วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทีมกรุ๊ป'แนะทยอยระบายน้ำช่วยภาคกลาง

"ทีมกรุ๊ป"แนะทยอยเปิดบานประตูระบายน้ำช่วยภาคกลาง ให้น้ำไหลเข้าทุ่งลดแรงกดดัน นครราชสีมาเร่งป้องกันวัตถุโบราณ

แม้จะมีน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่กรมชลประทาน ซึ่งรับผิดชอบบริหารจัดการน้ำ ได้ออกมายืนยันว่าพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา สถานการณ์ค่อยไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะมวลน้ำยังน้อยกว่าปี 2554 ซึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งหลายคนกังวลว่าจะมีผลต่อน้ำท่วมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.)นั้น ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่น่ากังวล โดยปัจจุบันยังสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่ระบายลงมาก่อนถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ให้มีปริมาณน้ำได้ไม่เกิน 2,200 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที ซึ่งน้อยกว่าปี 2554

"ตอนนั้นมีน้ำถึงจุดเขื่อนเจ้าพระยา 4,400 ลบ.ม.ต่อวินาที ตัดยอดน้ำจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยตัดยอดน้ำออกทางฝั่งตะวันตกโดยมีอัตราการระบาย 76 ลบ.ม.ต่อวินาที ผ่านลงไปทางแม่น้ำสุพรรณบุรี ส่วนฝั่งตะวันออก 87 ลบ.ม.ต่อวินาที ผ่านทางคลองชัยนาท-ป่าสักฯ ซึ่งขณะนี้ยังสามารถควบคุมได้ เนื่องจากพบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ 2 แห่งคือ เขื่อนภูมิพลที่ มีความจุ อ่าง 13,462 ล้านลบ.ม. และปัจจุบันมีน้ำในเขื่อนเพียง 37% เท่านั้น และมีอัตราการระบายน้ำออกเพียง 2 ล้านลบ.ม.เพื่อช่วยพื้นที่การเกษตรท้ายเขื่อน"

ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณความจุอ่าง10,640 ล้านลบ.ม. และมีน้ำในเขื่อนเพียง 66.9% โดยมีอัตราการระบายออกราว 4 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ดังนั้นทำให้ทั้ง 2 เขื่อนใหญ่ยังมีพื้นที่รองรับปริมาณฝนที่ตกลงมาได้มาก เช่นเดียวกับปริมาณน้ำท่าในลำน้ำต่างๆ คือ ปิง วัง ยม น่าน ที่ยังไม่ล้นตลิ่ง

นายสุเทพ กล่าวว่า ยกเว้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ซึ่งเดิมยังมีปริมาณน้ำกักเก็บน้อยมากเพียง 30% แต่หลังจากมีเจอดีเปรสชั่นเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้มีน้ำเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นเป็น 89% หรือ 785 ล้านลบ.ม.จากความจุเขื่อน 960 ล้านลบ.ม. ขณะนี้มีการบริหารน้ำออกจากเขื่อนป่าสักฯ 2 ฝั่งเพื่อเตรียมรองรับพายุลูกใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ห่วงฝนถล่มอีสานอาจท่วมถึงพ.ย.

อย่างไรก็ตาม แม้จะเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ยอมรับว่า ห่วงปัจจัยฝนตกหนักจากพายุที่เข้าทางเวียดนาม ไทย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัด หากเส้นทางเบี่ยงไม่เป็นไปตามการคาดหมายของกรมอุตุนิยมวิทยา หรือตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตร จะเพิ่มพื้นที่ขังกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น

โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และภาคกลาง ที่เป็นพื้นที่ท่วมขังเดิมคือ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง รวมทั้งปราจีนบุรี ที่มีน้ำท่วมขังหนักอยู่แล้ว ประเมินว่ากว่าจะระบายน้ำท่วมขังรอบนี้ออกจากพื้นที่หมดได้ อาจจะต้องยาวไปถึงต้นเดือนต.ค. แต่หากเส้นทางพายุเบี่ยงมาตกทางพื้นที่ตอนล่างมากขึ้น จะทำให้ระยะเวลาการท่วมยาวนานขึ้นจนถึงต้นเดือนพ.ย.นี้

สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมหนัก เพราะจากการดูมวลน้ำที่ท่วมอยู่ทั่วประเทศทั้ง 25 จังหวัด อาทิ ในเขตปราจีนบุรี สุรินทร์ ศรีสะเกษ ลพบุรี พระอยุธยา อ่างทอง มีปริมาณน้ำรวมกันแค่ 300 ล้านลบ.ม.เท่านั้น น้อยกว่าปริมาณน้ำรวมกันที่ท่วมในปี 2554 ที่มีมาถึง 2 หมื่นล้านลบ.ม. ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากปริมาณน้ำสะสมในอ่างใหญ่ก็ไม่ได้มากจนต้องระบายออก ปริมาณน้ำในลำน้ำต่างๆ ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังควบคุมได้ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวคือ ปัจจัยฝนจากพายุลูกใหม่ที่หากตกหนักเพียง 60-100 มิลลิเมตร ก็จะเกิดการท่วมขัง" นายสุเทพ กล่าว

