พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ เปิดรายได้ 10 อสังหาฯ รายใหญ่ไทย ไตรมาสแรก รวมอยู่ที่ 49,132 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 5,715 ล้านบาท นำโดย โดยแสนสิริ เอพี และ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ชี้ตลาดยังกังวลเรื่องเศรษฐกิจ-หนี้ครัวเรือน
พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ (Property DNA) ได้เปิดเผยภาพรวม รายได้รวมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย 10 บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 49,132 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 5,715 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมช่วงในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นอีกช่วงเวลาที่ยากลำบากของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ รวมถึงมีปัญหาเรื่องของหนี้ครัวเรือน มีผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้าในประเทศ แต่ผู้ประกอบการอีกหลายรายยังสามารถบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ 3 อันดับแรกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้ มีเพียง บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่สร้างผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรมากที่สุดอันดับหนึ่ง รวมถึงเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่มีรายได้เกินหมื่นล้านบาท อยู่ที่ 10,170 ล้านบาท กำไรสุทธิมากสุด 1,315 ล้านบาท
ขณะที่ในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ที่ผ่านมา กำไรและรายได้ของผู้ประกอบการมากสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสอื่นๆ จากแรงหนุนของมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 1% และค่าจดจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01% ที่มีผลบังคับใช้และสิ้นสุด ณ สิ้นเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา
ทำให้มีการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่มีราคาขายต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อให้ทันต่อมาตรการนี้ แตกต่างจากช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากมาตรการอสังหาฯ สิ้นสุดลง ขาดแรงจูงใจ ผู้บริโภคจึงชะลอการตัดสินใจซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์ต่างๆ
ชี้มาตรการรัฐปลุกอสังหาฯ ยอดโอนเพิ่ม กระตุ้นต่อจีดีพีอีก 1.8%
นายสุรเชษฐ์ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ (Property DNA) ฉายภาพว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดอสังหาฯ ของรัฐบาลที่ประกาศออกมาเมื่อช่วงวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณบวกที่ดีช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสสอง ส่วนช่วงไตรมาสแรก รายได้และกำไร มาจากการดำเนินการของผู้ประกอบการแต่ละรายผ่านการจัดโปรโมชันหรือนโยบายส่งเสริมการขายของแต่ละองค์กร
สำหรับการขยายเพดานของมูลค่าที่อยู่อาศัยที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้จากเดิม 3 ล้านบาท ขึ้นไปถึง 7 ล้านบาทต่อยูนิต ทำให้ครอบคลุมสินค้าถึง 85% ของตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศ จึงประเมินว่าจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2567 มากกว่าปีก่อนหน้านี้ ประมาณ 5% – 6% คิดเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มากถึง 1.1 ล้านบาท กระตุ้นต่อจีดีพี ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.8%
"ประเมินผู้ประกอบการที่สร้างรายได้เข้ามาแล้วในระดับสูงอย่างแสนสิริ จึงมีโอกาสครองอันดับหนึ่งไปจนถึงสิ้นปีนี้อีกครั้ง แต่ผู้ประกอบการทุกรายยังมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นในปีนี้จากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลและการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่มีแนวโน้มเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง"
แนะการปรับตัวของธุรกิจในปีนี้
ภาพรวมการดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ในปี 2567 ผู้ประกอบการควรปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้ง
- ใช้ความระมัดระวังในการบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเอง
- บริหารจัดการสต็อกคงค้างในส่วนของบริษัทให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาล พร้อมบริหารการเปิดขายโครงการใหม่ให้ต่อเนื่อง
- บริหารความเสี่ยงในส่วนของกำลังซื้อหรือผู้ที่สนใจจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง จึงเห็นว่าผู้ประกอบการหลายรายได้เริ่มออกมาตรการและนโยบายมาช่วยเหลือผู้ซื้อ ทั้งเรื่องของการให้ความรู้ ทำความเข้าใจขั้นตอนและกระบวนการในการขอสินเชื่อจากธนาคาร รวมไปถึงการทำ Pre-Approve ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการเซ็นสัญญาซื้อ-ขาย และการให้เช่าอยู่ก่อนซื้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหลายรายให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในปีนี้









