วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดตัวเลขเยียวยา9ปีตากใบรัฐจ่าย700ล.

เปิดตัวเลขเยียวยา 9 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมตากใบ รัฐจ่ายค่าเสียหายร่วม 700 ล้าน!

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับวันครบรอบเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ต.ค.2547 ซึ่งได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะผลของมันทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายถึง 85 คน

เรื่องคดีความจะว่าไปก็จบไปเกือบหมดแล้ว แม้จะยัง "ไม่ถึงที่สุด" อย่างเด็ดขาดในบางคดี เช่น คดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมจำนวน 78 ราย ระหว่างเคลื่อนย้ายด้วยการถอดเสื้อมัดมือไพล่หลัง นอนเรียงซ้อนกันบนรถบรรทุกของทหาร เพื่อนำตัวไปสอบปากคำยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี (คดีที่ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งในสำนวนไต่สวนชันสูตรพลิกศพ หรือสำนวนไต่สวนการตายว่าผู้ตายขาดอากาศหายใจ) ซึ่งแม้มีข่าวอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคดีไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตัดสิทธิผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีเอง

ส่วนคดีแพ่งที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อเรียกค่าเสียหาย กับคดีอาญาที่รัฐเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำผู้ชุมนุมจำนวน 58 คนในข้อหาปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายนั้น ต้องถือว่าจบไปแล้ว เนื่องจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีนโยบายให้อัยการถอนฟ้องคดี ขณะที่กองทัพบกก็ยินยอมจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งจำนวน 42 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขว่าญาติผู้เสียหายต้องถอนฟ้อง และไม่สามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นมาได้อีก

ด้วยเหตุนี้ความคืบหน้าในช่วงปีหลังๆ ที่เกี่ยวกับเหยื่อเหตุการณ์ตากใบและครอบครัว ก็คือการช่วยเหลือเยียวยาทางการเงินและจิตใจ โดยเฉพาะจากนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การผลักดันของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

การช่วยเหลือเยียวยาดำเนินไปอย่างครอบคลุมมากที่สุดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาเมื่อ 9 ปีที่แล้ว แม้จะไม่ครบถ้วนทุกคน ทุกครอบครัวก็ตาม

เยียวยาทุกกลุ่ม 641 ล้าน

ตัวเลขเงินเยียวยากรณีตากใบในภาพรวมที่รัฐบาลจ่ายไปแล้ว จากรายงานของศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา ระบุว่าเป็นเงินทั้งสิ้น 641,451,200 บาท ทั้งนี้ไม่นับรวมค่าเสียหายทางแพ่งที่กองทัพบกจ่ายในคดีแพ่ง และไม่นับรวมถึงเงินเยียวยาเบื้องต้นหลังเกิดเหตุที่มีจ่ายกันประปราย

ในจำนวนเงินเยียวยา 641,451,200 บาท แยกเป็น ผู้เสียชีวิต 85 ราย เป็นเงิน 561,101,000 บาท ผู้ได้รับบาดเจ็บ 51 ราย จ่ายไปแล้ว 49 ราย เป็นเงิน 60,455,000 บาท โดยผู้ที่ยังตกหล่นอีก 2 คน คือ นายเจะลาซิ ทวีศักดิ์ กับ นายวัรตี มูซอ ไม่สามารถติดต่อได้ และเจ้าตัวไม่มาแสดงตน

ทุพพลภาพ 1 ราย เป็นเงิน 6,380,000 บาท ผู้ที่ถูกรัฐดำเนินคดีแล้วอัยการถอนฟ้อง 58 ราย เป็นเงิน 2,025,200 บาท ผู้ที่ถูกควบคุมตัวแต่ไม่ถูกดำเนินคดี 1,280 ราย จ่ายไปแล้ว 766 ราย เป็นเงิน 11,490,000 บาท ส่วนที่เหลือ ไม่ได้มาแสดงตน

จากยอดรวมของเงินเยียวยา 641,451,200 บาท ซึ่งยังจ่ายไม่ครบเสียทีเดียว หากนำไปรวมกับค่าเสียหายทางแพ่งที่กองทัพบกจ่ายไปแล้ว 42 ล้านบาทเมื่อราวปี 2550 และเงินเยียวยาเบื้องต้นหลังเกิดเหตุอีกจำนวนหนึ่ง ย่อมเท่ากับว่าตลอด 9 ปีหลังเกิดเหตุการณ์ตากใบ รัฐต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นตัวเงินไปแล้วทั้งสิ้นราว 700 ล้านบาท จากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในชั่วเวลาเพียงแค่วันเดียว!

ทั้งนี้ ยังไม่นับมูลค่าความสูญเสียทางจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ และได้รับบาดเจ็บซึ่งประเมินค่ามิได้ ทั้งยังไม่รวมถึงความสูญเสียด้านภาพลักษณ์ของประเทศ และการสูญสิ้นศรัทธาที่มีต่อรัฐไทยของประชาชนกลุ่มใหญ่ กระทั่งถูกกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนนำไปใช้เป็นเงื่อนไขขยายมวลชนและก่อความรุนแรงต่อเนื่องมา กลายเป็นความเสียหายที่ยังไม่หยุดยั้งและยังไม่จบสิ้นจนถึงปัจจุบัน

ฝันร้ายที่ไม่เคยลืม...

แม้เหตุการณ์ตากใบจะผ่านไปเกือบ 10 ปี และมีการจ่ายเยียวยาไปแล้วครบทุกกลุ่ม แต่สำหรับคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์จริงและได้รับผลกระทบโดยตรงอย่าง ยูวารีเยาะ มีนา อายุ 45 ปี เธอบอกว่าไม่มีอะไรมาลบล้างฝันร้ายในครั้งนั้นได้

เธอเล่าว่าไปร่วมดูเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุเหมือนกัน แต่ไม่ได้ไปพร้อมกับ มะรีกา บินอูมา ผู้เป็นสามี เพราะสามีได้ออกจากบ้านไปก่อน เธอรู้ทีหลังจึงตามไป

"เมื่อไปถึงก็เจอคนเยอะมาก เหมือนกำลังทำอะไรสักอย่าง จึงเข้าไปดูใกล้ๆ จากนั้นก็กลับออกมาไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ปิดเส้นทางเข้าออกทั้งหมด พยายามจะคลานออกเพราะเป็นห่วงลูกในท้อง ตอนนั้นตัวเองท้องได้ 3 เดือน แต่ก็ไปไม่ได้ กระทั่งสุดท้ายเจ้าหน้าที่ถึงปล่อยให้ผู้หญิงกลับบ้าน และเห็นเขานำตัวพวกผู้ชายขึ้นรถ"

"เหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ไม่เคยลืม อยากจะลืมแต่ก็ลืมไม่ลง ตอนนั้นท้องได้ 3 เดือน แม้ตัวเองไม่ได้ถูกจับขึ้นบนรถ แต่ตอนเกิดเหตุก็พยายามคลานเพื่อลอดรั้วหนี แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะประตูทุกทางถูกปิดหมด มีผู้หญิงและเด็กประมาณ 50 กว่าคน เจ้าหน้าที่แยกผู้หญิงและเด็กออกมาอยู่อีกที่หนึ่ง จน 2 ทุ่มกว่าเจ้าหน้าที่จึงนำพวกเราขึ้นรถไปส่งที่บ้าน"

"ตอนนั้นคิดว่าแฟนซึ่งเข้าไปร่วมดูเขาชุมนุมด้วยต้องตายแน่ๆ เนื่องจากในสถานที่ชุมนุมมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นชุดๆ หลายระลอกมาก ก๊ะ (สรรพนามเรียกแทนตัวเอง แปลว่าพี่) นั่งรออาแบ (สามี) ทั้งคืน แต่ก็ไม่เห็นกลับ ตอนเช้าญาติและเพื่อนบ้านช่วยกันออกไปหาว่าเขาอยู่ที่ไหน ก็ได้ข่าวว่าเจ้าหน้าที่พาคนที่ชุมนุมทั้งหมดไปที่ค่ายอิงคยุทธฯ บ่อทอง (หมายถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี) เราก็เดินทางไปหาว่าอาแบอยู่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่"

"เมื่อไปสอบถามเจ้าหน้าที่จึงได้คำตอบว่าอาแบยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาพาอาแบไปอยู่เรือนจำไหน ไปถามที่เรือนจำจังหวัดปัตตานี เรือนจำจังหวัดยะลาก็ไม่มี กระทั่งมาพบว่าอาแบอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ก็สบายใจขึ้นมาหน่อยเมื่อรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ สามีถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ 16 วัน ถึงได้ประกันตัวออกมาสู้คดี ต้องสู้ถึง 2 ปีจึงจะจบ"

ยูวารีเยาะ ย้ำว่า ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านมา 9 ปีเต็ม แต่ก็ไม่เคยลืม ถือเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิต และอยากให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนกับเจ้าหน้าที่ว่า ทำอะไรต้องวิเคราะห์ให้ละเอียด เพราะเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้วมันเรียกย้อนกลับมาไม่ได้...

และความเจ็บปวดทั้งหมดก็ตกอยู่กับชาวบ้าน!