ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ แต่เด็กๆเองก็ต้องการเรียนรู้ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติเช่นเดียวกัน
ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ แต่เด็กๆเองก็ต้องการเรียนรู้ ร่วมค้นหาทางออก และรับมือกับเหตุการณ์ภัยแล้ง อุทกภัย วาตภัย พายุและอื่นๆ จากวิกฤติภัยโลกร้อน ครั้งนี้เขาจะไม่ใช่แค่ผู้เสพ แต่จะเป็นผู้สร้าง "คำตอบ"
เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อได้รับรู้ความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบกับเด็กหญิง ทั้งในรูปแบบของเหยื่อความรุนแรง การถูกข่มขืนภายในสถานที่พักพิงชั่งคราว หรือการใช้แรงงานเด็กหญิง ปัญหาเหล่านี้ก่อเกิดเป็นงานวิจัยในหัวข้อ “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเด็กหญิง” ของโครงการ “เพราะฉันคือเด็กผู้หญิง (Because I am a Girl หรือ BIAAG)” จากองค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล
งานวิจัยชิ้นนี้สนับสนุนให้เด็กหญิงเข้าใจผลกระทบและศึกษาวิกฤติธรรมชาติอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กหญิงไม่ต้องตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป รวมทั้งรู้วิธีจัดการกับตัวเอง กลายเป็นผู้มีศักยภาพ และเกิดความเท่าเทียมกับเด็กชายและผู้ใหญ่ในสังคม
หนูน้อยรักษ์โลก
งานวิจัยครั้งนี้เปิดโอกาสให้เด็กๆมีส่วนร่วมกับงานวิจัยทุกขั้นตอน ได้แสดงความคิดเห็นและตอบคำถามที่คับข้องใจด้วยตนเอง เพื่อให้พวกเธอกลายเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีบทบาทสำคัญในชุมชน พร้อมรับมือกับภัยพิบัติและผลพวงอื่นๆได้ในทุกกรณี
เด็กๆทั้ง 30 คนจากภาคเหนือที่เข้าร่วมโครงการฯ มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เริ่มคิดประเด็น เด็กๆมีอิสระที่จะตั้งคำถามว่าอยากรู้เรื่องใด ต้องการจะค้นหาสิ่งใด ตลอดจนการเก็บข้อมูล ทั้งเก็บแบบสอบถาม (Survey) และเก็บข้อมูลในเชิงคุณภาพ (Focus Group) ส่งผลให้ตัวเลข 75% ที่ว่าเด็กหญิงไม่มีโอกาสได้แสดงความเห็นได้กลายเป็นศูนย์ และ 96% ที่อยากมีส่วนร่วมกับการจัดการภัยพิบัติได้มีพื้นที่ของตัวเองจริงๆเสียที
เด็กหญิงอาหมี่ วังผะและเด็กหญิงนุช ลุงคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม สองสาวนักวิจัยน้อยเล่าว่า ระยะเวลาทำงานตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนถูกใช้ไปกับการเก็บข้อมูลร่วมกับเพื่อนๆรวม 6 โรงเรียนทางภาคเหนือ โดยพวกเขาจะได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำวิจัยอย่างง่าย สมมติต้นไม้ปัญหาเป็นเด็กที่ยังไม่มีส่วนร่วม ส่วนต้นไม้พลังคือเด็กที่มีส่วนร่วมแล้ว ทำให้สามารถต่อยอดหรือแตกแขนงปัญหาที่จะตามมาได้อีกมากมาย
การทำงานแบบผู้ใหญ่หัวใจเด็ก ทำให้พวกเขาสนุกกับการได้ร่วมกันคิด ได้ศึกษาวงจรการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ มองเห็นและเข้าใจปัญหาภัยพิบัติต่างๆด้วยการสอบถามและวิเคราะห์ร่วมกับผู้ใหญ่ และยังได้รู้ข้อมูลการรับมือและป้องกันวิกฤตการณ์ต่างๆ
"เรามีอิสระทางความคิดกันมากว่าเราอยากถามอะไรก็ได้ แต่พี่ๆที่เป็นนักวิจัยก็จะสอนว่าคำถามนั้นจะทำให้เป็นรูปแบบงานวิจัยจริงๆได้อย่างไร ค่อยๆตบความคิดของพวกเราให้เป็นคำถามที่จะนำมาวิเคราะห์และตีความต่อได้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้พวกเรามีทักษะในการพูดคุย กล้าที่จะถามและกล้าที่จะทำ
เพื่อนๆ ของพวกเราบอกว่าอยากร่วมกิจกรรมแบบพวกหนู เป็นกิจกรรมที่สนุกแล้วก็ให้ความรู้ใหม่ๆ ด้วย แล้วเราก็ยังได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ด้วยว่าเราจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร แต่ที่สำคัญ พวกเราอยากมีส่วนร่วมมากๆในการจัดกิจกรรมในการเรียนการสอนหรือจัดกิจกรรมสนุกๆ เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติกับน้องๆ ในโรงเรียน และอยากให้ครูช่วยแนะนำและส่วนว่าจะจัดกิจกรรมนี้อย่างไร"
สถิติจูงใจให้ช่วยโลก
แล้วผลวิจัยในหัวข้อ “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเด็กหญิง” ก็ปรากฏออกมาว่า กว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กและผู้ใหญ่จำนวน 99 คนแบ่งเป็นผู้ใหญ่ 51 คนและเด็ก 48 คน จากอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีประสบการณ์จากเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้น โดยแยกได้เป็น 75% ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก 60% น้ำท่วม 21% ดินสไลด์ 19% ไฟป่า และ 72% แผ่นดินไหว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวกำลังสะท้อนให้คนในสังคมตระหนักว่ามันเข้ามาใกล้ตัวเราทุกทีแล้ว
"เมื่อพวกหนูได้ตั้งคำถามเอง อย่าง ถ้าน้ำท่วม จะไปเรียนอย่างไร หรือเวลาเกิดภัยพิบัติจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เราได้ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นเด็กว่า เขาไม่รู้ว่าจะป้องกันน้ำท่วมอย่างไร และอยากจะรู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนน้ำมา แต่ตอนนี้ถ้าน้ำมาอีกที ก็พอจะรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อป้องกันตัวเองและบ้านจากน้ำท่วมได้ และทำให้รู้ว่าคนในหมู่บ้านเป็นโรคฉี่หนูหลังน้ำท่วมด้วย หลายอย่างเป็นข้อมูลที่หนูไม่เคยรู้ แล้วยิ่งที่โรงเรียนของหนูไม่เคยมีวิชาที่เรียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติเลย พวกเรายิ่งไม่รู้ว่าจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร" เด็กหญิงนุช กล่าว
นอกจากกว่า 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไรแล้ว 80% ก็ยังไม่มีหลักสูตรสอนวิธีการจัดการภัยพิบัติอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ จะมีเพียงสื่อสาธารณะเท่านั้นซึ่งยังไม่เพียงพอ ดังนั้นผลวิจัยครั้งนี้จึงน่าจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้รณรงค์ให้เกิดการเรียนรู้วิธีจัดการกับภัยพิบัติในสถานศึกษาในอนาคตได้
มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เด็กๆก็คืออนาคตของโลกเช่นกัน ผู้ใหญ่คงต้องเร่งปลูกฝัง "สัญชาตญาณ" เอาตัวรอดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เขาอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์








