เหยื่อสาวถูกอดีตนักเรียน7คน ทำร้ายพิการตลอดชีวิต เข้าร้องตร.กองปราบฯ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม
กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วย น.ส.สายฝน มาน้อย อายุ 26 ปี ซึ่งพิการเดินไม่ได้ อยู่บ้านเลขที่ 87/2 หมู่ 7 ต.ถ้ำกระต่ายทอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป หลังจากที่ น.ส.สายฝน ถูกอดีตเพื่อนนักเรียน 7 คน รุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสจนพิการ เหตุเกิดเมื่อปี 2545 ที่ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.สมุทรปราการ ต่อมาทางเจ้าหน้าที่สามารถจับตัวผู้ก่อเหตุได้ 4 ราย ยังเหลืออีก 3 ราย ที่ยังหลบหนีคดีอยู่ ซึ่งทั้งหมดถูกออกหมายจับแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นลูกตำรวจนายหนึ่ง จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
น.ส.สายฝน เล่าว่า เหตุการ์ดังกล่าวเกิดเมื่อ วันที่ 28 มกราคม 2545 ตนยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่งนี้ วันนั้นเห็นเพื่อนกำลังมีปากเสียงอยู่กับนักเรียนหญิงรุ่นพี่กลุ่มหนึ่ง ก่อนจะถูกรุมทำร้าย จึงพยายามเข้าไปห้ามปรามและช่วยเหลือเพื่อน แต่กลับเป็นตนที่ถูกรุ่นพี่กระชากผมจนล้มลงและถูกทับจนลุกขึ้น ขาทั้งสองข้างรู้สึกชา หลังจากนั้นก็มีครูเข้ามาห้ามก่อนที่จะได้ว่ากล่าวตักเตือนโดยไม่ได้ลงโทษใดๆ
น.ส.สายฝน กล่าวต่อว่า จากนั้นตนได้ไปหาแพทย์ที่ รพ.บางพลี และคลิกนิก แต่อาการยังไม่ดีขึ้นจึงตัดสินใจไปรักษาต่อที่ รพ.ศิริราช แพทย์ได้เอ็กซเรย์และฉีดสี พบว่ามีอาการช้ำ มีหนองกัดที่ไขสันหลัง ต้องเข้ารับการผ่าตัดไม่เช่นนั้นจะมีอันตรายถึงชีวิต แต่ผ่าตัดแล้วจะเดินไม่ได้ ตนจึงเข้ารับการผ่าตัด และพักฟื้น ประมาณ 6-7 เดือน ในระหว่างการพักรักษาตัวทางแม่ของตนได้ไปแจ้งความที่ สภ.บางพลี แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ โดยอ้างว่าตนต้องไปด้วยตนเอง จึงได้ร้องเรียนกับทางมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่าตนเดินทางไปไม่ได้ ก่อนจะมีการประสานกับตำรวจรับเรื่องของตนไว้เป็นคดี มีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา
น.ส.สายฝน กล่าวอีกว่า ต่อมาทางกลุ่มผู้ก่อเหตุ 4 คน ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจและได้แจ้งข้อหา “ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส " จากนั้นพนักงานสอบสวนส่งให้ศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โดยศาลได้พิจารณาว่า ผู้ก่อนเหตุทั้ง 4 เป็นเยาวชนและเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรกจึงได้ว่ากล่าวตัก และให้ชดใช้เงินเยี่ยวยา ทั้งหมดรวม 110,000 บาท อย่างไรก็ตามยังเหลืออีก 3 คน ยังคงลอยนวลอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นลูกสาวของตำรวจ ตนจึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดี
ด้าน นายจวน มาน้อย อายุ 58 ปี บิดาของ น.ส.สายฝน เปิดเผยว่า หลังจากลูกสาวได้รับบาดเจ็บจนพิการ ได้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อกลับมาทำงานที่บ้านเกิด โดยได้ขายที่นาทั้งหมด 7 ไร่ และนำเงินเก็บทั้งหมดที่มีอยู่ มาเป็นค่ารักษาพยาบาลลูกสาว โดยปัจจุบันตนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่ก็ไม่สามารถรับงานที่หนักได้ เนื่องจากขาขวาถูกรถจยย.ชนจนหักเดินไม่ค่อยสะดวก นอกจากนี้เมื่อ 5 ปี ที่แล้ว ภรรยาก็มาเสียชีวิตอีก ชีวิตจึงลำบากมากขึ้น เพราะขณะนี้เหลือเพียงตนและลูกเพียงสองคน จึงกังวลและเป็นห่วงลูกสาวมาก
ขณะที่ พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้ โดยมอบหมายให้ชุดสืบสวน กก.2 บก.ป.ได้เร่งสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือ ซึ่งยังหลบหนีคดีอยู่ ส่วนเรื่องความเป็นอยู่ของ น.ส.สายฝน นั้น ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสภากาชาด ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแล้ว









