วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียนน้ำมันรั่ว'เม็กซิโก'

ถอดบทเรียนน้ำมั้นรั่ว "เม็กซิโก"...ระวังสิ่งปนเปื้อนที่มองไม่เห็น

บทเรียนจากสถานการณ์น้ำมันรั่วในอ่าวไทยผ่านไป 105 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์มองในประเด็นนี้อย่างไร ล่าสุดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีเสวนา Science Cafe เรื่อง "นักวิทย์ มหิดล กับทางออกของวิกฤติน้ำมันรั่วในอ่าวไทย" โดย รศ.พลังพล คงเสรี อาจารย์จากภาควิชาเคมี ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะต่างจากสถานการณ์น้ำมันรั่วที่อ่าวเม็กซิโกกว่าหมื่นเท่า แต่เชื่อว่าผลกระทบจากคราบน้ำที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นจะส่งผลกระทบในระยะยาว ไม่สามารถแก้ให้หมดไปได้ใน 3 วัน

ทั้งนี้ การฟื้นฟูต้องใจเย็น รอเวลาให้ธรรมชาติคืนสมดุลให้กับตัวเอง แต่ในวันนี้ยังไม่มีใครออกมาบอกได้ว่าสารเคมีที่ใช้กำจัดคราบน้ำมีเป็นสารเคมีชนิดใด ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ระบุได้ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรกับสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิต

บทเรียนจากสถานการณ์น้ำมันรั่วผู้ที่เกี่ยวข้องต้องหาทางเตรียมพร้อมรับมือ เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ อีก ในความรุนแรงที่มากกว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมตัวสภาพที่แย่กว่าวางแนวปฏิบัติขั้นตอนการดำเนินงานโปร่งใส ทำด้วยความเข้าใจ จำลองสภาวะสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้หลักวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ช่วยแก้ไข ส่วนแนวทางสุดท้ายคือให้ธรรมชาติดูแล คืนสมดุลให้กับตัวเอง

ดร.พหล โกสิยะจินดา อาจารย์จากภาคชีววิทยา กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่แค่ตาเห็นสิ่งอื่นที่วัดไม่ได้ยังมีอีกมาก ในความเป็นจริงการปนเปื้อนของน้ำมันไม่ได้หายไปไหน แค่มองไม่เห็น การกำจัดในเบื้องต้นด้วยวิธีทางกายภาพ ฟิสิกส์ เช่น ตัก ดูด และทางเคมี เช่น ใช้สารเคมี ลดแรงตึงผิวสารชะล้าง ซึ่งได้ผลเร็ว แต่หลังจากนั้นจำเป็นต้องใช้กระบวนการทางชีวภาพในการฟื้นฟู ทั้งนี้ ตามกลไกธรรมชาติมีสิ่งมีชีวิตจำพวกแบคทีเรีย ประเภทที่กินน้ำมันมีความสามารถในการย่อยสลาย โดยครึ่งชีวิตของน้ำมัน อยู่ที่ 2-10 วัน ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม และขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมัน

"บทเรียนจากผลกระทบที่เห็นได้ทันทีจากการได้รับสารเคมีในประมาณมากทำให้ผิวหนังลอก แต่ระยะยาวมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในเพศชาย ซึ่งสามารถสังเกตได้ในระยะเวลา 2 ปี" เขากล่าว โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานผลกระทบภายหลังเห็นการน้ำมันรั่วที่เม็กซิโก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวล คือสิ่งที่มองไม่เห็นในทางชีววิทยา คือ การสะสมสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ในห่วงโซ่อาหารอย่างแพลงตอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลส่งออกในอนาคต

ดร.พหลอธิบายว่า สารประกอบในน้ำมันส่วนที่เป็นโมเลกุลขนาดเล็กสามารถระเหยกลายเป็นไอ หายไปในสิ่งแวดล้อม แต่ส่วนที่เป็นโมเลกุลใหญ่ อย่างโพเแพนละลายน้ำได้มากกว่าหายไปแค่บางส่วน และยังมีส่วนที่ละลายไม่ได้ ตกลงในน้ำ

