วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนึ่งร้อยปีของการระบาดใหญ่ สิ่งที่ต่างออกไปคือ...ความหวัง?

วิเคราะห์เปรียบเทียบ 'แพนเดมิก' (pandemic) หรือการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่สเปน กับโควิด-19 ทำไมจึงดูเหมือนมนุษย์รับมือไม่ได้ดีกว่าเมื่อร้อยปีก่อนเลย

 

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับหลายท่านในหลายวาระเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ คำถามหนึ่งที่สะกิดใจเสมอก็คือ ทำไมเหมือนกับว่าเราแทบจะไม่สามารถป้องกันตัวเองจากโรคระบาดใหญ่ไปทั่วโลกหรือ 'แพนเดมิก (pandemic)' อย่างโควิด-19 ได้เลย? เรารับมือไม่ได้ดีกว่าเมื่อร้อยปีก่อนเลยหรือ?

ความเชื่อทำนองนี้มีพื้นฐานความจริงอยู่มากน้อยเพียงใดกันแน่?

มาลองดูข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยเปรียบเทียบระหว่างการรับมือโรคไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ที่เกิดขึ้นปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่าง ค.ศ. 1918-1919 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อราว 500 ล้านคนทั่วโลก และคร่าชีวิตคนไปราว 50-100 ล้านคน กับโควิด-19 ที่มีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 3 ล้านคน และเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 2 แสนคน (ณ 29 เม.ย. 2020)

โรคทั้งสองมีสาเหตุมาจากไวรัสเหมือนกัน แต่ไวรัสที่เป็นต้นเหตุไข้หวัดใหญ่สเปนอยู่ในวงศ์ออร์โธมิกโซไวริดี (Orthomyxoviridae) ในขณะที่ไวรัส SAR-CoV-2 ที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 อยู่ในวงศ์โคโรนาไวริดี (Coronaviridae) แต่ทั้งคู่มีสารพันธุกรรมแบบ RNA เหมือนกัน ซึ่งไวรัสที่มีสารพันธุกรรมแบบนี้จะมีการกลายพันธุ์ได้ง่ายกว่าไวรัสในวงศ์ต่างๆ ที่มีสารพันธุกรรมแบบ DNA

การสืบสวนข้อมูลย้อนหลังทำให้ทราบว่า ไข้หวัดใหญ่สเปนระบาดไล่เลี่ยกันในยุโรป (ฝรั่งเศส, อังกฤษ, อิตาลี และสเปน) และอเมริกาในช่วงต้นปี ค.ศ. 1918 โดยหนึ่งในรายแรกๆ ที่พบคือ กุ๊กในค่ายฟุสตัน (Fuston) ในเมืองแคนซัสชื่อ อัลเบิร์ต กิตเชล (Albert Gitchel) ที่มีอาการไอ, มีไข้ และปวดศีรษะในวันที่ 4 มี.ค. 1918 หลังจากนั้นเพียง 3 สัปดาห์ ก็มีทหารราว 1,100 นายป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล ก่อนจะพบป่วยเพิ่มขึ้นตามมาอีกหลายพันคน

สำหรับยุโรปในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนั้น มีทหารอังกฤษป่วยด้วยโรคนี้ไปมากกว่าครึ่งกองทัพ ขณะที่ทหารฝรั่งเศสติดเชื้อไปราว 3 ใน 4 ของทั้งหมด! พอถึงเดือน พ.ค. ก็ลามไปถึงแอฟริกาเหนือและเมืองบอมเบย์ในอินเดีย เดือน มิ.ย. พบผู้ป่วยในจีน และเดือนต่อมาก็พบผู้ป่วยรายแรกในออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม การระบาดในระลอกนี้ อาการป่วยไม่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตระดับเดียวกับไข้หวัดใหญ่ระบาดประจำปีเท่านั้น โดยมีระบาดมาถึงประเทศไทยด้วย

ผู้ตายส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในการระบาดระลอกที่สองและสามที่ตามมาภายหลัง สำหรับโควิด-19 ไม่มีใครตอบได้ว่าจะเกิดการระบาดเป็นระลอกแบบเดียวกันหรือไม่

ขณะที่โควิด-19 มีรายงานเป็นทางการรายแรกจากจีนในวันที่ 31 ธ.ค. 2019 จากนั้นระบาดถึงบัดนี้ 4 เดือนเต็มๆ พบผู้ป่วยนอกประเทศจีนรายแรกในประเทศไทยนี่เอง วันที่ 13 ม.ค. 2020 ก่อนจีนจะชัตดาวน์เมืองอู่ฮั่นในวันที่ 23 ม.ค. ต่อมายังพบผู้ป่วยในทวีปยุโรปและออสเตรเลียในวันที่ 25 ม.ค. 2020 ก่อนจะกระจายไปครบทุกทวีปในเดือนกุมภาพันธ์

กรณีของไข้หวัดใหญ่สเปนนั้น แรกๆ นั้นสาเหตุของโรคยังสับสนอยู่มาก มีนักชีววิทยาชาวเยอรมันระบุว่า ต้นเหตุน่าจะเป็นแบคทีเรียชื่อ ฮีโมฟิลัส อินฟลูเอนซี (Haemophilus influenzae) ที่เขาสามารถแยกออกมาจากน้ำมูกผู้ป่วยรายหนึ่งในปี ค.ศ. 1889 และในขณะนั้นเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นต้นเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่ จึงหลงทางไปกันใหญ่

