วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รักที่มีระยะใกล้เกินไปช่วง‘โควิด-19’ กับ'ดีเจอ้อย'

ช่วงไวรัสระบาด มีทั้งคนเครียดและคนอยากฆ่าตัวตาย ‘ดีเจอ้อย’ มีข้อคิดดีๆ มาฝาก...อย่าคิดยาวไป คิดสั้นๆ ทีละวัน ฝันให้ใกล้แล้วไปให้ได้ก่อน

 

 “ก่อนที่ไวรัสโควิดจะมา ปัญหาส่วนใหญ่ที่โทรเข้ามาเป็นเรื่องความรัก แต่พอโควิดมา คนมีปัญหาครอบครัวมากขึ้น เครียดและมีแรงกดดัน กลายเป็นว่าไปกดดันความรักอีกที” 

ดีเจอ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล นักจัดรายการวิทยุ คลื่นกรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม (ช่วงเวลา 15.00-19.00 น.) นักเขียน และที่ปรึกษาความรักในรายการ Club Friday (คลับฟลายเดย์) กล่าว 

ไม่ว่าวัยไหน เพศสภาพใด หากมีโอกาสคุยกับคนคิดบวกเช่นเธอ จะรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย แม้จะไม่ได้คำตอบสำเร็จรูป แต่ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตมีทางเลือก โดยเฉพาะเรื่องความรักที่ไม่ลงตัวช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด 

ดีเจอ้อย บอกว่า ช่วงนี้คนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน และเธอก็เช่นกัน ตอนนี้อยู่บ้านที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และกำลังทำตามนโยบาย อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ซึ่งช่วงนี้หลายครอบครัว ต้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ใกล้กันมาก ก็มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นต้องปรับตัวอย่างไร

 ถ้าอย่างนั้นมาหาคำตอบจาก 9 คำถามในเรื่องใกล้ตัวของดีเจอ้อย...

 

 1.ช่วงไวรัสระบาด ปัญหาที่คนโทรเข้ามาปรึกษา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอะไร

ก่อนหน้าที่ไวรัสจะมา ปัญหาที่โทรมาปรึกษา เป็นเรื่องความรักต่างๆ นานา แต่พอโควิดมา จะปรึกษาปัญหาครอบครัวมากขึ้น มีทั้งความเครียดและแรงกดดัน ไปกดดันความรักอีกที ผู้ชายคนหนึ่งบอกว่า “งานแต่งงานต้องเลื่อนออกไป ผมไม่มีทางหาสินสอดได้แน่นอน” มีภาวะหมดกำลังใจ เพราะไม่รู้โรคระบาดจะจบเมื่อไหร่ เหมือนเวลาขับรถแล้วติดไฟแดง ยังมีตัวเลขนับถอยหลัง เรายังรู้ได้ แต่เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะไฟเขียว ปัญหาโควิดก็เป็นลักษณะนั้น หลังจากอู่ฮั่นปิดเมือง มีคนจีนหย่าร้างกันมากกว่า 300 คู่ ในอังกฤษ ญี่ปุ่น มีอัตราความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น อเมริกามีคนถูกทำร้ายจากคนในครอบครัวเฉลี่ยวันละ 5 คน

ตอนนี้คนส่วนใหญ่ปรึกษาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่มากกว่าเรื่องความรักอย่างเดียว ในเรื่องความสัมพันธ์ต้องมีระยะห่าง การอยู่ร่วมกัน ยังต้องมีโลกส่วนตัว โลกส่วนเรา และโลกส่วนรวม ไม่ใช่ว่า ทำงานที่บ้านจะมีแต่โลกส่วนตัว หรือโลกส่วนเราตลอด ต้องเว้นระยะพื้นที่ของตัวเอง

