ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน มหกรรมยานยนต์ สำหรับ Mercedes-Benz 'The new Electric GLC' หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า GLC EV วันนี้มาลองขับกันดูเบื้องต้นก่อนครับ
The new Electric GLC หรือ GLC EV (จีแอลซี อีวี) เป็นอีวีในยุคใหม่ที่มีความน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น เป็นโมเดลแรกของแพลตฟอร์มใหม่ที่เรียกว่า MB.EA-M หรือ Mercedes-Benz Electric Architecture-Midsize เป็นแพลตฟอร์มอีวีโดยเฉพาะสำหรับรถขนาดกลาง ไม่ว่าจะเป็นเอสยูวี หรือว่าซีดานก็ตาม เช่น ซี-คลาส อีวี ที่จะตามมาในอนาคต
ทั้งนี้แม้ว่าจะใช้ชื่อ จีแอลซี เหมือนกับ ซีแอลซี ที่ใช้เครื่องยนต์ แต่จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวข้องกัน คนละรหัสตัวถัง คนละแพลตฟอร์ม และหากเทียบขนาดกัน จีแอลซี อีวี จะยาวกว่า จีแอลซี 8.5 ซม. และหากจะมองตำแหน่งในตลาด จีแอลซี อีวี จะอยู่ตรงกลางระหว่าง จีแอลซี กับ จีแอลอี
ทั้งนี้สำหรับแพลตฟอร์มอีวียุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แยกได้เป็น 4 กลุ่ม ซึ่งอีก 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มแรก MMA (Mercedes-Benz Modular Platform) แต่กลุ่มนี้จะต่างจากอีก 3 กลุ่ม คือเป็นแพลทฟอร์มที่ออกแบบให้รองรับพลังงานหลากหลาย จะอีวี หรือ จะมีติดตั้งเครื่องยนต์ก็ได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์แรก คือ CLA ที่เปิดตลาดในบ้านเราแล้วเช่นกัน
AMG.EA แพลตฟอร์มสำหรับ อีวี สมรรถนะสูง กลุ่ม เอเอ็มจี
VAN.EA แพลตฟอร์มสำหรับรถขนาดใหญ่ ทั้งเพื่อการพาณิชย์และส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นแวน หรือ เอสยูวี ซึ่งเปิดตัวแล้วและมีแผนที่จะเปิดตลาดในบ้านปีหน้า คือ VLE
ก่อนจะเปิดตัวไปลองขับกันครับ ซึ่ง GLC 300 4Matic ตอนนี้มีคันเดียวในไทย ส่งตรงมาจากโรงงานเบลเยียม และส่งต่อไปยังกระบี่ เพื่อลองขับในเส้นทาง กระบี่-พังงา เป้าหมายอยู่ที่โรงเรียนเยาววิทย์ และกลับมากระบี่ ซึ่งจะมีเส้นทางที่หลากหลาย รวมถึงเส้นทางผ่านเขานางหงส์ที่คดเคี้ยว
พูดถึงโรงเรียนเยาววิทย์ เป็นโรงเรียนที่ช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาส และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนมาต่อเนื่องยาวนาน
เป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ All-wheel drive มอเตอร์ไฟฟ้า โดยหลัก ระบบออกแบบให้มอเตอร์หลังขับเคลื่อนเป็นหลัก ซึ่งมอเตอร์หลังส่งกำลังผ่านเกียร์ 2 สปีด ทำให้การขับขี่ทำได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น
- กำลังสูงสุด 421 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.7 วินาที
- ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.
- อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 15-16 kWh ต่อ 100 กม.
แบตเตอรีเป็นชนิด 800 โวลต์ ความจุ 85 kWh แบบเดียวกับที่ใช้ใน CLA 250+ ระยะทางการขับขี่สูงสุด 616 กม. ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP
การชาร์จกระแสตรง (DC Charging) สูงสุด 320 kW
- ชาร์จ 10-80% ในเวลา 22 นาที
- ชาร์จ 10 นาที จะช่วยเพิ่มการขับขี่ได้ 255 กม.
การชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charging) สูงสุด 22 kW
- ชาร์จ 0-100% ประมาณ 4 ชม. 45 นาที
มีโหมดการขับขี่ Eco, Comfort, Sport และ Indiidual และหากขับขี่นอกถนน ก็มีโหมด Terrain ให้ใช้
โหมดนี้ จะปรับการทำงานของระบบขับเคลื่อน พวงมาลัย และเบรกให้เหมาะกับสภาพเส้นทางในช่วงเวลานั้น ติดตั้งกล้องมองภาพรอบคันแบบ 360 องศา และฟังก์ชัน Transparent Bonnet หรือการจำลองภาพใต้รถให้เห็นถึงสิ่งกีดขวาง และสภาพพื้นผิว
และไม่ได้จำลองแค่ช่วงใต้รถด้านหน้าเท่านั้น แต่ GLC EV จำลองให้เห็นตลอดทั้งคัน
การขับขี่ใช้โหมด คอมฟอร์ท ก็เพียงพอและสนุกแล้ว แต่ถ้าอยากให้เร้าใจเพิ่มขี้น จะเลือกโหมดสปอร์ตก็ได้ และจะมาพร้อมเสียงจำลองที่ดุดันขึ้น
จุดเด่นของรถ ก็คือ การเซ็ตการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ตอบสนองได้ลื่นไหล และนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮากแบบผู้ขับสนุกคนเดียว แต่ผู้โดยสารไม่สบายตัว แต่จีแอลซี จะเป็นแบบออกตัวหรือเพิ่มอัตราเร่งแบบรวดเร็ว แต่ไม่รุนแรง และการไล่ความเร็วขึ้นไปที่ความเร็วสูงทำได้ต่อเนื่อง
และจังหวะการปรับเปลี่ยนความเร็วหรือเปลี่ยนแบบทันทีทันใด เช่น หาจังหวะแซงบนเขานางหงส์ จะรับรู้ได้ถึงการกระจายแรงบิดไปล้อต่าง ๆ ที่เนียนมากครับ รถยังนิ่ง ควบคุมได้ง่าย
เช่นเดียวกับการควบคุมรถบนเขา ช่วงล่างเซ็ทมาดี การยึดเกาะถนน ยึดเกาะโค้งทำได้นิ่ง เข้าออกได้เนียน ๆ ไม่รับรู้ถึงอาการโอเวอร์ สเตียร์ หรือ อันเดอร์ สเตียร์ ให้ต้องแก้อาการแต่อย่างใด
ส่วนการขับบนถนนทั่วไป ก็นิ่ง ๆ คุมรถได้ง่าย ๆ สบาย ๆ ขับเพลิน กินลมชมวิวได้
เป็นการเซ็ทช่วงล่างที่เป็นมิตรกับทุกฝ่ายครับ คนขับขับได้สนุก คนนั่งก็สบายตัว จากการดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่ดี และการโยนตัวที่น้อย
พวงมาลัยน้ำหนักดี แม่นยำ มีระยะฟรีเล็กน้อย ช่วยให้คุมรถผ่านโค้ง เขา ได้เนียนๆ และหากอยากให้กระชับมากขึ้น เลือกใช้โหมดสปอร์ต
แม้ว่าหลายช่วงของการขับ เป็นการขับฝ่าสายฝนก็ตาม
การรีเจนฯ หรือ ชาร์จคืนพลังงาน สามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง โดยแป้นควบคุมหลังพวงมาลัย แบบแพดเดิล ชิฟท์ นั่นแหละครับ ซึ่งก็เซ็ทมาได้มีความเป็นธรรมชาติ หรือจะเลือกโหมด intelligent ก็ได้ ซึ่งโหมดนี้จะช่วยรักษาระยะห่างจากคันหน้าให้ด้วย
โดยรวม จีแอลซี เป็นรถที่น่าสนใจ สำหรับใครที่ชื่นชอบอีวี ที่รุนแรง แต่มีอารมณ์ขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการทำความเร็ว คอนโทรลรถ หรือ การเบรก และห้องโดยสารมีความกว้างขวาง มีพื้นที่เก็บของให้ใช้งาน ทั้งด้านท้าย และหน้ารถที่เรียกว่า Frunk ความจุ 128 ลิตร และเพิ่มความสะดวกด้วยการสามารถเปิดได้โดยการกดที่โลโก้บนฝากระโปรงหน้าได้เลย
ทีนี้ก็ลุ้นราคาว่าจะอยู่ที่เท่าไร โดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ระบุว่า ไม่เกิน 3.7 ล้านบาท แต่ถ้าให้เดาผมว่าน่าจะอยู่ที่ 3.45 ล้านบาท
