ศภช.เตือน "เหนือ" ระวังจุดศูนย์กลางดินไหวอีก 7-10 วัน
ศภช.เตือนประชาชนเฝ้าระวังแผ่นดินไหวบริเวณจุดศูนย์กลางที่เชียงรายอีก 7-10 วัน ด้านมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขอตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยพิบัติครอบคลุมภาคเหนือตอนบนและอนุภูมิภาคประเทศลุ่มน้ำโขง - ลดความเสี่ยงสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน คาดใช้งบ 41 ล้านบาท ตั้งวอร์รูมทำงานเฝ้าระวัง-ออกปฏิทินเตือนทุกภัยพิบัติ
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ(ศภช.) เปิดเผยเมื่อวานนี้(11 พ.ค.) ว่า ได้ประกาศสิ้นสุดระวังภัยแผ่นดินไหว อย่างไรก็ดี ในพื้นที่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว อาจยังคงมีความสั่นไหวเล็กน้อยที่พอรู้สึกได้เกิดขึ้นบ้าง และจะค่อยๆ ลดลงจนเข้าสู่สถานะปกติในอีกประมาณ 7-10 วันข้างหน้า ขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก หากมีข้อมูลเพิ่มเติมศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ ต่อไป
ด้านนายชาลี นาวานุเคราะห์ หัวหน้าสถาบันการศึกษาและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า จากกรณีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.เชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งสามารถวัดความรุนแรงได้ถึง 6.3 ริกเตอร์ โดยมีข้อมูลความเสียหายจากทาง จ.เชียงราย เบื้องต้นเมื่อวันที่ 6 พ.ค. มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 23 ราย บ้านเรือนเสียหายกว่า 3,500 หลัง และวัดวาอารามเสียหาย 10 แห่ง
ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ได้มีกิจกรรมบริการวิชาการและงานวิจัย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการป้องกัน และรับมือผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับภาคส่วนต่างๆ ในภูมิภาค จากการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่าน พบว่าหน่วยงานและประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการรับมือภัยทางด้านสิ่งแวดล้อมจำกัด
จึงเล็งเห็นความสำคัญในการผลักดันโครงการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยทางด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค ภาคเหนือตอนบนและอนุภูมิภาคประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบน ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเพื่อให้เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่สามารถสนับสนุนและบูรณาการข้อมูลและความชำนาญการเข้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับการปกป้องคุณภาพชีวิต สุขภาพอนามัย สิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างสมบูรณ์ดียิ่งขึ้นต่อไป
ทั้งนี้ โครงการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังดังกล่าว อยู่ในแผนดำเนินงานของมหาวิทยาลัย ตามปีงบประมาณ 2558-2562 ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณในการจัดตั้ง 41 ล้านบาท เพื่อให้ศูนย์ได้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมอุตุนิยมวิทยาหรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ Gistda แล้วจะทำการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติและแจ้งเตือน รวมถึงการจัดทำปฏิทินที่แสดงให้เห็นว่าเดือนใด มีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติใด ตลอดจนฝึกอบรมประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้วางแผนป้องกันตนเองให้ปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
"ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ยังไม่มีศูนย์สำหรับทำงานในลักษณะดังกล่าว ทั้งที่มีข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณีพบว่า กลุ่มรอยเลื่อนที่มีพลัง จำนวน 8 กลุ่มจากทั้งหมด 14 กลุ่มในประเทศไทยอยู่ในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ กลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน กลุ่มรอยเลื่อนแม่อิง กลุ่มรอยเลื่อนแม่ฮ่องสอน กลุ่มรอยเลื่อนแม่ทา กลุ่มรอยเลื่อนเถิน กลุ่มรอยเลื่อนปัว กลุ่มรอยเลื่อนอุตรดิตถ์ และกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา ที่เป็นสาเหตุของแผ่นดินใหญ่ล่าสุด
รวมถึงเหตุภัยพิบัติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม ที่ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ในปี 2549 หรือปัญหาหมอกควัน ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี ล่าสุด พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐาน ตลอดจนความเสียหายจากพายุฤดูร้อนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีบ้านเรือนในจังหวัดเชียงรายได้รับความเสียหากว่า 8,000 หลัง








