วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ธปท.เตือน ‘แรงงาน’ เสี่ยง ผู้ประกอบการใช้สิทธิ ม.75 ‘หยุดกิจการชั่วคราว’ พุ่ง

ธปท.ห่วง “ตลาดแรงงานไทย” เปราะบาง แม้จ้างงานทรงตัว พบขอสิทธิหยุดกิจการชั่วคราว ม.75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มขึ้นหลังธุรกิจเลิกกิจการ ขอจดทะเบียนตั้งโรงงานใหม่ลดลง การลงทุนใหม่เลือกใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานมากขึ้น สะท้อนความเปราะบางของแรงงานน่าห่วงต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • ธปท.ห่วงความเปราะบางของตลาดแรงงาน
  • หลังพบกิจการแจ้งหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มีทิศทางเพิ่มสูงขึ้น
  • การหยุดกิจการชั่วคราวพบมากในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญการแข่งขันรุนแรง  ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องนุ่งห่ม, ผลิตภัณฑ์ยาง และพลาสติก
  • ซ้ำเติมด้วยจำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่สุทธิที่ลดลง และการลงทุนที่หันมาใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานมากขึ้น

ตลาดแรงงานเป็นหนึ่งในเครื่องชี้สำคัญที่สะท้อนความเปราะบางเศรษฐกิจไทยได้ดี โดยเฉพาะปัจจุบันแม้สัญญาณการเลิกจ้างทรงตัว แต่หากเจาะลึกไส้ตลาดแรงงานพบว่าเปราะบางมาก จากธุรกิจจำนวนมากที่ต้องปิดตัวลง เลิกกิจการ

ขณะที่การเปิดโรงงานใหม่น้อยลง สอดคล้องอนาคตการจ้างงานลดลง จากการลงทุนที่หันมาใช้เทคโนโลยีใหม่แทนแรงงานมากขึ้น ธปท.เตือน ‘แรงงาน’ เสี่ยง ผู้ประกอบการใช้สิทธิ ม.75 ‘หยุดกิจการชั่วคราว’ พุ่ง

ธปท.เตือน ‘แรงงาน’ เสี่ยง ผู้ประกอบการใช้สิทธิ ม.75 ‘หยุดกิจการชั่วคราว’ พุ่ง

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจ และการเงินเดือนก.ค.2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี และ AI ของโลก 

รวมถึงสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ลดลงชั่วคราวช่วงดังกล่าว และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่มีต่อเนื่อง เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลเครื่องชี้อุปสงค์ และอุปทานส่วนใหญ่ดีขึ้น ยกเว้นผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตลาดแรงงาน พบว่าข้อมูลการจ้างงานในระบบประกันสังคมเดือนก.ค.2569 อยู่ลักษณะทรงตัวเมื่อเทียบเดือนก่อน แต่เมื่อพิจารณาเครื่องชี้ตลาดแรงงานอื่นประกอบกัน พบตลาดแรงงานยังเปราะบางอยู่พอสมควรเป็นประเด็นที่ ธปท.กังวล

  • ธปท.เตือน ‘แรงงาน’ เสี่ยง ผู้ประกอบการใช้สิทธิ ม.75 ‘หยุดกิจการชั่วคราว’ พุ่ง ธปท.เตือน ‘แรงงาน’ เสี่ยง ผู้ประกอบการใช้สิทธิ ม.75 ‘หยุดกิจการชั่วคราว’ พุ่ง
  • ห่วงธุรกิจหยุดกิจการชั่วคราว

หนึ่งในเครื่องชี้ที่ ธปท.ให้ความสำคัญคือ จำนวนสถานประกอบการที่แจ้งหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้นพบมากในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญการแข่งขันรุนแรง ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยาง และพลาสติก

นอกจากสถานประกอบการที่แจ้งหยุดกิจการชั่วคราวเพิ่มขึ้นแล้ว ธปท.พบว่าจำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่สุทธิมีทิศทางลดลง โดยมีสาเหตุสำคัญจากจำนวนการเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจการค้า และอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ ยังพบว่ารูปแบบการลงทุนที่ผ่านมามีลักษณะลงทุนธุรกิจที่แรงงานคนน้อยเมื่อเทียบจำนวนเงินทุนระดับเดียวกันในอดีต หรือเป็น Labor-light investment

  • หากดูตลาดแรงงาน ธปท.กังวลความเปราะบางของแรงงานพอสมควร จากสถานประกอบการที่แจ้งหยุดกิจการชั่วคราวในมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันรุนแรง

รวมทั้งธุรกิจจัดตั้งใหม่สุทธิพบว่าลดลง จากการเลิกกิจการที่เกี่ยวกับการค้า อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นความน่ากังวลที่จะมีผลต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้า และยิ่งหลังๆ พบว่าเงินที่เข้ามาใช้แรงงานน้อยลงหากเทียบกับทุนเท่าเดิม ดังนั้นตลาดแรงงานยังเปราะบาง

รายงานข่าวระบุว่า มาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนดนายจ้างที่จำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราว โดยมีเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างตลอดเวลาที่หยุดชั่วคราว

  • จับภาวะ “Japanification”

ทั้งนี้ กรณีมีคำถามว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ “Japanification” ซึ่งหมายถึงภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และเงินเฟ้อต่ำหรือไม่นั้น ธปท.กล่าวว่า ตัวเลขหลายอย่างมีความคล้ายคลึงกัน แต่อาจมีที่มาที่แตกต่างกัน เพราะหากดูประเทศไทยมองว่ายังมีศักยภาพในด้านการผลิต และการบริการที่ยังใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ ซึ่งปัญหาหลายด้านของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่

โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้าง และหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง โดยมีรากเหง้ามาจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย และไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้

ดังนั้น ที่ผ่านมา ธปท.ได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ และการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ หรือ Responsible Lending อย่างต่อเนื่อง แต่หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือ การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ การปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือ Transform รูปแบบธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต ซึ่งปัจจุบันไทยใช้ศักยภาพดังกล่าวไม่เต็มที่

  • ห่วงส่งออกสินค้ายานยนต์ชะลอตัว

สำหรับภาพรวมของภาคเศรษฐกิจด้านอื่น ธปท.ระบุว่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำในเดือนก.ค.ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งได้รับแรงส่งจากกระแส AI ทั่วโลก ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวสอดคล้องกับการส่งออก
โดยมูลค่าการส่งออกขยายตัว 2.3% จากเดือนก่อน โดยสินค้าที่ขยายตัว

ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์หน่วยความจำที่ส่งออกไปยังสหรัฐ รวมถึงแผงวงจรไฟฟ้าที่ส่งออกไปยังฮ่องกง และจีน ขณะที่การส่งออกทุเรียนไปจีนยังเติบโตดี แต่การส่งออกรถยนต์ โดยเฉพาะรถกระบะไปยังตะวันออกกลางและอาเซียนปรับตัวลดลง

ด้านภาคการท่องเที่ยวมีทิศทางดีขึ้นทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว และรายรับ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.6% จากเดือนก่อนหน้า โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักเป็นตลาดระยะไกล ได้แก่ ยุโรป และตะวันออกกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวตามอุปทานการบินที่กลับมาใกล้เคียงปกติ ประกอบกับเป็นช่วงซัมเมอร์เบรกของหลายประเทศ

ทั้งนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ หรือ Short-haul ที่ไม่รวมจีนฟื้นตัวช้า จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

  • ผู้บริโภคกังวลหนี้สิน-ค่าครองชีพสูง

ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น 1.2% โดยมีแรงหนุนหลักจากการบริโภคในหมวดบริการ โดยเฉพาะโรงแรม และร้านอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาครัฐ และวันหยุดยาวช่วงปลายเดือนก.ค.

ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนปรับเพิ่มขึ้นจากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ ส่วนความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นจากมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐ และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลงในช่วงที่ทำการสำรวจ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สิน และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

ด้านภาวะเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงจากหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันโลก และมาตรการภาครัฐ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.34% โดยมีการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการในหมวดอาหารสำเร็จรูป

สำหรับค่าเงินบาทเดือนก.ค.ผันผวน โดยอ่อนค่าลงจากความกังวลเรื่องสงคราม ก่อนกลับมาแข็งค่าเดือนส.ค.ตามทิศทางเงินดอลลาร์

  • เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว

สำหรับภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจมีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังมีลักษณะที่ค่อนข้างกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี และภาคการท่องเที่ยวบางส่วนเท่านั้น ทำให้การฟื้นตัวยังไม่กระจายตัวไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง

โดยแรงส่งสำคัญที่ต้องติดตามคือ วัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี และ AI ของโลกที่จะส่งผลต่อภาคการผลิต และการส่งออก ในส่วนของภาคการส่งออกสินค้าดัชนีชี้นำการส่งออกมีแนวโน้มปรับดีขึ้นสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่ดีขึ้นหลายประเทศ ซึ่งมาจากกิจกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่ต้องติดตามความสามารถการปรับตัวของผู้ส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าอื่น

  • ธปท.เกาะติด 5 ปัจจัยเสี่ยง

สำหรับปัจจัยที่จะต้องติดตามในระยะต่อไปมีหลายประเด็น ประกอบด้วย

1.ความต่อเนื่องของวัฏจักร AI ว่าจะมีแรงส่งต่อเศรษฐกิจได้นานเพียงใด

2.สถานการณ์สงคราม และนโยบายการค้า โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกลับมาตึงเครียด และกระทบราคาน้ำมัน รวมถึงนโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ

3.มาตรการภาครัฐ โดยต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นการบริโภค และการลงทุนในระยะต่อไป

4.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ หรือ Short-haul ซึ่งยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

5.สถานการณ์เอลนีโญ ซึ่ง ธปท.คาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 ปี 2570 และจะกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์