จนถึงเดือน ต.ค. 1918 นักวิจัยที่สถาบันปาสเตอร์จึงเสนอสมมุติฐานใหม่ว่า ต้นเหตุของโรคน่าจะเป็นไวรัสมากกว่า และเชื้อแบคทีเรียที่อ้างอิงกันอยู่นั้นน่าจะเป็นการติดเชื้อฉวยโอกาสซ้ำเข้าไปหลังติดไวรัสแล้วมากกว่า แต่กว่าจะพิสูจน์กันจนมั่นใจว่าเป็นไวรัสแน่ ก็ล่วงเลยไปจนถึงปี ค.ศ. 1930 เข้าไปแล้ว ก่อนจะมีการแยกตัวเชื้อไวรัสออกมาได้เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1933

ไข้หวัดใหญ่สเปนมีลักษณะจำเพาะตัวคือ ผู้ป่วยที่เสี่ยงเสียชีวิตเป็นเด็กเล็ก วัยรุ่น และคนสูงอายุ โดยในกลุ่มวัยรุ่นนั้น จะเกิดภูมิต้านทานตอบสนองอย่างรุนแรงกับเซลล์ปอดตัวเอง ศัพท์วิชาการว่าเกิด ‘พายุไซโตไคน์ (cytokine storm)’ โดยคำว่า cytokine ก็คือ ชื่อของสารกลุ่มหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเรานั่นเอง ทำให้เกิดรูปกราฟผู้เสียชีวิตคล้ายกับตัวอักษร W คือ มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากเป็นสามช่วงอายุ

สำหรับโควิด-19 ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ (ในประเทศไทยอาจเป็นข้อยกเว้น คือเป็นพวกวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ไปอยู่ในที่ชุมนุมที่มีผู้ป่วยแบบไม่รู้ตัวที่เป็น ‘ซูเปอร์สเปรเดอร์’ อยู่) ส่วนเด็กไม่ค่อยจะเสียชีวิต สำหรับวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ภูมิคุ้มกันตอบสนองรุนแรงก็มีรายงานอยู่ไม่มาก

การที่เกิดระบาดใหญ่ของโรคที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แถมยังไม่รู้จักวิธีการรักษา การรักษาในยุคร้อยปีก่อนจึงเป็นการบรรเทาอาการป่วยไปตามอาการ (แม้บัดนี้ก็ยังเป็นเช่นนี้ ยกเว้นว่าเรามี ‘ยาต้านไวรัส’ บางชนิดให้ใช้ด้วย) จึงได้มีความพยายามจะใช้มาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ มาช่วยในการป้องกันตัวหรือลดการแพร่กระจาย แต่กว่าจะมีมาตรการเหล่านี้ออกมาก็ล่วงเข้าไปเดือน ส.ค. 1918 ไปแล้ว (เริ่มระบาดไปแล้วเกือบครึ่งปี) 

มาตรการที่ว่าก็มีทั้งการคัดแยกผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ การตั้งกรรมการในชุมชนเพื่อสอดส่องมองหาผู้ป่วยในโรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ

พอถึงเดือน ต.ค. ก็มีมาตรการคล้ายกับที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้คือ มีการปิดสถานที่สาธารณะบางแห่ง เช่น โรงภาพยนตร์ โบสถ์ และโรงงาน ไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมที่มีคนจำนวนมาก ในกรณีที่ยังให้ไปโบสถ์ได้ การเทศนาก็ถูกจำกัดเวลาเพียงไม่เกิน 5 นาที นอกจากนี้ ก็มีการเช็ดล้างทำความสะอาดตามสถานที่สาธารณะต่างๆ พร้อมกับมีการจำกัดจำนวนผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะแบบต่างๆ

นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐยังมีการแจกสบู่และน้ำสะอาด (ช่วงนั้นเป็นระยะหลังสงครามโลกใหม่ๆ ทุกอย่างขาดแคลนจนต้องปันส่วนกันเป็นส่วนใหญ่) มีการตรวจตรานมและอาหารอื่นๆ ว่าสะอาดดีพอ รวมไปถึงบังคับใช้กฎหมายห้ามถ่มน้ำลายเด็ดขาด และมีมาตรการทำความสะอาดห้องน้ำอย่างเข้มงวดมากขึ้น ห้ามทำพิธีศพเด็ดขาด ฯลฯ

ทั้งหมดที่ว่ามานั้นมีสมมุติฐานว่า ต้องมีเชื้อโรคอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงต้องระวังการติดเชื้อและป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโดยง่าย โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้นเหตุคือ เชื้อโรคใดแน่ ในปัจจุบันก็ยังทำเช่นนั้นอยู่ แม้ว่าจะเพียงเดือนเดียวหลังการระบาดก็รู้แน่ชัดว่า เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุก็คือ โคโรนาไวรัสชนิดหนึ่ง ทำให้เริ่มเตรียมวัคซีนและยาได้

ความแตกต่างเรื่องหนึ่งคือ สื่อมวลชนในยุคนั้น โดนคำสั่งห้ามไม่ให้เผยแพร่ข่าวการระบาดของโรค ห้ามรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อหรือเสียชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดความตื่นตระหนก

ขณะที่ความแตกต่างสำคัญข้อสุดท้ายคือ คนในยุคนั้นไม่ได้ตั้งความหวังว่าจะมีวัคซีนหรือยา เพื่อให้ใช้รับมือกับโรคได้ในเร็ววัน...อย่างที่คนทุกวันนี้คาดหวัง!