สังคมสูงวัย-วิกฤติแพทย์ขาด เร่งสาธารณสุขไทยทรานส์ฟอร์มดิจิทัล ทลาย “กำแพงข้อมูล” เชื่อมระบบสุขภาพทั่วประเทศ ปูทาง “Agentic AI” ลดภาระบุคลากร ย้ำเทคโนโลยีจะสำเร็จได้ ต้องบริหาร “คน” ควบคู่กัน
เมื่อสังคมสูงวัยและวิกฤติขาดแคลนแพทย์ผลักดันให้เทคโนโลยีไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด สองผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเผยเบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ชี้เทรนด์ "Agentic AI" และการเชื่อมโยงระบบข้อมูลพื้นที่ห่างไกลคือหัวใจสำคัญ ทว่ากุญแจสู่ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือการบริหารความเปลี่ยนแปลงของ "คน"
ท่ามกลางความตื่นตัวในงานสัมมนาด้านสุขภาพระดับภูมิภาค InterSystems Asia READY 2026 มุ่งเน้นการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขยุคใหม่ด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ (Interoperability) และ การประยุกต์ใช้ AI ในทางปฏิบัติ เพื่อยกระดับการตัดสินใจทางคลินิก เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวางคือทิศทางและอนาคตของระบบสาธารณสุขในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยได้รับเกียรติ นพ.อดิชาญ เชื้อจินดา รองผู้อำนวยการสำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย มาร่วมงาน
วิกฤติประชากรและโอกาสทองของเทคโนโลยีการแพทย์ไทย
ลูเซียโน บรุสเตีย กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท อินเตอร์ซิสเต็มส์ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่าความท้าทายเชิงโครงสร้างประชากรที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยระบุว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Population) อย่างเต็มตัว ควบคู่ไปกับปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรทางคลินิกอย่างรุนแรง "จริงอยู่ที่ประเทศไทยมีพยาบาลจำนวนมาก แต่จำนวนแพทย์กลับอยู่ในภาวะขาดแคลนอย่างหนัก และเราไม่สามารถขอให้พวกเขาทำงานหนักเพิ่มขึ้นได้อีกแล้ว"
"เขามองว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาปฏิรูประบบโครงสร้างสาธารณสุขเพื่อสร้างความแตกต่าง และเวลาที่เหมาะสมในการลงมือทำก็คือ "ตอนนี้" ลูเซียโน บรุสเตีย กล่าว
AI ในโรงพยาบาล เข้ามาเพื่อ "ช่วยงาน" ไม่ใช่เพื่อ "แย่งงาน"
ในมิติของเทคโนโลยี ดอน วูดล็อก ประธานบริษัท อินเตอร์ซิสเต็มส์ อธิบายว่า เทรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้คือการนำ AI เข้ามาบูรณาการร่วมกับระบบบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) เทคโนโลยีนี้มีพลังขับเคลื่อนสูงในการเปลี่ยนระบบบันทึกข้อมูลที่ซับซ้อนให้กลายเป็นระบบที่ใช้งานง่ายและเป็นธรรมชาติสำหรับแพทย์และพยาบาล "เป้าหมายสูงสุดคือการประหยัดเวลาการทำงาน เพื่อให้แพทย์และพยาบาลมีเวลาอยู่กับคนไข้และได้โฟกัสกับคนไข้โดยตรง แทนที่จะต้องพะวงกับการพิมพ์ข้อมูลลงหน้าจอคอมพิวเตอร์”
อย่างไรก็ตาม ดอนยอมรับว่าความท้าทายของการนำ AI มาใช้จริงคือการสร้างความเชื่อใจ (Trust) โรงพยาบาลควรเริ่มต้นจากกรณีการใช้งาน (Use Case) ที่เป็นประโยชน์และจับต้องได้จริง โดยต้องเน้นย้ำว่า AI เข้ามาเพื่อสนับสนุนและช่วยแบ่งเบาภาระงานของบุคลากรการแพทย์ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่พวกเขา ตัวอย่างแรกที่ประสบความสำเร็จคือ ระบบสรุปชาร์ตประวัติคนไข้ (Chart Summarization) และ ระบบผู้ช่วย AI (AI Assistant) ที่ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติการรักษาของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว
"AI จะไม่สามารถทำงานได้เลยหากขาดรากฐานข้อมูลและการเชื่อมโยงระบบที่ดี "หากปราศจากการเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบหลักขององค์กร AI ก็จะเป็นได้เพียงแค่แชตบอตเดี่ยวๆ (Standalone Chatbot) ที่ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งานจริง" ดอน วูดล็อก เน้นย้ำ
ถอดบทเรียนความสำเร็จระดับภูมิภาค และการบริหาร “คน"
