วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

เศรษฐกิจติดเชื้อ ‘COVID-19’ มุม‘ปิติ ศรีแสงนาม’

เศรษฐกิจพังแล้ว จะทำอย่างไรต่อ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่มีหนทาง...

  สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส ‘COVID-19’ สร้างความเดือดร้อนให้คนทั้งโลก นอกจากทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ ยังทำให้คนบาดเจ็บล้มตาย จนยากจะประเมินความเสียหาย ถ้าอย่างนั้นลองอ่านมุมคิดของ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการ ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เศรษฐกิจบ้านเราจะไปต่ออย่างไร...

IMG_0036 (1)  

1.ตอนนี้เศรษฐกิจเน่าแล้ว ?

ผมมองว่า ไวรัสโควิด-19 มีผลกระทบสองอย่าง คือ เศรษฐกิจ ส่วนอีกข้อคือ เรื่องชีวิตมนุษย์กับปัญหาสาธารณสุข สิ่งที่ผมเห็นตอนนี้คือ โมเดลที่ใช้ทางด้านสาธารณสุขมีหลายโมเดล โมเดลไหนก็ตามที่เกี่ยวกับสาธารณสุข ล้วนแล้วแต่ทำให้เศรษฐกิจพังทั้งนั้น

โมเดลแรกคือ โมเดลแบบจีนที่ประสบความสำคัญมากที่สุด คือปิดเมือง และให้บริษัทห้างร้านหยุด เปิดเฉพาะธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อชีวิต แล้วให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน จำกัดว่าออกมาได้สัปดาห์ละสองครั้ง ครอบครัวหนึ่งออกมาได้ 1-2 คนเหมือนที่เมืองอู่ฮั่นทำ ซึ่งเขาสามารถจัดการได้ภายในสองเดือนครึ่ง ทั้งๆ ที่อู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจตอนกลางของจีน เขายอมให้เศรษฐกิจพัง เพื่อให้เวลาฟื้นฟู ป้องกัน ควบคุม ไวรัสที่มีผลร้ายอันเกิดจากวิกฤติสาธารณสุข

แต่ไทยใช้โมเดลแบบเปิดครึ่งหนึ่ง ปิดครึ่งหนึ่ง ไม่มีความแน่นอน สถานศึกษา บริษัทห้างสรรพสินค้าปิด พนักงานก็ยังต้องออกมาทำงาน ยังไงเศรษฐกิจก็พังไปแล้ว เพราะไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มประสิทธิภาพ ธนาคารประเทศไทยประมาณการติดลบกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)ในปีนี้ การใช้โมเดลเปิดๆ ปิดๆ แบบนี้ นอกจากเศรษฐกิจพัง สาธารณสุขก็ควบคุมไม่ได้ด้วย ก็เลยกลายเป็นพังทั้งสองด้าน

ส่วนอีกขั้วคือ แบบอเมริกา ไม่สนใจสาธารณสุขเลย สนใจแต่เรื่องเศรษฐกิจ นอกจากประธานาธิบดีบ้าบอพยายามซื้อทรัพย์สินทางปัญญาบริษัทเคียวแวค เพราะคิดว่าสามารถคิดค้นวัคซีนและยารักษาไวรัสโควิดได้ ถ้าทำได้ทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นของอเมริกา เพื่อจะได้เป็นเจ้าตลาดของเหตุการณ์วิกฤติครั้งนี้ ทรัมป์ก็ถูกประณามหยามเหยียบ เพราะมันเป็นเรื่องมนุษย์ธรรม

แล้วไทยจะเลือกวิธีการบริหารงานแบบโมเดลไหน ถ้าเลือกแบบจีนต้องไปให้สุด เพราะแรกๆ คนทั้งโลกก็มองว่า จีนคือตัวปัญหา แต่ตอนนี้ไม่ใช่ตัวปัญหาแล้ว และจีนจะสามารถขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกในครั้งนี้

