประกาศให้งดทำนาปรัง ส่งผลให้ทางภาครัฐได้หามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไว้ 6 มาตรการ คือ 1. ส่งเสริมการปลูกพืชไร่และพืชขปุ๋ยสด 2.การฝึกอาชีพ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร 3.ส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์ ประมง 4.การจ้างแรงงานจากภาครัฐ 5.การฝึกอาชีพ โดย กศน. และ 6 ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาถาวร









