วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักไวรัสวิทยาเตือนอย่าตระหนก ไวรัสกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ

ความ 'ไม่สมเหตุสมผล' ของข้อสรุปเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของ 'ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่' เป็น S type และ L type สายพันธุ์รุนแรง

 

จากรายงานข่าวใน 'เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์' เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่อ้างถึง คณะนักวิทยาศาสตร์ของจีนทำการวิจัยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) ที่ก่อโรค COVID-19 แล้วพบว่า ไวรัสดังกล่าวมีวิวัฒนาการออกเป็น 2 ชนิด คือ S type และ L type ซึ่งแต่ละชนิดมีอัตราการการแพร่ระบาดและการกระจายในภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน โดยชนิดแอลมีความร้ายแรงและแพร่ระบาดได้เร็วกว่านั้น

ล่าสุด ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยาชาวไทย ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Virology and Cell Technology Lab - BIOTEC' อธิบายเกี่ยวกับรายงานชิ้นดังกล่าว ในหัวข้อ 'COVID-19 กับ ไวรัสสายพันธุ์รุนแรง และ ไม่รุนแรง?' ว่า

 

"หลายท่านคงเห็นข่าวที่ออกมาว่านักวิทยาศาสตร์จีนออกมาประกาศว่าไวรัส SARS-CoV2 ที่มีอยู่ตอนนี้ "กลายพันธุ์ไปแล้ว" ตอนนี้มีสายพันธุ์รุนแรง (เรียกว่า L type) ส่วนสายพันธุ์รุนแรงน้อย (เรียกว่า S type) และ ที่น่ากังวลใจคือ มีการเสนอข่าวออกมาว่า ไวรัสชนิดรุนแรงกลายพันธุ์มาจากชนิดที่ไม่รุนแรง ทำให้หลายคนเข้าใจว่าไวรัสจะรุนแรงมากขึ้น..."

 

ดร.อนันต์ เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ (Mutation) ว่าเป็นเรื่องปกติของไวรัส ซึ่งรวมไปถึง SARS-CoV2 ทุกๆ ครั้งที่ไวรัสมีการเพิ่มจำนวนในโฮสต์ก็จะมีความผิดพลาดในการสร้างสารพันธุกรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงของรหัสพันธุกรรมไปจากเดิมตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้างเกิดขึ้นได้เสมอ

"พูดง่ายๆ คือ เราจะไม่เคยพบไวรัสที่แยกได้จาก 2 แหล่ง ที่มีรหัสพันธุกรรมเหมือนกัน 100% ในธรรมชาติเลย การเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแบบ silent คือ ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนที่ไวรัสสร้างขึ้นมา แต่บางครั้งมันอาจจะไปมีผลเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนบางตัวเช่น เปลี่ยนไปเป็น Leucine (L type) หรือ Serine (S type) ของไวรัส เหมือนที่มีคนพยายามสร้างประเด็นว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ไวรัสรุนแรงขึ้น"

 

"คำถามที่ต้องถามตัวเองหลังจากได้อ่านงานนี้ว่า เขารู้ได้อย่างไรว่าไวรัส L type จะรุนแรงกว่า S type คำตอบคือ เขานำตัวอย่างที่เก็บในผู้ป่วยอาการรุนแรงใน Wuhan ในช่วงแรกๆ มาเปรียบเทียบกับตัวอย่างผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงในช่วงระบาดหลังๆ แล้วพยายามหาความสัมพันธ์ว่า ไวรัสใน Wuhan มีอะไรที่แตกต่างจากตัวอื่น ทำไมถึงดูรุนแรง และได้ข้อสรุปว่า ไวรัส Wuhan จัดอยู่ในกลุ่ม L type ขณะที่กลุ่มอื่นเป็น S type จึงดูเหมือนว่า L type จะเกี่ยวข้องกับความรุนแรงมากกว่า" 

ดร.อนันต์ ชี้ประเด็นสำคัญว่า ในช่วงแรกของการระบาดที่ Wuhan การเก็บตัวอย่างจะเก็บเฉพาะผู้ป่วยหนัก แต่ความเป็นจริงคือ "ตอนนั้นผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงมีมากมายแต่ไม่ได้เก็บตัวอย่างไว้ ไวรัสตอนนั้นเป็นไปได้อย่างสูงว่าเป็น L type ทั้งหมด" การเลือกเอาไวรัสของผู้ป่วยหนักมาวิเคราะห์และสรุป อย่างเดียว ว่า L-type คือ 'ตัวรุนแรง' จึงเป็นการสรุปที่ไม่สมเหตุสมผล และการสรุปว่าไวรัสที่มี mutation ที่ตำแหน่งนี้จะรุนแรงขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สรุปโดยไม่มีหลักฐานอย่างหนักแน่น

"SARS-CoV2 ตอนนี้กำลังเปลี่ยนแปลงจริงๆ เป็นเรื่องปกติ แต่การกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์รุนแรง หรือ ไม่รุนแรง ยังไม่เกิดขึ้นจริง ขอให้อ่านข่าวการแปลผลด้วยความระมัดระวัง"