ซึ่งครั้งนี้เห็นได้ว่า ประเทศในยุโรปไม่ได้ใช้นโยบายที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเลย ทั้งๆ ที่มีความสัมพันธ์ร่วมกันทุกมิติ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง วัฒนธรรม แต่พอเจอวิกฤติ ทุกประเทศในเครือใช้วิธีปิดประเทศ ไม่ช่วยเหลือใดๆ กันเลย อิตาลีก็ได้เห็นธาตุแท้ของประเทศแถบยุโรป เวลาที่ประเทศเขาลำบาก ไม่มีใครส่งความช่วยเหลือมาเลย ขณะที่จีนช่วยเหลืออิตาลี ทำให้อิตาลีเอาธงสหภาพยุโรปลง แล้วเอาธงจีนชักขึ้น

 

 

2. หลังเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 มหาอำนาจจะเปลี่ยนเป็นจีนไหม

แน่นอน บทบาทของจีนที่จะขึ้นเป็นมหาอำนาจโดดเด่นมาก และได้รับการยอมรับบนเวทีโลก

 

 

3. เศรษฐกิจพังแบบนี้ จะเดินต่อไปอย่างไร

ในทางเศรษฐกิจ สี่ปัจจัยในการผลิตคือ ที่ดิน ทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ ที่ผ่านมาคนที่แบกรับคือ ผู้ใช้แรงงาน มักจะถูกกดค่าแรง เวลามีปัญหาก็ปลดคนงาน ทำให้พวกเขาได้รับผลตอบแทนน้อย ยิ่งจนลงๆ ส่วนเจ้าของที่ดิน เจ้าของทุน เจ้าของกิจการ คนเหล่านี้ไม่เคยผิดหวังอะไร

ถ้าประเทศจะไปรอด เจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งสามรูปแบบ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ค่าเช่าที่ดินเคยลดให้คนรากหญ้าบ้างไหม ถ้าไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ จะเกิดช่องว่างมากขึ้นๆ และไวรัสไม่เลือกว่า จะเป็นคนจน คนรวย คนแก่หรือเด็ก เวลามีคนติดเชื้อ มันแพร่เชื้อได้หมด คนขับรถกับเจ้านายก็ติดเชื้อกันได้ คนใช้แรงงานและเจ้าของทุนที่กดค่าแรงไว้ ก็ติดกันได้ 

คงถึงเวลาต้องปฎิรูปจริงจัง แต่ยากมาก ลองนึกดูกฎหมายที่ดินและกฎหมายมรดก พูดมาตั้งแต่สมัยปรีดี พนมยงค์ ทุกวันนี้ยังทำไม่ได้ ประเทศพัฒนาแล้ว มีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนน้อยกว่าเรา เกาหลีอาจมีช่องว่างแบบนี้เหมือนเรา อย่างในหนัง Parasite ตีแพร่เรื่องราวในสังคม แม้กระทั่งกลิ่นคนจนก็ถูกรังเกียจ

จำได้ว่า หลังจากร.ศ. 112 ประเทศไทยถูกดิสรัป มีการล่าอาณานิคม แล้วประเทศก็พัฒนาเจริญก้าวหน้าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนปัญหาตอนนี้อยู่ที่ว่า การแพร่เชื้อไวรัสโควิดจะลากยาวแค่ไหน ถ้าลากยาวมากๆ ก็จะเกิดการปฎิรูป เมื่อชนชั้นล่างทุกข์แสนสาหัส ชนชั้นนำหรือคนรวยเดือดร้อนน้อย แต่ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ถึงเวลาที่คนร่ำรวยต้องเปลี่ยนแปลง สละความมั่งคั่งความสบายส่วนตัวบ้าง

 

 

4.ถ้าชนชั้นแรงงานไม่มีกิน แล้วจะทำยังไง

คนที่แบกรับทุกอย่างและเสียสละตลอดมาคือ ชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ถ้าคนใช้แรงงานและมนุษย์เงินเดือนไม่มีกิน ชนชั้นผู้ประกอบการก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เมื่อถึงตอนนั้นการปฏิรูปจะเกิดขึ้น แต่เป็นการปฏิรูปแบบเจ็บปวด ตอนร.ศ. 112 ไทยเสียดินแดนไป 1 ใน 3 ของประเทศ แต่ตอนนี้คนที่คุมเศรษฐกิจทั้งหมดคือคน10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ

 

 

5. แล้วอะไรคือความหวัง

ความหวังคือ ขอให้การแพร่ไวรัสตัวนี้ผ่านไปเร็วๆ และผู้บริหารประเทศมีภาวะผู้นำ ผมอยากเห็นทุกภาคส่วนช่วยเหลือกันจริงๆ อย่างเมื่อหลายสัปดาห์ที่แล้ว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคเพื่อไทย เสนอแนวทางการแก้ปัญหาไวรัสโควิด อีกหลายภาคส่วนและหลายพรรคที่เสนอทางออก ถ้าภาครัฐพร้อมที่จะเอาคนเหล่านี้ไปทำงานเฉพาะกิจ เพื่อให้ประเทศรอด ก็ทำได้ เพราะตอนนี้ทั่วโลก ยกเว้นไทยกับอเมริกา ไม่มีใครเอาเรื่องไวรัสมาเล่นการเมือง แต่ผู้นำทางการเมืองของเรามีนิสัยแบบทหารคือ ไม่ฆ่าเพื่อน ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน

 

 

6. เศรษฐกิจในเอเชียจะไปต่ออย่างไร

ผมขอใช้คำพูดของวีระ ธีะภัทร บอกว่า ในสังคมโลกมีทั้งประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศด้อยพัฒนา และประเทศกำลังพัฒนา เขาบอกว่า ถ้าประเทศไทยไม่ทำอะไรเลย จะกลายเป็นประเทศพัฒนาไม่ได้ ก็ติดกับดักแบบนี้ เพราะวิธีที่จะพ้นจากรายได้ระดับกลางได้ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ถ้ายังคิดแบบรายได้ระดับกลาง แล้วคุณจะกลายเป็นประเทศรายได้ระดับสูงได้ยังไง

 

 

 7. ถ้าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องทำอย่างไร

ปัญหาตอนนี้มีสองอย่างคือ ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ กับปัญหาที่แก้ได้ 

กรณีการระบาด ถ้าเอาปัญหาทั้งโรคระบาดและปัญหาอื่นๆ มาสุมรวมกัน คุณจะแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องปลดล็อคเป็นเรื่องๆ ไปอย่างวิกฤติโควิด เป็นปัญหาซับซ้อนระหว่างปัญหาสาธารณสุขกับปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าสุมสองปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาสังคมกับปัญหาการเมืองจะตามมา

วิธีแก้คือ ต้องแก้ปัญหาสาธารณสุขให้ได้ก่อน เมื่อทุกอย่างนิ่งพอ ปัญหาเศรษฐกิจจะค่อยๆ แก้ได้ ตอนนี้ปัญหาสาธารณสุขยังแก้ไม่ได้ แล้วมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็ยุ่งอีก ต้องหยุดความสับสนเรื่องสาธารณสุขให้ได้ก่อน 

สิ่งที่ต้องทำคือ ปิดเมือง ล็อคดาวน์ แล้วปูพรมตรวจผู้ติดเชื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนเกาหลีหรือไต้หวัน ตอนนี้เรามีเวชภัณฑ์ชุดละสี่ร้อยกว่าบาท น่าจะเร่งผลิตแล้วตรวจให้มากที่สุด ถ้าไม่มีการตรวจ แล้วทุกคนบอกว่า ฉันแข็งแรงดี ไม่ติดเชื้อ ออกไปเที่ยวไปกิน คนเหล่านี้ก็จะเป็นตัวแพร่เชื้ออีก และเวลาตรวจ แบบสอบถามก็ควรใช้ภาษาชาวบ้านๆ ออกมาก่อน คัดกรองให้ได้จริงๆ แก้ปัญหานี้ก่อน