วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แพทย์จุฬาฯย้ำโอกาสน้อยอีโบลาระบาดมาไทย

แพทย์จุฬาฯย้ำ โอกาสน้อยอีโบลาระบาดมาไทย ติดโรคยากกว่าไข้หวัด มั่นใจระบบการแพทย์-สาธารณสุขไทยรับมือได้

ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการแถลงข่าว เรื่อง "อีโบลา...เมื่อมาถึงไทย...รับมืออย่างไร?" โดยศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรคอีโบลาไม่ไช่โรคใหม่ มีมาเกือบ 40 ปี ถ้าเป็นโรคที่ระบาดใหญ่คงมีการระบาดไปไกลกว่านี้ แต่การระบาดเกิดขึ้นมากกว่า 20 ครั้ง แต่ละครั้งมีผู้ป่วย 500-600 คน สามารถควบคุมโรคได้อย่างดี การระบาดในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเกิดการระบาดมาเกือบ 5 เดือนยังจำกัดอยู่ใน 3 ประเทศแอฟริกาตะวันตกเท่านั้น การที่ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ เนื่องจากเกิดขึ้นในหมู่บ้านที่ค่อนข้างยากจน ห่างไกลการเข้าถึงกระบวนการสาธารณสุขและแพทย์มีน้อย บวกกับมีความรู้น้อยและมีความเชื่อบางอย่างที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้มากขึ้น เช่น การทำความสะอาดศพด้วยมือเปล่าก่อนที่จะฝัง เป็นต้น

ศ.นพ.ยง กล่าวอีกว่า ผู้ป่วยโรคอีโบลามีอาการคล้ายไข้เลือดออก มีการรั่วไหลของเลือดและน้ำเหลืองออกจากหลอดเลือดเหมือนไข้เลือดออก และทำให้การแข็งตัวของเลือดเสีย เกิดภาวะเลือดออกภายในร่างกาย โดยโรคมีระยะฟักตัว 2-21 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย การอักเสบของตับ ไต การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เลือดออกในอวัยวะภายใน และเสียชีวิต มีอัตราป่วยตาย 50 -90 % ยังไม่มียารักษาเฉพาะและวัคซีนป้องกัน

การติดต่อจากคนสู่คน โดยการสัมผัสเชื้อโดยตรง จากสารคัดหลั่งของผู้ป่วยเป็นโรคทั้งอาเจียน ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำตา น้ำลาย เลือด เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปผิวหนังปกติจะป้องกันการเข้าของเชื้อโรคได้ เว้นแต่จะมีบาดแผลหรือมือไปแตะต้องแล้วมาขยี้ตาหรือแคะจมูกก็จะทำให้ติดเชื้อได้ ยังไม่พบการติดต่อทางเดินหายใจ ซึ่งโอกาสในการติดเชื้อหรือแพร่ของโรคอีโบลาน้อยกว่าการติดเชื้อไข้หวัด อีกทั้ง ผู้ป่วยที่อยู่ระยะฟักตัวและยังไม่มีอาการของโรค โอกาสจะแพร่กระจายไปผู้อื่นน้อยมาก เพราะฉะนั้นการเดินสวนกับชาวแอฟริกัน หรือการพูดคุยไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อแต่อย่างใด

ศ.นพ.ยง กล่าวอีกว่า โรคอีโบลามีโอกาสต่ำที่จะมีการระบาดจาก 3 ประเทศมาประเทศไทย เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงและอัตราตายสูง เมื่อป่วยมีอาการจะไม่สามารถเดินทางไกลได้ หากโรคนี้จะเข้ามาในประเทศไทยจะเป็นช่องทางคนจากประเทศที่มีการระบาดเดินทางเข้ามาในประเทศไทยหรือคนไทยเดินทางไปในพื้นที่มีการระบาด ทั้งนี้ ในส่วนของคนไทยที่จะเดินทางไปจำเป็นต้องให้ความรู้ในการป้องกันตัวและเมื่อเดินทางกลับมาแล้วมีไข้ให้รับไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทาง

ส่วนคนที่เดินทางมาไทย จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีสายการบินใดที่บินตรงจากพื้นที่มีการระบาดมายังประเทศไทย และที่สนามบินมีมาตรการที่เข้มแข็งในการเฝ้าระวัง โดยผู้โดยสารจะต้องแสดงตัวในขั้นตอนของการตรวจคนเข้าเมือง ทำให้สามารถติดตามตัวได้จนครบ 21 วันตามระยะฟักตัวของโรค

อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจพบผู้ป่วยโรคอีโบลาในประเทศไทย เชื่อมั่นว่าระบบทางการแพทย์และสาธารณสุขไทยสามารถรับมือ ควบคุมได้และไม่ก่อให้เกิดการระบาดอย่างเช่นใน 3 ประเทศแถบแอฟริกา เนื่องจากมีประสบการณ์ในการควบคุมโรคซาร์สได้อย่างประสบความสำเร็จทั้งที่อำนาจในการติดโรคของซาร์สสูงกว่าอีโบลา โดยอัตราการแพร่เชื้อจาก 1 คนไปได้ถึง 3 คน มากกว่าเชื้ออีโบลาที่แพร่จาก 1 คนไปได้ 1-2 คน

"กรณีที่มีการรายงานว่าพบผู้ต้องสงสัยเป็นชาวแอฟริกันป่วยเป็นโรคอีโบลาที่ฮ่องกองและอังกฤษนั้น ขณะนี้ผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการระบุชัดแล้วว่าไม่ใช่เชื้ออีโบลา จนถึงขณะนี้จังยังมีการระบาดจำกัดอยู่เพียง 3 ประเทศ คือ กีนี ไลบีเรีย และซีราลีโอนเท่านั้น แม้แต่ในประเทศไนจีเรียที่พบู้ป่วยและเสียชีวิต 1 รายก็ยังไม่ถือว่าเป็นประเทศที่มีการระบาด จนกกว่าจะพบผู้ป่วยรายที่ 2 หรือ 3 แต่หากพ้นระยะฟักตัว 21 วันแล้วไม่พบผู้ป่วย ประเทศไนจีเรียก็จะถือเป็นเขตปลอดโรคนี้"ศ.นพ.ยงกล่าว

ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสิทธิคุณ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากการที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯได้ดำเนินการสำรวจในประเทศไทย โดยค้างคาว จำนวน 699 ตัว ลิง 50 ตัว ปรากฏว่าไม่พบเชื้อ ประเทศไทยจึงไม่มีแหล่งรังโรคอีโบลาในธรรมชาติ และจากการศึกษาเมื่อปี 2547 โดยการนำผู้ป่วย 1 คนไปอยู่ในชุมชนที่มีความเสี่ยง พบว่า ผู้ป่วยโรคอีโบล่า ทำให้คนอื่นเป็นโรคได้ 1-2 คน ขณะที่ผู้ป่วยโรคมาลาเรีย 1 คน ทำให้ป่วย 5-100 คน และโรคหัด ทำให้ป่วย 12-18 คน แสดงให้เห็นว่าโรคอีโบลาโอกาสแพร่เชื้อไม่มาก และต่ำกว่าโรคอื่นอีกมาก

อนึ่ง ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 มีรายงานผู้ป่วยโรคอีโบลามากกว่า 1,323 ราย เสียชีวิต 729 คน หรือมากกว่า 60 % ใน 3 ประเทศ คือ กีนี ลิเบอเรีย และเซียร์ราลิโอน