"ทีมกรุ๊ป"แนะทยอยระบายน้ำ

ด้านนายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัททีม กรุ๊ป ออฟ คัมปานีส์ จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์น้ำ ณ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำมาก และเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ แต่ยังไม่เทียบเท่าสถานการณ์น้ำในปี 2554 ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก และพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ถือเป็นเรื่องปกติ ขณะที่ภาคตะวันออกยังมีฝนตกต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ และดีเปรสชั่น ซึ่งคาดว่าจะเข้ามากระทบได้อีก

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงต้องเผชิญกับอิทธิพลของร่องมรสุม ทำให้มีฝนตกต่อเนื่องที่ จ.นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ซึ่งคาดว่าฝนจะตกยาวไปจนถึงสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ระดับน้ำที่ จ.สิงห์บุรี ณ วันนี้อยู่ที่ระดับเดียวกับตลิ่ง ทำให้ตลิ่งบางช่วงที่ต่ำเช่น อ.ท่าวุ้ง อ.มหาราช มีน้ำล้นตลิ่ง จากการคาดการณ์วันที่ 29 ก.ย.-5 ต.ค.ปริมาณน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 60 เซนติเมตร ในจ.พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง เนื่องจากอิทธิพลของฝนยังไม่หมดไป

สำหรับสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาสำหรับพื้นที่ภาคกลางได้คือ การทยอยเปิดบานประตูระบายน้ำ ให้น้ำไหลเข้าทุ่งเพื่อลดแรงกดดันของน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยนให้สถานการณ์ไม่รุนแรงขึ้นได้

ศภช.เตือน5จว.น้ำเพิ่มระดับขึ้น

ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ(ศภช.) แจ้งว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางบาล อ.บางปะอิน อ.บางไทร อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อ.เมือง อ.อุทุมพรพิสัย อ.ห้วยทับทัน อ.ราศีไศล จ.ศรีสะเกษ ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นขณะเดียวกัน สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ และ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ อ.บุณฑริก อ.พิบูลมังสาหาร อ.เดชอุดม อ.นาเยี่ย อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี และ อ.เมือง จ.สระแก้ว ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ อ.ทัพทัน อ.สว่างอารมณ์ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำมีแนวโน้มทรงตัว จึงขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโปรดทราบ

นายกฯลุย"ปทุมธานี-กบินทร์บุรี"

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะจะลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี ไปมอบเรือท้องแบนให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนที่ วัดโบสถ์ อ.สามโคก จำนวน 360 ลำ ส่วนวันที่ 29 ก.ย. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของให้กับประชาชนที่เดือดร้อนที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และ จ.ศรีสะเกษ

อุทัยธานีท่วมเขตเนินแจงยังวิกฤต

ที่จ.อุทัยธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ใน จ.อุทัยธานี ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะชาวบ้านบุญลือ หมู่ 6 และ ชาวบ้านหมู่ที่ 8 ต.เนินแจง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ต้องดำรงชีวิตด้วยความยากลำบาก เนื่องจากน้ำได้หลากเข้าท่วมพื้นที่ โดยระดับสูงกว่า 1.5 เมตร ชาวบ้านต้องอพยพไปอาศัยศาลาประชาคมหมู่บ้าน หรือตั้งเต็นท์พักอาศัยบนถนน

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณเหนือเขื่อนวังร่มเกล้าในเขต อ.สว่างอารมณ์ และ อ.ทัพทัน ระดับน้ำเริ่มทรงตัว บางพื้นที่น้ำลดลงแล้ว ขณะเดียวกันชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนวังร่มเกล้าในเขต ต.เนินแจง ต.หนองไผ่แบน อ.เมือง กำลังความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะระดับน้ำที่ท่วมขังยังสูงขึ้น อันเกิดจากการเร่งระบายของเขื่อน

พิษณุโลกถนนริมแม่น้ำน่านทรุดตัว

ส่วนที่ที่พิษณุโลก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถนนคอนกรีตริมแม่น้ำน่านบริเวณบ้านวังยาว ม.1 ต.วังน้ำคู้ อ.เมืองพิษณุโลก ทรุดตัวเป็นโพรงกว้างยางกว่า 200 เมตร และพังลงมา โดยชาวบ้านได้ร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากตลิ่งพื้นถนนได้ทรุดตัวเป็นโพรงใหญ่ เหลือแค่ถนนคอนกรีตพยุงตัวไว้เท่านั้น

นายขรรค์ชัย โต๊ะทับทิม อดีตผู้ใหญ่บ้านม.1 ต.วังน้ำคู้ อ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากดินริมตลิ่งทรุดตัวเป็นโพรงกว้าง ทำให้ทางราชการต้องปิดการสัญจร ซึ่งขณะนี้นายกอบต.วังน้ำคู้ เดินทางมาสำรวจสภาพถนนที่พังลงมา แต่ยังไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้เมื่อไหร่

โคราชเร่งป้องกันวัตถุโบราณ

ขณะที่ จ.นครราชสีมา สถานการณ์น้ำภายในลำน้ำมูล อ.พิมาย ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ได้มีการเตรียมนำกระสอบทรายเสริมคันกั้นน้ำเก่าให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันน้ำจากลำน้ำมูลที่อาจจะไหลทะลักเข้าท่วมวัตถุโบราณล้ำค่าได้ หลังจากที่ระดับน้ำห่างจากขอบตลิ่งเพียง 20-30 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้นำถุงพลาสติกมาห่อวัตถุโบราณที่อยู่เก็บไว้บริเวณโดยรอบตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ เพื่อป้องกันหากปริมาณน้ำได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถขนย้ายได้ทัน