คปก.เปิดรับฟังความเห็น"ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม" เสนอแนวทางปรับปรุงกม.โปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วม
ประชุมรับฟังความคิดเห็น"ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม"มีหน่วยงานงานภาครัฐ เอกชน และตัวแทนประชาชนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมร่วมให้ความเห็น
นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมายและประธานอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เป็นกฎหมายสําคัญของประเทศ มีสาระสําคัญครอบคลุมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน ทั้งการกําหนดให้มีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กองทุนสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การควบคุมมลพิษ มาตรการส่งเสริม ความรับผิดทางแพ่งและบทกําหนดโทษ อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวบังคับใช้มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ขณะที่สถานการณ์ สภาพปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมีความรุนแรงและมีความซับซ้อนมากขึ้น ทําให้บทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯได้พิจารณาเนื้อหาทั้งหมดเห็นว่า ควรเพิ่มหลักการเข้าถึงข้อมูล หลักความโปร่งใส และหลักของการมีส่วนร่วมเข้าไปในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว
"กฎหมายฉบับนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อวิถีชีวิตของผู้คน และสิ่งแวดล้อม การประชุมรับฟังความเห็นครั้งนี้เป็นการทบทวนมาตรการทางกฎหมายสามารถรับมือได้จริงหรือไม่และจำเป็นต้องมีการทบทวนกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ โดยแนวคิดหลักคือ เรื่องทรัพยากรทางธรรมชาติไม่ควรจะเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง ควรเป็นเรื่องของทุกภาคส่วน" นายไพโรจน์ กล่าว
นายไพโรจน์ กล่าวถึง แนวทางการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายว่า คณะอนุกรรมการฯมีแนวทางปรับปรุงและพัฒนากฎหมายฉบับนี้อย่างน้อย 5 ประเด็นสำคัญคือ 1.การเปลี่ยนแปลงแนวคิดสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ จากเดิมที่ให้หน่วยงานของรัฐเป็นบทบาทหลักที่ทำหน้าที่จัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ควรมีการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชน องค์กร ชุมชนและ ท้องถิ่น เข้ามาใช้อำนาจทางกฎหมายร่วมกับรัฐ 2.ในแง่กลไกการบริหาร ควรเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบใหม่ โดยเพิ่มองค์ประกอบตัวแทนชุมชน ท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ 3.การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม จากปัจจุบันที่มีการประเมินในระดับโครงการและกิจกรรม ควรให้มีการประเมินในระดับยุทธศาสตร์ด้วย ขณะเดียวกันการประเมินผลกระทบในระดับโครงการหรือกิจกรรม ควรเพิ่มมิติการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน อีกทั้งควรพิจารณาประเด็นปัญหาด้วยว่าใครจะเป็นผู้กำกับให้เป็นไปตามการประเมินและรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนั้น ซึ่งส่วนตัวคิดว่า ควรเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม
นายไพโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นต่อมา กรณีการประกาศเขตคุมครองพื้นที่สิ่งแวดล้อม ควรให้ประชาชน และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และคำนึงถึงเรื่องแหล่งผลิตอาหารและความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้การประกาศเขตคุมครองพื้นที่สิ่งแวดล้อมดังกล่าวตอบสนองวัตถุประสงค์ ไม่เฉพาะเพียงแค่มิติเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงประเด็นเรื่องสิทธิชุมชน เศรษฐกิจภาคเกษตร และแหล่งผลิตอาหารด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ประเด็นเรื่องการควบคุมมลพิษ มีความเห็นว่า ควรให้เปิดช่องทางประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหามาตรการให้มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แท้จริง