เดานะ เป็นการเดานะครับ
ดึงอารมณ์เก่า มาเล่าผ่านเรื่องราวใหม่
จุดน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง นอกจากเป็นรุ่นแรกของแพลตฟอร์มใหม่ ก็คือ จีแอลซี อีวี เป็นรุ่นแรกที่ใช้ภาษาดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า Welcome Home Concept เป็นการดีไซน์โดยดึงเอาอารมณ์ในอดีตมาปรับใช้ให้ได้ทั้งอารมณ์เดิม และเข้ากันได้กับยุคสมัยใหม่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กระจังหน้าที่สะท้อนบุคลิกยุค 1902 ที่มีกระจังหน้าขนาดใหญ่ สีดำ และก็เพิ่มความทันสมัยเข้าไปเรียกว่าเป็น Mercedes-Benz iconic grille with illuminated panel ประกอบไปด้วยไฟ LED เรืองแสง 942 จุด พร้อมแสดงเป็นแอนิเมชันได้ รวมถึงยิงขึ้นกำแพงเป็นลูกเล่นเพิ่มเติม
และยังมีชุดแต่ง AMG Line plus และ Night Packageไฟหน้า DIGITAL LIGHT เจเนอเรชันใหม่ เทคโนโลยี Micro-LED ที่ให้ทั้งความสว่างและความคมชัดของแสงมากขึ้น ลดใช้พลังงานลงกว่า 50%
ติดตั้งไฟสูงแบบ ULTRA RANGE High Beam ร่วมกับไฟเลี้ยวตามโค้งแบบ Cornering Light
ตัวรถยังเพิ่มความพรีเมียมกับหลังคากระจก Panoramic roof ที่มีจุดเด่นกับระบบควบคุมความเข้มแสงแบบ SKY CONTROL ที่สามารถปรับระดับความโปร่งใสได้ 3 รูปแบบ คือ แบบใส (Clear) แบบทึบแสง (Opal) และแบบลายเส้น (Motif)
การปรับระดับแสง ใช้เทคโนโลยี Liquid Crystal และเคลือบชั้นผิวแบบเพื่อลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด (IR) และป้องกันรังสี UV ได้ 99.9%
ไฮไลต์สำคัญอย่างหนึ่ง คือ เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น หน้าจอ MBUX HYPERSCREEN ขนาด 39.1 นิ้ว แบบ Seamless ยาวต่อเนื่องตลอดแนวคอนโซลหน้า ควบคุมการทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ MB.OS (Mercedes-Benz Operating System)
เทคโนโลยี AI-driven superbrain powering ระบบ MBUX Virtual Assistant เหมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ใช้การประมวลผลแบบ Multi-Agent Approach ทำหน้าที่เลือกความสามารถของ Generative AI จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Bing, ChatGPT 4 และ Google Gemini แบบ Vertex AI ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
และความร่วมมือกับ Google เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม Google Maps เพื่อเข้าถึงข้อมูลการเดินทางและสถานที่ และการอัปเดตซอฟต์แวร์ เชื่อมต่อกับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud สามารถอัปเดตระบบและฟังก์ชันใหม่ ๆ ได้แบบ Over-the-Air (OTA)
ด้านความปลอดภัย MB.DRIVE เจเนอเรชันที่ 6 ติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ MB.DRIVE ASSIST ที่รวมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เช่น
- DISTRONIC Blind Spot Assist Plus
- Lane Keeping
- Function Steering Assist
- Brake Assist
- MB.DRIVE
- PARKING ASSIST 360





