"สศช." ชี้หนทางสู่ประเทศรายได้สูง ต้องปรับโครงสร้างการผลิตแบบ "ถอนรากถอนโคน" เน้นต่อยอดอุตสาหกรรมที่เชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับการเปิดรับอุตสาหกรรมใหม่ และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center ทั้งนี้ ต้องใช้โอกาสการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่น-ดึงดูดการลงทุนในฐานะ "Trusted Hub" และ "Safe Zone" ของห่วงโซ่อุปทานโลก
ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากสุดเป็นประวัติการณ์ เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะวิกฤติครั้งใหม่ ขณะที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ที่เป็นความท้าทายมาก
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สะท้อนถึงความจำเป็นที่ประเทศต้องเร่งเปลี่ยนผ่านทั้งด้านพลังงาน การเปิดรับอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมต่อยอดและยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ตลอดจนการใช้เวทีประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings วันที่ 12-18 ต.ค.2569 เพื่อสื่อสารว่าไทยเป็นฐานที่มั่นปลอดภัยแห่งใหม่พร้อมเป็นตัวเลือกให้นักลงทุน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า วาระสำคัญที่ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ประจำปี IMF และ World Bank ในแนวคิด “Thailand New Horizon” เป็นประตูให้ไทยแสดงศักยภาพนวัตกรรมการเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มชำระเงินทันสมัย ตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อแก้ปัญหาภูมิอากาศ และเศรษฐกิจอายุยืน
รวมทั้งเป็นเวทีพิสูจน์ให้โลกว่าไทยคือ “Trusted Hub” และ “Safe Zone” ของห่วงโซ่อุปทานโลกแท้จริง โดยโอกาสครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นสร้างเครือข่ายความร่วมมือธุรกิจและเม็ดเงินลงทุนใหม่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ “ขอบฟ้าใหม่” อย่างยั่งยืน
“ไทยเป็นพันธมิตรกับทุกคน นอกจากศักยภาพในอนาคตแล้วยังเป็น safe zone หรือเป็น trusted hub ให้ภาคธุรกิจ ดังนั้นเป็นโอกาสดีที่ดึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่เคยตั้งสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ รวมถึงในตะวันออกกลาง เพื่อนำมาอยู่ในไทย” นายดนุชา กล่าว
ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี “ไม่เลียนแบบใคร”
อีกเป้าหมายของไทยอยู่ที่การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 12 ปี ซึ่งเป็นความท้าทายมากหากไทยไม่ปรับโครงสร้างการผลิตแบบถอนรากถอนโคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
บทเรียนอดีตชี้ว่าตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ภาคเอกชนไทยชะลอลงทุนเห็นได้ชัด และการลงทุนส่วนใหญ่เน้นขยายหรือทดแทนกำลังการผลิตเดิมไม่ใช่ลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากเสถียรภาพการเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญในการวางรากฐานระยะยาว
ข้อดีของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยคืออุตสาหกรรมไทยมีความหลากหลาย ไม่พึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งอย่างเดียว โดยความหลากหลายทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกดีที่สุดเมื่อต้องเผชิญความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ดังนั้นต้องเริ่มต้นจากการนำสิ่งที่เชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ มาต่อยอดและยกระดับ อย่างการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม Future Food อาหารทางการแพทย์
“ไทยไม่จำเป็นต้องมีโมเดล เพราะแต่ละประเทศมีบริบทไม่เหมือนกัน อย่างไต้หวันไม่มีโมเดลอะไรซับซ้อน แต่เขารู้และมองออกว่าสิ่งที่จะพาประเทศเดินหน้าคืออะไร ซึ่งเขาทำถูกต้องและมองออกว่าโลกต้องการอะไรและมุ่งตรงไปจุดนั้น เกาหลีใต้ก็เช่นกัน”
หนุนไทยต่อยอดจาก Data Center
สำหรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจ Data Center แม้ส่งผลบวกต่อตัวเลขเศรษฐกิจ แต่สร้างความกังวลการใช้น้ำและไฟฟ้ามหาศาล โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามความคุ้มค่าจากการให้สิทธิประโยชน์ภาครัฐ จากการที่ธุรกิจนี้จ้างงานต่ำและอาจไม่เกิดประโยชน์ประเทศแท้จริง
ทั้งนี้ ต้องมอง Data Center ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การต่อยอดคลาวด์และเอไอ ดังนั้น Data Center เป็นมากกว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องพยายามหาทางใช้ประโยชน์นำมาต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ
โดยการมีระบบคลาวด์และ AI ที่รันบนระบบดาต้าขนาดใหญ่ จะช่วยให้ SME ไทยเข้าถึงฐานข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจได้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่เงื่อนไขสำคัญคือ SME ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี และใช้เครื่องมือให้เป็น โดยหัวใจสำคัญคือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ต้องเข้ามาช่วยเหลือ และลงมือสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน
“ถ้าจะให้ SME โตได้ ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องมาช่วยเพราะภาครัฐช่วยฝ่ายเดียวไม่ไหว ต้องเปลี่ยนวิธีคิดทำธุรกิจ ต้องแท็กทีมกัน รายใหญ่ช่วยรายเล็ก”
ลด “ประชานิยม” เร่ง “ลงทุน” สร้างภูมิคุ้มกัน
นายดนุชา กล่าวว่า ปัญหาการพึ่งพิงพลังงานนำเข้าเป็นสิ่งที่ไทยต้องเร่งแก้ไข โดยทิศทางระยะต่อไปต้องเน้น “การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน” (Investment & Transition) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เช่น การส่งเสริมจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับผู้มีรายได้น้อย และการสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop)
ส่วนมาตรการกระตุ้นการบริโภค “ไทยช่วยไทย พลัส” รัฐบาลจัดทำขึ้นด้วยเหตุผลหลักเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจากวิกฤติพลังงาน ถึงแม้เห็นผลลัพธ์เร็วแต่ใช้เงินมหาศาลและไม่ยั่งยืน ดังนั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อดำเนินนโยบายระยะสั้นลักษณะนี้
“ก่อนหน้านี้ช่วงโควิดมีโครงการคนละครึ่ง 4-5 รอบ ต้องเรียนประชาชนว่าอย่าติดใจกับเรื่องแบบนี้มาก เพราะจะมาเฉพาะเวลาที่ควรจะต้องมา นั่นคือเวลาที่มีปัญหา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำต้องพยายามดูแลการใช้จ่ายตัวเองร่วมด้วย”
“สภาพัฒน์” มองทิศทางเศรษฐกิจระยะสั้น
นอกจากนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 แม้ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ดีกว่าตลาดคาดไว้ แต่กลับติดลบ 0.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากการเร่งนำเข้าพลังงาน
ทั้งนี้ ดุลการค้าประเทศกลับมาติดลบหลังนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 110% ในแง่ปริมาณและราคาเพราะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันขาดดุลบริการจากค่าระวางเรือ (Freight) และค่าประกันภัยที่สูงขึ้น 200-300%
ปัจจัยดังกล่าวอาจไม่ใช่สัญญาณเตือนวิกฤติเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายกังวลเพราะช่วงครึ่งปีหลังความขัดแย้งมีแนวโน้มคลี่คลายส่งผลราคาน้ำมันลดลง และมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ออกมาปลายไตรมาส 2 เริ่มส่งผลบวกต่อการบริโภคไตรมาส 3
สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัด สิ้นปีนี้อาจติดลบเล็กน้อยที่ 1.2% เนื่องจากผลกระทบสะสมไตรมาส 2 แต่โอกาสที่ GDP ไตรมาส 3 จะติดลบต่อจากไตรมาส 2 น้อยลงแล้ว และคาดว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตตามเป้าหมาย 2.2%
รื้อดัชนี MPI ปัดข้อกล่าวหา “สินค้าสวมสิทธิ์”
อีกด้านที่มูลค่าการส่งออกที่เติบโตสวนทางดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ที่เติบโตเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม 57% ต่ำสุดรอบ 24 ไตรมาส กังวลว่าไทยอาจไม่ผลิตจริง แต่เป็นทางผ่านสินค้าสวมสิทธิ์ที่ผลิตต่างประเทศเพื่อเลี่ยงภาษี (Transshipment)
ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของ สศช. กรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบความลักลั่นมูลค่าการส่งออกและ MPI เกิดจากข้อจำกัดการคำนวณ MPI ของกลุ่มตัวอย่างไม่ครอบคลุมโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เพิ่งมีฐานการผลิต รวมถึงปีฐานที่ใช้คำนวณ
สศช.ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งปรับเกณฑ์การคำนวณ MPI ใหม่ในรูปแบบ “วิธีปริมาณลูกโซ่” โดยปรับปรุงปีฐานที่คำนวณให้สะท้อนความจริงและยืดหยุ่นตามพลวัตอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าหมายเสร็จในเดือน ก.ย.2569





