วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดรายได้ 10 บิ๊กอสังหาฯ ไตรมาสแรก โกยรายได้ 4.91 หมื่นล้าน กำไร 5,715 ล้าน

พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ เปิดรายได้ 10 อสังหาฯ รายใหญ่ไทย ไตรมาสแรก รวมอยู่ที่ 49,132 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 5,715 ล้านบาท นำโดย โดยแสนสิริ เอพี และ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ชี้ตลาดยังกังวลเรื่องเศรษฐกิจ-หนี้ครัวเรือน

พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ (Property DNA) ได้เปิดเผยภาพรวม รายได้รวมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย 10 บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 49,132 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 5,715 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมช่วงในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นอีกช่วงเวลาที่ยากลำบากของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ รวมถึงมีปัญหาเรื่องของหนี้ครัวเรือน มีผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้าในประเทศ แต่ผู้ประกอบการอีกหลายรายยังสามารถบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ 3 อันดับแรกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้ มีเพียง บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่สร้างผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรมากที่สุดอันดับหนึ่ง รวมถึงเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่มีรายได้เกินหมื่นล้านบาท อยู่ที่ 10,170 ล้านบาท กำไรสุทธิมากสุด 1,315 ล้านบาท

ขณะที่ในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ที่ผ่านมา กำไรและรายได้ของผู้ประกอบการมากสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสอื่นๆ จากแรงหนุนของมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 1% และค่าจดจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01% ที่มีผลบังคับใช้และสิ้นสุด ณ สิ้นเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา

เปิดรายได้ 10 บิ๊กอสังหาฯ ไตรมาสแรก โกยรายได้ 4.91 หมื่นล้าน กำไร 5,715 ล้าน

 

ทำให้มีการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่มีราคาขายต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อให้ทันต่อมาตรการนี้ แตกต่างจากช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากมาตรการอสังหาฯ สิ้นสุดลง ขาดแรงจูงใจ ผู้บริโภคจึงชะลอการตัดสินใจซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์ต่างๆ 

ชี้มาตรการรัฐปลุกอสังหาฯ ยอดโอนเพิ่ม กระตุ้นต่อจีดีพีอีก 1.8%

นายสุรเชษฐ์ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ (Property DNA) ฉายภาพว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดอสังหาฯ ของรัฐบาลที่ประกาศออกมาเมื่อช่วงวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณบวกที่ดีช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสสอง ส่วนช่วงไตรมาสแรก รายได้และกำไร มาจากการดำเนินการของผู้ประกอบการแต่ละรายผ่านการจัดโปรโมชันหรือนโยบายส่งเสริมการขายของแต่ละองค์กร

สำหรับการขยายเพดานของมูลค่าที่อยู่อาศัยที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้จากเดิม 3 ล้านบาท ขึ้นไปถึง 7 ล้านบาทต่อยูนิต ทำให้ครอบคลุมสินค้าถึง 85% ของตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศ จึงประเมินว่าจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2567 มากกว่าปีก่อนหน้านี้ ประมาณ 5% – 6% คิดเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มากถึง 1.1 ล้านบาท กระตุ้นต่อจีดีพี ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.8% 

"ประเมินผู้ประกอบการที่สร้างรายได้เข้ามาแล้วในระดับสูงอย่างแสนสิริ จึงมีโอกาสครองอันดับหนึ่งไปจนถึงสิ้นปีนี้อีกครั้ง แต่ผู้ประกอบการทุกรายยังมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นในปีนี้จากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลและการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่มีแนวโน้มเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง"

แนะการปรับตัวของธุรกิจในปีนี้

ภาพรวมการดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ในปี 2567 ผู้ประกอบการควรปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้ง

  • ใช้ความระมัดระวังในการบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเอง
  • บริหารจัดการสต็อกคงค้างในส่วนของบริษัทให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาล พร้อมบริหารการเปิดขายโครงการใหม่ให้ต่อเนื่อง
  • บริหารความเสี่ยงในส่วนของกำลังซื้อหรือผู้ที่สนใจจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง จึงเห็นว่าผู้ประกอบการหลายรายได้เริ่มออกมาตรการและนโยบายมาช่วยเหลือผู้ซื้อ ทั้งเรื่องของการให้ความรู้ ทำความเข้าใจขั้นตอนและกระบวนการในการขอสินเชื่อจากธนาคาร รวมไปถึงการทำ Pre-Approve ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการเซ็นสัญญาซื้อ-ขาย และการให้เช่าอยู่ก่อนซื้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหลายรายให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในปีนี้