ความบังเอิญหลังพบหนังสือในห้องสมุดเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหญิงคนหนึ่ง
ดีไซเนอร์จิวเวลรีในประเทศไทยน้อยคนนักที่เราจะรู้จักกัน แต่ชื่อของ "พิชญา ศรีระพงษ์" ดีไซเนอร์จิวเวลรีเลือดใหม่ได้รับการตอบรับทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ "กรุงเทพธุรกิจกายใจ" มีโอกาสพูดคุยกับเธอคนนี้ เรียกว่ามีความมั่นใจบวกความสามารถ อีกทั้งกล้าที่จะแสวงหาสิ่งใหม่รอบตัว ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานและต่อยอดธุรกิจแบรนด์เครื่องประดับของเธอไปไกลได้ดั่งใจฝัน โดยการเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง นั่นทำให้เธอเชื่ออย่างยิ่งว่า ความขยันและการแสวงหา สำคัญยิ่งกว่าพรสวรรค์
๐ ดีไซเนอร์เป็นอาชีพในฝันตั้งแต่เด็กหรือไม่?
ตั้งแต่เด็กมาก็ไม่ค่อยได้คิดว่า จะต้องเรียนอะไร รู้เพียงแต่ว่าเราชอบการประดิษฐ์ ชอบกลไกการทำงานที่อยู่ในสิ่งของเครื่องใช้และชอบมากที่สุดคือ การวาดรูป จึงค่อนข้างสับสนกับความชอบของตัวเองว่าจะเป็นไปในแนววิศวะเครื่องกลก็ไม่ใช่ หรือจะแนวศิลปินวาดภาพก็ไม่ใช่อีก
ตอนนั้นอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าห้องสมุดแล้วเจอหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ สงสัยว่ามันเป็นหนังสืออะไร ทั้งที่จริงๆ แล้วพื้นฐานเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ชอบที่จะเรียนรู้จากภาพมากกว่า แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเปิดออกอ่าน คำนำ พบว่า มันคือ วิศวกรรม บวกกับ จิตรกรรม เท่ากับ การออกแบบผลิตภัณฑ์ อ่านเพียงแค่นั้นจริงๆ แต่รับรู้ได้ว่า ใช่เลย อันนี้แหละที่เราอยากจะเรียน
จากนั้นได้ไปหาข้อมูลว่ามีที่ไหนเปิดการเรียนการสอนบ้าง พบว่ามีที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยแล้วเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่า หากอยากเรียนที่นี่จะต้องทำอย่างไรบ้าง หนึ่งในคำตอบที่ได้รับคือ จะต้องมีพื้นฐานทักษะวิชาด้านศิลปะ
เราจึงมาดมั่นว่าจะต้องทำให้ได้ ประจวบเหมาะกับจังหวะดีได้ติวเตอร์ที่ดี (ฉายาอาจารย์ฮาร์เล่ย์) มาช่วยชี้แนะ จึงเริ่มติวจากจิตรกรรมมาตั้งแต่มัธยม 3 แล้วค่อยๆ ติวไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ และเพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่า มีวิชาออกแบบเครื่องประดับด้วย จึงเห็นว่าใช่...ตนเองที่สุด เพราะชอบความสวยความงามอยู่แล้ว จึงตั้งมั่นว่าจะต้องเข้าเรียนการออกแบบเครื่องประดับให้ได้ ตั้งมั่นและพยายาม กระทั่งสอบเอนทรานซ์ติดได้เรียนการออกแบบเครื่องประดับสมใจ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่อาชีพดีไซเนอร์เครื่องประดับในวันนี้ค่ะ
๐ แบรนด์ Pitch เริ่มมาได้อย่างไร?
เรียนจบมาได้ 10 ปีแล้วก็พบเจออะไรมามากมาย ได้ร่วมงานออกแบบเครื่องประดับให้กับทางแบรนด์เสื้อผ้า Issue ซึ่งเป็นงานชิ้นใหญ่ๆ ได้ใช้พลังการสร้างสรรค์ของตนเองเต็มที่ หลังจากนั้นก็ได้รับการติดต่อจากแบรนด์ต่างๆ ให้มาช่วยดีไซน์เครื่องประดับขึ้นโชว์อย่างต่อเนื่อง
ช่วงนั้นจำได้ว่าทำงานอย่างบ้าคลั่งมากถึงใจจริงๆ ต้องแก้ไขปัญหาหน้างานที่มีเข้ามาตลอดเวลาโดยที่เราไม่คาดคิด เรียกได้ว่าก่อนการโชว์แต่ละครั้ง ไม่ได้นอนเลย 3-4 วันก็มี ทั้งที่เราเตรียมงานล่วงหน้ามาแล้ว 3-4 เดือนก็ตาม ไม่รู้ว่านำพลังเหล่านั้นมาจากไหน แต่อยู่ได้ มันเหนื่อยต้องสู้และต้องแข่งกับพลังของเรามากๆ ปัญหาทุกรูปแบบที่เข้ามานั้นเป็นประสบการณ์และบทเรียน ที่ทำให้ได้เรียนรู้ ลงมือทำและแก้ปัญหาด้วยตนเองแทบจะทุกรูปแบบ แม้จะเหนื่อยแต่ก็มีความสุขอย่างมาก
พอถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่า เราทำงานให้คนอื่นมากแล้ว อยากทำอะไรที่เป็นของตนเองบ้าง บวกกับเราวิ่ง เราคลั่ง เราบ้ากับการทำงานมาเยอะแล้ว ซึ่งนิยามคำว่าบ้าก็คือ ทำในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าทำไม่ได้แต่เราทำได้ และไม่ใช่แค่การทำได้เฉยๆ แต่ยังทำให้คนช็อคมาหลายงานแล้ว เป็นการบ้าที่สร้างความตะลึงและทึ่งกับผลงาน ถือเป็นบ้าที่สร้างสรรค์มีประโยชน์ค่ะ
ร่างกายเริ่มไม่อึดเช่นเดิม มันคงถึงเวลาสักทีกับการหันมาสร้างแบรนด์ของตนเอง จึงเกิดเป็นแบรนด์ Pitch โดยได้รับการสอนและตั้งชื่อแบรนด์จาก คุณแอน โฆษิตโชติธนา นักธุรกิจไทยในสิงคโปร์ มาเห็นสินค้าที่ออกแบบแล้วชอบ จึงขอไปขายที่นั่น เขาแนะนำให้เริ่มทำแบรนด์ เริ่มพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาด สอนอะไรหลายๆ อย่าง เพราะตัวเองก็ทำไม่เป็น เรียกว่าช่วยสร้างแบรนด์ขึ้นมา จนทำให้ Pitch เป็นที่รู้จักของลูกค้าทั้ง สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงอเมริกา ยุโรป และดูไบ
๐ โจทย์ยากที่สุดของการทำธุรกิจ?
ยากที่สุดสำหรับเราคือ การทำเงินค่ะ ตอนที่ทำงานให้คนอื่นนั้น เขาจะมีงบประมาณแยกชัดเจนให้เราใช้สร้างสรรค์ผลงานและบ้าได้เต็มพิกัด ไปทำได้เต็มที่เพื่อให้โชว์ออกมามีพลัง สีสันและตระการตา แต่พอเป็นแบรนด์หรือธุรกิจของตนเองกลับมีความยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว เพราะเรามีหัวทางครีเอทีฟมากกว่าหัวทางด้านการจัดการและการคำนวณ ฉะนั้น จึงเป็นโจทย์ที่ยากมากว่าจะต้องทำควบคู่ไปด้วยกันได้อย่างไร การจ้างคนก็ต้องเริ่มนำต้นทุนมาคิด ต้องบริหารจัดการมีทั้งค่าจ้าง ค่าเดินทาง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน
มันยากมาก เรียกได้ว่าขาดทุนอยู่นานเลยทีเดียวในช่วงปีสองปีแรก กว่าจะเรียนรู้เรื่องธุรกิจว่าต้องประกอบด้วยสิ่งใดบ้างจึงจะอยู่รอดและสร้างเงินได้
ยอมรับว่าช่วงแรกผิดพลาดเยอะมาก เนื่องจากเราไม่ถนัดด้านตัวเลข บ่อยครั้งลืมคิดต้นทุนด้านการเดินทาง ต้นทุนค่าล่วงเวลา เรื่องเหล่านี้ยากมากจริงๆ กว่าจะรอบคอบ รอบด้านและบริหารจัดการได้ค่ะ
๐ ถือว่าช่วงแห่งการปรับตัว?
