มีวลีพูดเล่นกันในวงการสื่อสารมวลชนว่า ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์ ผมยังจำได้ว่าสมัยหนึ่งพี่นักข่าวชอบสัมภาษณ์ผมในเรื่องที่ผม 'ไม่กินข้าว'
มีวลีพูดเล่นๆกันในวงการสื่อสารมวลชนว่า “ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์” ผมยังจำได้ว่าในสมัยหนึ่งพี่นักข่าวชอบสัมภาษณ์ผมในเรื่องที่ผม “ไม่กินข้าว” ผมเลยว่าในรายของผมคงไม่ใช่ข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่คงอยู่ในสารบบ “ข่าวแปลก” เพราะมาจากคนแปลก
ในบรรดาอาหารที่ผมกินแล้วรู้สึกชื่นใจที่สุดผมขอยกให้ “ข้าว” เป็นอันดับแรกครับ ข้าวไทยเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลกในความเห็นของผม ที่พูดกันว่าผมไม่กินข้าวนั้นจริงแล้วผมกินครับแต่ไม่มากนักเพราะกลัวใจตัวเอง
ค่าที่ข้าวไทยนั้นอร่อยเหลือเกิน ที่พูดนี่มาจากใจจริงๆ เพราะผมเป็นคนติดอาหารไทยมาก แต่เมื่อจำเป็นก็สามารถกินอาหารได้ทุกแบบครับ และถ้าได้กลับมากินอาหารไทยเมื่อไรก็ต้องมาหากับข้าวไทยๆ มีน้ำปลาพริกใส่ให้หายคิดถึง กินกับข้าวสวยร้อนๆ หอมชื่นใจ กินได้ไม่รู้อิ่ม
เพราะเจ้านิสัยเสีย “ไม่รู้อิ่ม” นี่ละครับ ผมถึงต้องคอยห้ามใจตัวเอง เวลาไม่สบายเบื่ออาหารขึ้นมาก็เอาข้าวในหม้อมาตักใส่ถ้วยแล้วกดน้ำร้อนใส่กินกับผักกาดดองกระป๋องก็หายหิวครับ ถ้าหรูหราหน่อยคือมื้อนั้นมีเต้าหู้ยี้หรือไข่เค็มอีกสักสองซีกก็ “ฟิน” ครับ
ในบรรดากับข้าวไทยนั้น ถ้าท่านอยากทำกับข้าวให้เพื่อนบ้านน้ำลายสอเล่นขอให้ทำกับข้าวต่อไปนี้
ไข่เจียวทอดร้อนๆ
ปลาเค็มเนื้อดีลงจี่ในกระทะ
กะปิย่างในใบตองเตรียมทำข้าวคลุกกะปิ
ส่วนอีกอย่างที่ไม่มีกลิ่นแต่กินกับข้าวแล้วหมดหม้อเร็วดีนักแลคือ “ไข่เค็ม” ยิ่งถ้าได้เนื้อดีๆ แบบไข่เป็ดเค็มที่ไข่แดงมันเยิ้มสวย ส่วนไข่ขาวก็ไม่เค็มนัก
ที่จริงเรื่องของ ข้าว กับข้าวและเครื่องเคียงแบบไทยๆ ก็คล้ายกับคนไทยนั่นละครับ บางอย่างอาจมีกลิ่นแรง เช่น ปลาร้า กะปิ น้ำปลา ปลาเค็ม แต่พอต้องจากลิ้นไปนาน ใจมันก็จะถวิลหาพาให้ห่อเหี่ยวในใจอยู่ลึกๆ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ต่างแดน ที่เรียกว่า “โฮมซิก” นั้นส่วนหนึ่งซิกเพราะคิดถึงอาหารไทย
พอได้กลับมากินอาหารที่คุ้นเคยลิ้นดังเดิมก็หายป่วยจากอาการเหงาลิ้นทันที ส่วนเหงาใจนั้นก็เป็นอีกเรื่องนะครับ ที่บอกว่าข้าวและอาหารไทยทั้งหลายเหมือนคนไทยก็เพราะพอเราอยู่ในประเทศไทยเราก็จะเห็นเป็นของธรรมดา บางคนจึงถึงกับเห็นเป็นข้อด้อยด้วยซ้ำ มีข้อตำหนิได้ทุกกระเบียด เห็นคนปาดหน้า ฝ่าไฟแดง แซงซ้าย โจรผู้ร้ายหรือระบบใดๆ ในประเทศก็มีข้อหงุดหงิดใจได้
แต่เมื่อต้องห่างบ้านไปนาน…เมื่อนั้นละครับจะมีความรู้สึกอีกแบบ
พอได้กลับมาอีกครั้งอย่างน้อยเจออะไรชั่วๆ ดีๆ บ้างก็ยังดีกว่าอยู่ต่างบ้านที่ต้องอยู่กับคนที่คนละเลือดเนื้อเชื้อไข คนที่เขาเป็นเจ้าของประเทศแต่เราเป็นเพียง “ผู้อาศัย” จะร่ำรวยแค่ไหน ทำมาหาได้สักเท่าใด ถ้าเป็นคนที่มีหัวใจไทยแท้จะไม่แคร์กับสิ่งเหล่านี้เลย จะทำงานทำเงินทำชื่อเสียงยอมอยู่ต่างประเทศเพื่อจุดประสงค์เดียว
คือ “เพื่อกลับบ้าน” ในที่สุด ได้กลับมาเจอพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนมนุษย์คนไทย กับข้าวไทย ไข่เค็ม ปลาร้า น้ำปลาพริก ส้มตำ น้ำพริก ไข่เจียว ได้พบกับรถติดแบบไทยๆ ใช้ชีวิตอยู่ในระบบการบริหารแบบไทยและแน่นอนครับ “ข้าวไทย” ที่หอมนุ่มไม่ฝืดคอ อยู่ในบ้านเราอย่างน้อยเราก็ภูมิใจว่าเป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่งและมีองค์พระประมุขผู้ประเสริฐเป็นมิ่งขวัญของบ้านหลังนี้
ข้าวไทยจะอร่อยที่สุดต้องปลูกที่เมืองไทยเท่านั้นครับ
****
คอลัมน์กายคิดจิตกำหนด
นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
American Board of Anti-aging medicine