เคยได้ยินเรื่องนี้ไหม ให้เราดูแลความรักเหมือนเม่น ใกล้กันมากไป หนามจะทิ่มกัน เราต้องมีระยะความพอดี หรือมีคนบอกว่า รักกันเป็นลมหายใจของกันและกัน ยุคนี้ไม่ใช่แล้ว เราต่างมีลมหายใจของตัวเอง แค่มีความสุขในการหายใจใกล้ๆ กัน พอแล้ว ไม่อย่างนั้นอาจเข้าไปเบียดในบางพื้นที่ คนที่มาปรึกษา ไม่ว่าปัญหาความรักหรือครอบครัว เขามีคำตอบอยู่แล้ว เพียงแค่หาคนรับฟัง  เพราะทุกคนต่างมีความเดือดร้อนในมุมของตัวเอง ครั้งนี้เราต้องรอด นี่คือสงคราม(โรคระบาด) อย่างน้อยๆ เรายังมีอาหาร แย่สุดมีขนมปัง ไข่ไก่ให้กิน ถ้าเป็นสงคราม เราต้องอยู่ในหลุมหลบภัย ไม่มีไฟฟ้า ไม่ของกิน ไม่มีน้ำ 

   20200424140306036

 

2. ความกดดันหลายๆ ด้าน ทำให้ความรักพังไปด้วย ? 

เวลาที่เราอยู่กับใครนานๆ แล้วมีแรงกดดันเรื่องเศรษฐกิจ ทุกเรื่องในครอบครัวกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อก่อนต่างคนต่างทำงาน เจอกันตอนเย็น ใช้เวลาในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนเรา แต่พอต้องอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ การใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารัก 24 ชั่วโมง เราจะรู้เลยว่า ทำไมบางเรื่องคุยกันไม่รู้เรื่อง ทำไมเธอเปลี่ยนไป ทำไมหงุดหงิดมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผลจากเศรษฐกิจรอบๆ ตัว เอาแค่ว่าจะเปิดหรือปิดแอร์ บางบ้านเป็นปัญหาเลย แค่นี้ก็ทำให้คนสองคนมีปัญหากัน

 

3. ไม่ว่าจะรักกันแค่ไหน แต่การใช้ชีวิตด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ก็มีปัญหาเหมือนกัน ? 

ใช่ค่ะ ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยปรับตัวมาก่อน การใช้ชีวิตแบบนี้กลายเป็นเรื่องยาก นอกจากปัญหาสามีภรรยา ยังมีปัญหาลูกๆ กับพ่อแม่ จากที่เมื่อก่อนไปทำงานกลับมาก็แยกย้ายนอนในห้อง พอลูกๆ ต้องหยุดทำงานที่บ้าน พ่อแม่ก็ดีใจ ทำอาหารเสร็จอยากให้ลูกรีบกิน ลูกก็บอกว่า “เดี๋ยวหิวไปกินเอง ทำงานก่อน”  ปัญหามีความหลากหลายเยอะขึ้น 

เคยมีคนตั้งคำถามว่า ปัญหาความรัก เกิดจากห่างเกินไปหรือใกล้ไป เราบอกว่า ไม่ใช่ระยะห่าง แต่เป็นความพอดีมากกว่า ห่างเกินไปก็ห่างเหิน ใกล้ไปก็ล้ำเส้น อบอุ่นจนไปแตะเส้นอึดอัด เราต้องเรียนรู้โจทย์ใหม่ที่โหมมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งๆ ที่มนุษย์ปรับตัวเก่ง แต่พอไม่มีเงินก็มีแรงกระแทก ตอนนี้จึงมีข่าวคนฆ่าตัวตายมากขึ้นเรื่อยๆ

 

4. เหนื่อยไหมที่ต้องรับฟังทุกวัน

ไม่เลย ชีวิตเรามาถึงจุดคุ้มทุนแล้ว กว่าจะเรียนจบ พ่อแม่เกือบส่งเงินไม่ไหวเรามีน้องอีกสองคน ผ่านจากจุดนั้นมาจุดนี้ ได้ทำงานที่ตัวเองรักมากว่า 20 ปีคุ้มแล้ว จึงภูมิใจที่มีคนไว้วางใจเล่ามุมอ่อนแอของตัวเองให้ฟัง สิ่งที่พูดเสมอคือ เราเป็นได้แค่กองเชียร์ แต่ทุกคนคือกองหน้า ต่อให้เราเชียร์ให้ตาย ถ้าไม่ลุยก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเขาพร้อมจะลุยแล้วเราเชียร์ ก็มีพลัง

 

5. อยากให้ยกตัวอย่างปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวในช่วงไวรัสระบาดสักนิด ? 

ปัญหาระหว่างแม่กับลูก พอลูกต้องทำงานที่บ้าน คนที่เป็นแม่ก็รู้สึกว่า ลูกกลับมาเป็นของฉันอีกครั้ง กิจวัตรคือ เช้าๆ จะปลุกลูกให้ตื่น ทั้งๆ ที่ลูกนอนดึก หรือบังคับให้กินข้าวพร้อมกัน  น้องที่มาปรึกษาก็ถามว่า เขาควรกลับไปอยู่คอนโดเหมือนเดิมไหม รู้สึกไม่มีพื้นที่ส่วนตัวเลย เราก็บอกว่า ปัญหาของพ่อแม่คือเราเปลี่ยนท่านไม่ได้ ไม่มีใครทำตำราเปลี่ยนพ่อแม่ให้ได้ดั่งใจลูก

เราบอกอีกว่า นาฬิกาของคนทำงานกับนาฬิกาของคนที่รออยู่ที่บ้าน เดินไม่เท่ากัน ตอนที่ลูกไปทำงาน พ่อแม่รอว่าเมื่อไหร่ลูกจะกลับ คนเป็นลูกที่ใช้ชีวิตในคอนโด จะต่างจากลูกที่อยู่ติดบ้าน แม่ทำอะไรให้กินก็กิน เพราะอยากให้แม่สบายใจ

ถ้าอย่างนั้นช่วงเดือน สองเดือน ที่มีโอกาสอยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน ลองกลับมาเป็นผู้ให้ ปรับทัศนคติว่า ชีวิตคนเราไม่รู้จะจากกันเมื่อไหร่ มีคนจากกันทุกวัน แต่เรายังมีวันที่เจอกัน บางเรื่องไม่ได้ดั่งใจเราหรอก เมื่อเราพูดแบบนี้ น้องที่โทรมาบอกว่า ผมสบายใจขึ้นที่ได้คุย ผมจะปล่อยให้แม่มีความสุขสักพักที่ผมอยู่ด้วย

ถามว่าเราแก้ปัญหาให้เขาได้ไหม...ไม่เลย แต่เราทำให้เขาเห็นอีกมุม ชีวิตไม่ได้แย่ที่จะกินข้าวพร้อมกันทุกวัน ก่อนหน้าที่โรคระบาดจะมาเราไม่เคยทำอย่างนั้น เราต่างคนต่างมีวิถีของตัวเอง เจอกันเมื่อพร้อม แต่วันนี้ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่พร้อม ก็ต้องเจอกัน เป็นวิกฤติที่เราต้องรับมือ นอกเหนือจากโรคระบาด

 

6. ถ้าให้บอกบางอย่างกับคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย คุณอยากบอกอะไร

เวลาดูข่าว สื่อจะบอกว่า คนที่คิดฆ่าตัวตาย คือคนคิดสั้น จริงๆ แล้วเราคิดว่า คือคนคิดยาว คิดสารพัดเรื่องราว บางเรื่องยังไม่เกิดขึ้นก็คิด ถ้าคิดสั้นๆ วันนี้เอาให้รอดก่อน  คิดทีละวัน รอดทีละวัน แต่เราก็เคารพสิทธิในการตัดสินใจ แค่จะบอกว่า ในที่สุดเรามีลมหายใจสุดท้ายเหมือนกัน ถ้าเราไปดูคนป่วยในโรงพยาบาล เราจะเห็นคนดิ้นรน เพื่อที่จะมีลมหายใจต่อไป ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจเรายังสู้ไหว ยังเดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าเราตัดสินใจจบชีวิต เราลืมมองคนใกล้ๆ คนที่ร้องไห้มากที่สุดทรมานกว่าคนที่จากไป คนตายจบตรงนั้น ไม่เจ็บแล้ว แต่คนที่อยู่เหมือนตายทั้งเป็น อยากบอกว่า อย่าคิดไปไกล คิดทีละวัน บางทีฝันให้ไกลไปให้ถึง มันเหนื่อย ฝันให้ใกล้แล้วไปให้ได้ก่อน

อย่างตอนนี้เราจัดรายการวิทยุที่บ้าน บางวันตั้งใจว่า วันนี้เราจะกินข้าวด้วยเงินที่น้อยที่สุดไม่ถึงร้อยบาท ลองทำก็สนุกดี ได้เห็นว่าก่อนหน้านี้มีสิ่งที่เกินความจำเป็นเยอะ ลองตั้งเป้า โดยไม่บีบคั้นตัวเอง เพียงแค่ว่าลองคิดอะไรให้เยอะขึ้น กินแค่จำเป็นก็อยู่ได้แล้ว

 

7. ตอนนี้สังคมต้องการผู้ให้มากขึ้น มีคำแนะนำไหม

ไม่ว่าจะส่งพลังเงิน ส่งอาหาร สิ่งที่เคลือบอยู่ในนั้นคือ พลังใจ พวกเราเองก็ชวนกันโอนเงินช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนอยู่เหมือนกัน บางเรื่องเราแบ่งปันได้ ช่วงนี้เราไม่ต้องเสียเงินเดินทางไปทำงาน ก็แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ แบ่งกันทำ

ยิ่งเจอโรคภัย การให้ยิ่งสำคัญ แล้วการให้จะทำให้เราเห็นว่า เรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน มีลมหายใจเข้าและออกเหมือนกัน ถ้าชีวิตเราโชคดีกว่าคนอื่นหน่อย ถ้าเราเป็นผู้ให้ เราชื่นใจ เพราะมันสามารถต่อชีวิตคนอื่นได้ บางคนไม่ให้เป็นตัวเงิน ก็ให้เลือดที่กำลังขาดแคลน ทุกอย่างของการให้ทำให้คนมีความสุข การให้ไม่ได้วัดกันที่ราคา แต่วัดกันที่คุณค่าของการเป็นคนอยากให้ คนไทยมีความเป็นผู้ให้สูงมาก และปรับตัวเก่ง วิกฤติแต่ละครั้งที่ผ่านมาไม่ง่ายเลย เราก็รอดกันได้ มั่นใจว่าครั้งนี้เราก็ต้องผ่านไปด้วยกันได้

 

8. ช่วงนี้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเยอะไหม

ก็จัดรายการวิทยุที่บ้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเราก็เป็นคนที่มรณานุสติตลอดเวลา เพราะคุณแม่ไม่แข็งแรงเข้าโรงพยาบาลบ่อย ต้องเก็บเงินไว้เผื่อคนที่เรารักเมื่อเขาเจ็บไข้ได้ป่วย เรายังใช้เสียงทำงานได้ มีบางคนบอกว่าให้สัมภาษณ์ศิลปินดารา ตอบปัญหาความรักหรือให้กำลังใจผ่านไลฟ์สดได้ไหม

 

9. ตอนนี้มีความสุขกับเรื่องใดบ้าง

อาจดูเป็นนางงามหน่อยนะ มีความสุขกับการเป็นผู้ให้ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คนๆ หนึ่งได้ทำงานที่ตัวเองรักมานาน 20 ปี มีคนจ้างให้ทำงาน มันที่สุดแล้ว เมื่อก่อนบ้านไม่เคยมีที่จอดรถ ไม่เคยคิดว่าจะมีรถใช้ เราสามารถพาพ่อแม่เดินทางโดยเครื่องบินได้ เป็นความหวังในอดีต พอทำได้แล้ว ที่เหลือคือโบนัสทั้งหมด เพราะชีวิตก็ไม่ได้หวือหวา กระเป๋ารองเท้าใบเดิมๆ ลิปสติกฟรีตลอด มีคนซื้อให้ เคยมีคนถามว่า พี่ชอบใช้สีนี้หรือ เราก็บอกว่า ใครให้สีอะไรก็ใช้อันนั้น