วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งต่อเนื่องเดือนที่4

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งต่อเนื่องเดือนที่4 แต่พบสัญญาณบริโภคเริ่มแผ่ว แนะเร่งเบิกจ่าย-เลิกกฎอัยการศึก

"ความเชื่อมั่นผู้บริโภค" ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แต่พบสัญญาณบริโภคเริ่มแผ่ว แนะเร่งใช้จ่ายภาครัฐ-เลิกกฎอัยการศึกพื้นที่ท่องเที่ยว หวังไตรมาส 4 กลับมาคึกคัก คาดส่งออก-ราคาสินค้าเกษตรทั้งข้าว-ยางซบเซาต่อเนื่อง ลุ้นจีดีพีโตปีนี้โต 1.5-2%

นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.จากกลุ่มตัวอย่าง 2,252 คน ทั่วประเทศว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เท่ากับ 70.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค.ซึ่งอยู่ที่ 68.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เท่ากับ 73.6 เพิ่มขึ้นจาก 71.7 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 96.4 เพิ่มขึ้นจาก 94.6

"ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกรายการและเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่4 เนื่องจากความมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองไทยว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น และคิดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะส่งผลในเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของรายได้ของผู้บริโภคในอนาคต" นายวชิร กล่าว

สำหรับปัจจัยบวกที่มีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ได้แก่ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งคณะรัฐบาลบริหารประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์จีดีพีปี 2558 ไว้ที่ 3.5-4.5% และราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ สศช.ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ เหลือ 1.5-2.0% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% การส่งออกเดือน ก.ค.ยังติดลบ 0.9% และ 7 เดือนยังติดลบ 0.4% ปัจจัยราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.14 บาทต่อลิตร ปัจจัยราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวในระดับต่ำ ผู้บริโภคกังวลปัญหาค่าครองชีพสูง และความกังวลต่อความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนส.ค.ดีขึ้นเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจซึ่งประชาชนมีความหวังว่าคณะรัฐบาลใหม่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เป็นผลให้ความเชื่อมั่นในอนาคตมีอัตราเพิ่มขึ้นสูง ขณะที่สภาพเศรษฐกิจจริงผู้บริโภคยังต้องเผชิญกับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวและยางพารา รวมถึงภาคการส่งออกที่ไม่น่าจะพลิกกลับมาขยายตัวได้ดีตามที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้คือ 3.5% โดยศูนย์ฯประเมินว่าส่งออกน่าจะขยายตัวได้ 1-1.5% เท่านั้น เพราะเศรษฐกิจตลาดสำคัญยังมีปัญหา เช่น ยุโรปยังไม่ฟื้นตัวเช่นเดียวกับจีนขณะที่ญี่ปุ่นยังเผชิญปัญหาการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

"ประชาชนเริ่มมีความหวังแต่เมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงก็ทำให้ความหวังแผ่วลงเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ไม่กล้าใช้จ่ายได้ในที่สุด เพราะจากการสอบถามภาคธุรกิจก็ได้ข้อมูลว่ายอดขายสินค้าไม่กระเตื้องเท่าที่ควรทั้งที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยชะลอถึงจุดต่ำสุดแล้ว หากรัฐบาลไม่ทำอะไรก็น่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไตรมาส4ที่คิดว่าจะเป็นจุดพลิกผันอาจจะโตไม่ได้อย่างที่คาดไว้ที่ 5% และหากเศรษฐกิจไม่ดีก็อาจกระทบการเมืองทั้งที่พบว่าความเชื่อมั่นทางการเมืองอยู่ในระดับที่สูงสุดตั้งแต่ทำสำรวจมาเมื่อปี 2549" นายธนวรรธน์ กล่าว

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือเบิกจ่ายงบประมาณ 1 แสนล้านบาทช่วงปลายปี ทั้งรูปแบบการลงทุนภาครัฐและการกระจายโครงการต่างๆไปยังส่วนภูมิภาคเพื่อกระตุ้นการจ้างงานและกระจายรายได้ เพราะแนวโน้มราคาข้าวปีนี้น่าเป็นห่วงรวมถึงราคายางพาราที่ยังไม่มีทิศทางขยับขึ้นเพราะเศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้น

นอกจากนี้ ควรประเมินความเป็นไปได้การยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญเพื่อดึงเม็ดเงินจากทัวร์แบบเช่าเหมาลำและกรุ๊ปทัวร์ทั่วไปเพราะไตรมาส4 คาดว่าส่งออกไม่น่าจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีได้ คงเหลือแต่ภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐ ทั้งนี้คาดว่าปี 2557 จีดีพีน่าจะขยายตัวได้ 1.5-2% แต่หากรัฐไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ได้ก็มีโอกาสที่จีดีพีจะขยายตัวได้เพียง 1.5% เท่านั้น ส่วนปี 2558 เชื่อว่าจีดีพีจะขยายตัว 4-5% เพราะได้แรงส่งที่ดีจากช่วงปลายปีนี้ รวมถึงความชัดเจนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆด้วย

ส่วนดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ เท่ากับ 104.6 เพิ่มขึ้นจาก 102.7 ดัชนีความเหมาะสมการซื้อบ้านหลังใหม่ เท่ากับ 82.4สูงขึ้นจาก 79.7 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว เท่ากับ 81.6 สูงขึ้นจาก 78.4 ดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจ (SMEs) เท่ากับ 67.4 สูงขึ้นจาก 64.6