รมช.สธ.เตรียมปั้นอสม.เป็นผู้นำด้านสาธารณสุข ดันให้เป็นนักจัดการสุขภาพ ปลุกประชาชนในหมู่บ้านให้ตื่นตัว
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวตอนหนึ่งในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ถึงแนวทางการให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชนว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอสม.จำนวน 1,040,000 คน โดยมีภารกิจที่จะช่วยทางฝ่ายด้านกระทรวงสาธารณสุข สายการแพทย์ที่จะดูแลเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ การรักษาพยาบาลเบื้องต้น โดยมีศูนย์สาธารณสุขบริการชุมชน อยู่ในพื้นที่ ที่จะมีอาสาสมัครประจำศูนย์คอยจ่ายยาจำเป็นพื้นฐานหรือดูแลโรคขั้นต้น ที่ไม่จำเป็นต้องไปถึงมือแพทย์ แต่สิ่งหนึ่งที่เราคาดหวังจากที่เจอเรื่องแนวโน้มของคนที่มีอายุยืนขึ้นแต่เต็มไปด้วยโรค ปฏิบัติการเมืองใหม่ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในการที่จะปรับพฤติกรรมปรับเปลี่ยนสุขภาพ พี่น้อง อสม. ต้องเป็นผู้นำที่ไปมีส่วนร่วมกับนักจัดการสุขภาพที่ทางกระทรวงสาธารณสุขส่งไป ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาลหรือคนที่ทำงานอยู่ในตำบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เข้าไปเป็นองค์กรที่เรียกว่า นักจัดการสุขภาพเพื่อจะไปผลักดันให้ชุมชนเกิดการรวมตัวขึ้นมา มาทำหน้าที่เป็นนักจัดการสุขภาพในชุมชน ที่เราเรียกว่านักจัดการระบบสุขภาพ สุขภาพเข็งแข็ง อสม. จึงมีส่วนมาก เชื่อมสองฝ่ายทั้งฝ่ายชุมชนและฝ่ายนโยบาย เป็นตัวนำในการที่จะปรับพฤติกรรมตัวเอง
"ในการปรับเปลี่ยนสุขภาพให้ชุมชนมีสุขภาพเข้มแข็งเพื่อนำสู่การพัฒนาไม่ว่าจะเป็นมิติ การสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เมืองไทยเราแข็งแรง อสม. จะต้องเป็นตัวนำ เป็นผู้นำ เช่น เราใช้ยุทธศาสตร์ 3อ 2ส อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์จิตใจ เรื่องการไม่นำสิ่งเสพติดเข้าสู่ร่างกาย ทั้งสุรา สิ่งเสพติดทั้งหลายทั้งปวง ยุทธศาสตร์นี้ คนที่จะนำสู่การปฏิบัติคือ อสม. สิ่งที่เราเห็นในตำบลจัดการสุขภาพดีและหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่ง อสม. เข้มแข็ง หมู่บ้านเข้มแข็งได้ องค์ที่มีส่วนร่วมทั้งบ้าน วัด โรงเรียน ส่วนราชการทุกภาคส่วน 2 ปี ที่ทำติดต่อกัน เบาหวานรายใหม่ไม่เกิดในชุมชน นี่คือสิ่งที่เราเห็น" นพ.ชลน่าน กล่าว
รมช.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า จากการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ อสม.ช่วยดูแลสุขภาพเด็กและสตรี โดยเฉพาะสตรีที่ต้องไม่ให้ถูกคุกคามจากโรคมะเร็งเต้านม รัฐบาลจึงมีนโยบายให้อสม.เข้ารับการฝึกอบรมการตรวจมะเร็งเต้านมแล้วไปถ่ายทอดความรู้และสอนสตรีที่อยู่ในชุมชน ซึ่งกลุ่มเสี่ยงคือผู้หญิงที่มีอายุ 30-70 ปี ซึ่งมีประมาณ 20 ล้านคน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีการให้คำปรึกษาแนะนำอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าในชุมชนที่ห่างไกลจากสถานพยาบาล เราต้องเน้นให้อสม.มีศักยภาพในการดูแลสุขภาพประชาชน พร้อมกับจัดระบบการส่งต่อได้ด้วย จึงต้องเติมเต็มเรื่องขององค์ความรู้ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเครื่องมือในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น รวมถึงจัดทำระบบการส่งต่อผู้ป่วยกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลงให้มีความชัดเจน
นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ส่วนการจ่ายค่าป่วยการที่เป็นค่าตอบแทนแก่ อสม.นั้น เรามีแนวโน้มที่จะปรับตรงนี้โดยให้มีความมั่นคงมากขึ้น และกระทรวงสาธารณสุขจะยกร่างในพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เพื่อตั้งเป็นกองทุนที่จะดูแลค่าป่วยการ การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิเช่น ค่ารักษาพยาบาลของอสม.และครอบครัว การจัดโควตาให้บุตรของอสม.ได้ศึกษาต่อด้านสาธารณสุข การพยาบาล หรือการรักษาพยาบาล เป็นต้น รวมถึงการประเมินผลการทำงานของอสม.ในการรับรางวัลพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นเหรียญทองและเหรียญเงิน