ช่วงที่ต้องปรับตัวจากที่เคยทำงานชิ้นใหญ่ใช้เวลานาน ไม่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ให้มาเป็นงานที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตอนนั้นทำให้เราเห็นความจริง ได้เรียนรู้ แต่ก็ไม่ทิ้งงานชิ้นใหญ่นะคะ คือในคอลเลคชั่นหนึ่งต้องทำชิ้นใหญ่มาด้วยเพื่อจะได้สร้างสรรค์ได้เต็มที่
ตัวเราเองเป็นคนลุกขึ้นมาบอกตัวเองว่า ธุรกิจต้องทำเงินให้ได้นะ ไม่ได้ถูกบังคับหรือกดดันอะไร เพียงแต่คิดว่าหากอยากใช้ชีวิตสวยๆ แบบไม่มีเงินไม่ได้ ทำอย่างไรก็ได้ให้สามารถทำเงินได้ ฉะนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำงานขนานใหญ่ แต่โชคดีที่มีคนรอบข้างช่วยสอน ให้คำแนะนำตลอดเวลา อย่างคุณลินดา เจริญลาภ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ Lalalove ก็ช่วยสอนตั้งแต่การคำนวณต้นทุน สอนการทำตลาด เหมือนมาเรียนหนังสือด้วย ฝึกให้เราสามารถทำธุรกิจได้ด้วยตนเอง
๐ แนวคิดสำคัญในการดำเนินชีวิต?
ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ หากคิดที่จะทำอะไรก็แล้ว แต่จริงๆ คือคิดอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เราไม่เคยรู้ว่าพรสวรรค์คืออะไร หน้าตาเป็นไง เห็นแต่คนเขาพูดกัน ฉะนั้น ขยันๆๆๆ นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด จึงชอบคำว่าพรแสวงมากกว่าคำว่าพรสวรรค์ เราไม่รู้ว่าพรสวรรค์มีมาตรฐานอะไรวัด ขณะที่พรแสวงนี่แหละสำคัญ ตอนเอนทรานซ์ก็ไม่รู้หรอกว่ามันสวยแล้วหรือยัง แต่ขอขยันทุ่มเทจนวินาทีสุดท้ายที่พอจะทำได้เท่านั้นพอ ทุกอย่างมันเป็นไปได้นะถ้าทุ่มเทให้มันมากพอ
๐ อนาคตคาดหวังไว้อย่างไรบ้าง?
อยากเห็นความมั่นคงของตนเอง มั่นคงในด้านของการทำงานดีไซน์ที่สร้างสรรค์อย่างไม่หยุดยั้ง มีเงิน มีครบให้สมดุลในทุกๆ ด้าน งานที่ผ่านมาได้กล่องรางวัลมาเยอะแล้ว ตอนนี้อยากเติมเต็มส่วนที่ขาดให้สมบูรณ์มากยิ่งๆ ขึ้นค่ะ อยากให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ อยู่ได้ด้วยตนเอง มีแฟนๆ คอยติดตามผลงานเรื่อยๆ ตลาดต่างประเทศเราก็บุกมาโดยตลอด ฉะนั้น ความมั่นคงถือเป็นโจทย์ใหม่สำหรับตนเองก็ว่าได้ค่ะ
นอกจากความมั่นคงในชีวิตการงานแล้ว พิชญายังมองหาความสุขเพื่อตัวเอง ขอเพียงการได้คิด การได้ออกแบบ การได้ทำงานศิลปะและการสร้างสรรค์ต่างๆ ก็สุขได้ในแบบฉบับของเธอ









