วงเสวนากสม.รุมจวกโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง แถมให้ข้อมูลด้านเดียว
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน จัดประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ว่า การจัดประชุมครั้งนี้ไม่ได้ตรวจสอบเพื่อจับผิดแต่ตรวจสอบเพื่อให้นำไปปรับปรุง ว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่รัฐบาลทำอยู่ขณะนี้ไม่ชอบธรรมในเนื้อหาขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง ที่กำหนดให้ศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงการรับรองสิทธิของชาวบ้านที่มีสิทธิในการพึ่งพิงและใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
นายศรีสุววรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการเป็นการก้าวข้ามขั้นตอนทางกฎหมายมาโดยตลอด ไม่อย่างนั้นคงไม่พาชาวบ้านไปฟ้องศาล จนศาลได้มีคำพิพากษาให้ดำเนินการตามมาตรา 57 วรรคสอง และ 67 วรรคสอง อย่างทั่วถึง วันนี้แม้ว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่รูปแบบขั้นตอนก็ผิดพลาดทั้งหมด เพราะเป็นการไปอ้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งระเบียบดังกล่าวเป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิธีการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น การรับฟังความคิดเห็นที่ดีนั้นจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงทั้งนี้ไม่เห็นด้วยที่มีการจัดการรับฟังความคิดเห็นแค่ครั้งเดียวและจำกัดการรับฟังความคิดเห็น รัฐบาลควรที่จะไปพูดคุยกับประชาชนให้ตกผลึก ไม่ควรอ้างความจำเป็นเร่งด่วนว่าเพื่อป้องกันน้ำท่วม เป็นการเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นตัวประกัน รัฐบาลมีหน่วยงานท้องถิ่นมากมายที่สามารถรับฟังความคิดเห็นได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดหน้าที่ในการรับฟังความคิดเห็นไว้ที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) อย่างเดียว
ด้านนายกมล เปี่ยมสมบูรณ์ ประธานสภาเครือข่ายลุ่มน้ำท่าจีน กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเดินสวนทางกับความเป็นจริงของธรรมชาติ คือการคุยวงเล็กเพื่อไปตกผลึกในเวทีใหญ่เพียงแค่ ๑๕ นาที ชาวบ้านไม่สามารถรับข้อมูลอะไรได้เลย เวทีล่าสุดในกำแพงเพชรไม่ได้อะไรเลย ฉะนั้นสุดท้ายการรับฟังความคิดเห็นต้องการแค่กระดาษสอบถาม ต้องการสถิติตัวเลขไปบอกว่า มีคนเห็นด้วยมากกว่าคนที่ไม่เห็นด้วยใช่หรือไม่
ขณะที่นายประเชิญ คนเทศ ประธานกรรมการศูนย์ประสานงานเครือข่ายความร่วมมือฝ่าภัยพิบัติคนนครปฐม กล่าวว่า ติดตามกระบวนการเรื่องนี้มาตลอดเห็นว่าหากโครงการนี้เกิดจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย และจากการลงพื้นที่กับสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่งพบว่า ชาวบ้านรู้ข้อมูลน้อยมากและตื่นตระหนกกับข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ไม่ชัดเจน อยากให้กระบวนการเหล่านี้กลับมาสู่การศึกษาที่ชัดเจนในทุกๆโครงการ อีกทั้งการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นน่ากลัวมาก เพราะมีการให้ข้อมูลฝ่ายเดียว เป็นภาพกว้างๆ เล่าแต่สิ่งที่ดี แต่ไม่บอกผลกระทบที่จะตามมา









