วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ฉัตรชัย'แย้มแผนน้ำใกล้สมบูรณ์

"พล.อ.ฉัตรชัย" นั่งหัวโต๊ะประชุมแผนบริหารจัดการน้ำ แย้มแผนใหญ่ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

วานนี้ (16 ส.ค.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ) ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการตามงบประมาณปี 2557 ครั้งที่ 2 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือและชี้แจงข้อมูลอย่างพร้อมเพรียง

พล.อ.ฉัตรชัย เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า เป็นการติดตามการทำงานตามกรอบงบประมาณปี 2557 เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งการประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการมอบหมายงานให้ 6 หน่วยงานไปรับผิดชอบดำเนินการ

สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมา ได้ให้ทหารจากกรมการทหารช่าง เข้าไปร่วมดำเนินการในโครงการต่างๆ รวม 105 โครงการ ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 30% ทหารสามารถปฏิบัติงานได้เร็วกว่าหน่วยงานอื่นเพราะมีเครื่องมือพร้อม นอกจากนี้ในที่ประชุมได้มีการทบทวนปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยได้มีการเพิ่มเติมงบประมาณเข้าไปอีกกว่า 800 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาต่างๆอาทิ การเปิดทางน้ำไหล เพื่อแก้ปัญหาให้น้ำสามารถไหลได้สะดวก

ขณะเดียวกันได้เตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยจะมีการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบอยู่ และได้ดำเนินการไปมากพอสมควร อีกทั้งการทำงานยังมีการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วย ส่งผลให้สามารถดำเนินการได้เร็ว เพราะสามารถทำงานเชื่อมโยงกับคณะทำงานบริหารจัดการน้ำของ คสช.ได้ และถือเป็นการบูรณาการอย่างแท้จริง

"งบประมาณ 800 ล้านบาทที่เพิ่มเติมสำหรับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนี้ เป็นงบประมาณที่รองรับไว้อยู่แล้ว และกันไว้ใช้ในปี 2558 ด้วยสำหรับงบประมาณที่เหลือในปี 2557 จะพยายามผลักดันเพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น โดยผมได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำ กับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ไปสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำบ่อเก็บน้ำใต้เขื่อนประจำหมู่บ้านหรือประจำพื้นที่ไร่นา ซึ่งทางหัวหน้า คสช.ก็ได้สั่งการเรื่องนี้มาเช่นกัน" พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ

รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. กล่าวด้วยว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นการเตรียมการสำหรับแผนบริหารจัดการน้ำที่เป็นแผนใหญ่ของประเทศ แต่ในขณะที่กำลังรอแผนใหญ่อยู่ พวกเราจะไม่ปล่อยให้เวลาและงบประมาณผ่านไป จึงนำงบปี 2557 มาดำเนินการ เพราะเชื่อว่าการดำเนินการที่ทำอยู่จะปรากฏในแผนใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งจะเน้นในเรื่องการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเผชิญ ทั้งนี้ จะมีการประชุมคณะบริหารจัดการน้ำอีกครั้งในต้นเดือน ก.ย.

"ขณะนี้ได้แผนเกือบสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาได้ให้คณะอนุกรรมการมาเสนอแนวคิดในการเขียนแผน โดยมีประมาณ 8-9 คน เพื่อวิจารณ์ต่อแนวคิดดังกล่าวว่ามีความเหมาะสม ครอบคลุมทุกปัญหา ทุกประเด็นหรือไม่ รวมถึงการเพิ่มเติมข้อคิดเห็นของคณะที่ปรึกษา ดังนั้นการประชุมครั้งถัดไปจะนำรายละเอียดทั้งหมดมาประกอบเป็นแผน โดยผมได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมดเตรียมตัวพิจารณาว่าแผนดังกล่าวครอบคลุมทุกมิติหรือไม่ อย่างไร เมื่อเสร็จแล้วก็จะให้คณะอนุกรรมการกลับไปทำแผน พร้อมเสนองบประมาณ จึงจะถือว่าเป็นแผนบริหารจัดการน้ำได้สมบูรณ์ที่สุด" พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

และว่า หัวหน้า คสช.มีความเป็นห่วงเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ จึงได้สั่งการให้ตนมาพูดคุยต่อที่ประชุม ซึ่งก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่าหน่วยงานที่ทำงานใน 77 จังหวัด จะมอบหมายให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบ และรายงานให้คณะกรรมการรับทราบ เพื่อติดตามการทำงานอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้นต่อไป

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณี คสช.ออกคำสั่งฉบับที่ 116/2557 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ว่า สินค้าเกษตรเป็นปัญหาคาราคาซังทุกรัฐบาล ตนเกรงว่าที่ผ่านมาอาจจะรู้ไม่จริงและไม่ใส่ใจจริง ก็เลยตั้งกฎเกณฑ์ที่ฉาบฉวย ดังนั้นคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้ต้องลงไปศึกษาและคลุกคลีปัญหาจากชาวบ้านจริงๆ รวมทั้งสนใจปัญหาของเกษตรกรจริงๆ ถึงจะมีทางออก แต่ถ้าตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้วนั่งทำงานในห้องแอร์ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเอง ปัญหาก็จะเป็นแบบเดิมๆ

ส่วนที่มีการระบุว่าการตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าว เพื่อช่วยการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า การทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ตนไม่คิดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงต้องลงไปรับฟังจากชาวบ้าน และการลงพื้นที่ศึกษาหาข้อมูล บางครั้งไม่จำเป็นต้องไปอย่างเป็นทางการ เพราะการไปเงียบๆ จะได้ข้อมูลจริงมากกว่า หัวใจสำคัญในการทำงานตรงนี้ คือ ต้องบริสุทธิ์ใจ เพราะผลประโยชน์เยอะมาก