เขาบอกว่า ผลกระทบจากคราบน้ำมันรั่วที่ในต่างประเทศ แม้จะตักดูดซับเท่าที่ทำได้ เผาทำลายไปบ้าง บางส่วนลงไปใต้น้ำ ลอยอยู่บนผิวน้ำฟิล์ม ส่วนที่เหลือทาร์บอลบริเวณชายฝั่งยังมีอยู่กว่า 26% โดย 20 ปีผ่านไปเมื่อขุดลึกลงไปบนหาดทรายยังพบคราบน้ำมันหลงเหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า สุดท้ายธรรมชาติจะบำบัดได้ดีที่สุด อย่างที่เม็กซิโกหลังจากเกิดเหตุการณ์ 30 วัน บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุมีจุลินทรีย์ ที่กินน้ำมันเกิดขึ้นในประมาณมาก

เตือนน้ำมันรั่วอุดมสารพิษ

ขณะเดียวกัน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ออกโรงเตือนชาวบ้านบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จ.ระยองถึงผลกระทบจากน้ำมันรั่ว โดย นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า สารเคมีประกอบด้วยหลายอย่างที่ซับซ้อนซึ่งมีส่วนที่เป็นพิษ (Toxic compounds) มีสิ่งที่จะส่งผลกระทบได้เยอะมากกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ดังนั้นกระบวนการกำจัดจึงต้องวางแผนให้ดีอย่างรอบคอบ เป็นขั้นตอน รอช้าไม่ได้เพราะผลกระทบต่อชีวิตทั้งในทะเลและบนบกจะเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะอาหารทะเล ที่จะได้รับสารพัดสารเคมีที่มีอยู่ในน้ำมันดิบ

โดยเฉพาะสารพิษในกลุ่ม ไฮโดรคาร์บอน เช่น “พีเอเอช (PAHs)” ซึ่งสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ทำมาหากินอยู่บริเวณที่มีน้ำมันรั่วก็มีสิทธิ์ปนเปื้อนเข้าไปได้สูงและจะจับสะสมอยู่ในไขมันปลา,ไข่ปลา,ไข่กุ้ง,ไข่ปู ตามองคาพยพหลายส่วนของสัตว์น้ำ และเมื่อมันตายจากพิษน้ำมันดิบ ตัวมนุษย์ที่จับเหล่านี้ขึ้นมากินก็มีสิทธิ์ได้รับช่วงสารเคมีที่ว่านี้ต่อเช่นกัน

"อย่าลืมว่าน้ำมันดิบไม่ได้จับอยู่แค่ผิวหน้ามหาสมุทรเท่านั้น ที่ท่านเห็นกระเพื่อมดำมะเมื่อม อยู่นั้นเป็นเพียงส่วนเดียว แต่มันยังมีส่วนที่ทำปฏิกิริยากับแสงแดด จนเปลี่ยนเป็นสารพิษอันตรายและพิษอีกส่วนก็ระเหย คือลอยล่องขึ้นสู่อากาศดังนั้นมันจะกลายเป็นมลภาวะที่เรามองไม่เห็นแต่ สูดได้ เข้าไปในทางเดินหายใจ พิษพวกนี้เข้าไปกวนได้ถึงระดับ “ดีเอ็นเอ(DNA)” ที่อยู่ลึกล้ำในเซลล์สิ่งมีชีวิต ส่วนไอระเหยน้ำมันรั่วที่ว่าถ้าสัมผัสก็ทำให้เกิดอาการแสบหูแสบตาระคายเคืองเนื้อเยื่ออ่อน,เจ็บคอและแสบจมูกเมื่อสูดเข้าปอดและส่วนหนึ่งทำอันตรายระบบประสาท ทำให้มีคลื่นไส้อาเจียนได้ด้วย" น.พ.กฤษดา กล่าว

ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างคือ สัตว์ทะเลจะลดลง เนื่องจากไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ สารพิษทั้งหลายที่เกิดจากน้ำมันดิบก็ทำให้มันค่อยๆพากันตายลง การทำประมงรวมถึงแหล่งประมงที่มีจำกัดอยู่แล้วก็จะยิ่งน้อยลง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลผลิตที่ได้จะหายไปมาก อาหารที่จะมาจุนเจือเลี้ยงคนก็ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ชีวิตผู้คนแถบริมทะเล เช่น ป่าชายเลน สัตว์น้ำ รวมถึงนก ปลาโลมา และเต่าทะเลที่หากินตามชายฝั่งที่ใกล้สูญพันธุ์ ระบบนิเวศน์ จะได้รับผลกระทบโดยตรง

น.พ.กฤษดา กล่าวว่า การวางแผนแก้ไขและฟื้นฟู ไม่เพียงแต่เร่งขจัดด้วยไฮเทคหลากหลายวิธีจะดีเสมอไป อาจทำให้ยิ่งแย่หนักกว่าเดิมได้ ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่นปริมาณของน้ำมัน,ชนิดของน้ำมัน,กระแสน้ำ,กระแสลมและสถานที่นั้นๆ หนึ่งในวิธีที่ช่วยล้างพิษของน้ำมันรั่วที่เริ่มใช้กันมากคือใช้ “จุลินทรีย์” ช่วยเก็บกวาด มีการศึกษาถึงจุลินทรีย์ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alcanivorax borkumensis เป็นจุลินทรีย์ช่วยย่อยไฮโดรคาร์บอนคราบน้ำมัน โดยใส่จุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยคราบน้ำมันลงไปแล้วปล่อยให้มันทำงานสลายน้ำมันที่เลอะเทอะนี้ไปเรื่อยจนหมด ซึ่งเคยมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นที่อ่าวเม็กซิโก ก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการแก้ไขปัญหา

เชื้อแบคทีเรีย อัลคานิโวแร็กซ์(Alcanivorax) มีพบมากในมหาสมุทร เชื้อนี้ชอบกินคราบไขมันเป็นอาหาร ซึ่งเรื่องนี้คณะนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันนำโดย เทอรี่ ฮาเซน เพิ่งค้นพบเมื่อตอนที่น้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก พอเอาตัวอย่างน้ำทะเลในบริเวณนั้นมาตรวจแล้วพบเชื้อกินน้ำมันรั่วนี้มากมายถึง 16 ชนิด ด้วยกันเพียงแค่ 1 เดือนหลังเหตุการณ์น้ำมันรั่วเท่านั้น สำหรับที่อยู่ของพวกมันลึกประมาณ 1 กิโลกว่าใต้ผิวน้ำ

"แบคทีเรียกลุ่มนี้มีชื่อว่า โอเชียโนสไปราลลีส (Oceanospiralles) ซึ่งเชื้ออัลคานิโวแร็กซ์ที่กล่าวถึงข้างต้นก็อยู่ในกลุ่มนี้ มีความสามารถในการกินน้ำมันดิบได้ดี โดยมีข้อจำกัดอยู่บ้างคือมันย่อยได้เฉพาะสารกลุ่มไฮโดรคาร์บอนในน้ำมันดิบ ดังนั้นที่ไหนมีน้ำมันดิบถ้ามีเชื้อที่ว่านี้อยู่มันก็จะเจริญเติบโตได้ดีเหมือนกับมีแหล่ง บุฟเฟ่ต์ขนาดยักษ์ให้มันกินอย่างไม่อั้น ซึ่งมันอาจเป็นทางออกของปัญหาน้ำมันรั่วได้"นพ.กฤษดา กล่าวทิ้งท้าย