เมื่อตั้งคำถามว่าโรงพยาบาลควรจัดสรรงบประมาณดิจิทัลอย่างไรระหว่าง AI โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล และการเชื่อมต่อระบบ ‘ลูเซียโน บรุสเตีย’ ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า งบประมาณส่วนใหญ่ควรถูกลงทุนไปกับ "ทรัพยากรมนุษย์" และ "การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง" (Change Management) เนื่องจากตัวเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่การบริหารคนให้ปรับตัวตามเทคโนโลยีคือสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างที่แท้จริง
"ลูเซียโน บรุสเตีย" ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของ โรงพยาบาล BNH ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดและไม่เคยหยุดนิ่งในการนำนวัตกรรมมาใช้ตั้งแต่ในอดีต โดยระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของโรงพยาบาล BNH คือการทำงานร่วมกันเป็น “ทีมเดียว” (One Team) ระหว่างแพทย์ พยาบาล ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิค และฝ่ายระบบเชื่อมต่อข้อมูล โดยนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาทำงานร่วมกัน
นอกจากในไทยแล้ว "ลูเซียโน บรุสเตีย" ยังเผยตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น เครือข่ายโรงพยาบาล EMC ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีโรงพยาบาลในเครือ 8 แห่งทั้งในและรอบ ๆ เมืองจาการ์ตา ปัจจุบันมีผู้ให้บริการทางการแพทย์มากกว่า 1,000 คน ที่ใช้งานระบบผู้ช่วย AI (AI Assistant) เพื่อยกระดับและปรับปรุงคุณภาพการบริการคนไข้จริง
จับตาก้าวต่อไปในอีก 12 เดือน ยุคของ "Agentic AI"
"ดอน" ได้ฉายภาพอนาคตอันใกล้ของเทคโนโลยีการแพทย์ โดยระบุว่าเทรนด์เทคโนโลยี AI ที่ผู้นำโรงพยาบาลในไทยต้องจับตามองในระยะข้างหน้าคือ "Agentic AI" ซึ่งก้าวล้ำไปกว่าระบบแชตบอตตอบคำถามทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
"ลองจินตนาการว่า แทนที่จะพิมพ์ถามตอบแบบธรรมดา แพทย์เพียงแค่สั่งระบบ AI ว่า 'คนไข้รายนี้ต้องเข้ารับการผ่าตัด ช่วยจัดการทุกอย่างให้ที' ระบบ Agentic AI จะสามารถดำเนินการขั้นตอนที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนต่อกันได้เองโดยอัตโนมัติ"
ดอนอธิบาย ตั้งแต่การยื่นขออนุมัติการรักษาล่วงหน้าจากบริษัทประกัน (Prior Authorization) การจัดการนัดหมาย จัดสรรทรัพยากรห้องผ่าตัด ทำตารางนัดหมายก่อนผ่าตัด (Pre-operative) ไปจนถึงการส่งสื่อการเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวให้แก่คนไข้ คาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เทคโนโลยีนี้จะถูกบรรจุเข้าสู่ระบบสุขภาพเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานของแพทย์และพยาบาลได้อย่างมหาศาล
ทลายกำแพงข้อมูล จากเมืองหลวงสู่พื้นที่ห่างไกล
แม้ว่าประเทศไทยจะมีชื่อเสียงในฐานะจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Travel Destination) ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง แต่ "ลูเซียโน บรุสเตีย" ชี้ว่าจุดอ่อนสำคัญของไทยคือ "ข้อมูลที่ยังถูกเก็บแบบแยกส่วน" (Silos) โดยเฉพาะพื้นที่นอกกรุงเทพฯ และชนบทห่างไกล ความท้าทายที่แท้จริงของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) คือการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพจากพื้นที่ชนบทเข้าสู่ศูนย์กลาง
ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี "ดอน" ได้แชร์ประสบการณ์การแก้ปัญหานี้ในระดับสากลว่า ความท้าทายในพื้นที่ชนบทเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากผู้ให้บริการในชุมชนต่างกระจัดกระจายและเป็นคนละองค์กรกัน เช่น ระบบช่วยเหลือสังคม ธนาคารอาหาร แพทย์เฉพาะทาง และโรงพยาบาล
เพื่อแก้ปัญหานี้ "ดอน" ระบุว่าบริษัทได้สร้าง ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ (Health Information Exchange - HIE) ในรัฐขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก และเท็กซัส เพื่อให้ประวัติการรักษาของคนไข้ไหลเวียนอย่างลื่นไหลและเชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ นอกจากนี้ยังได้นำโมเดลนี้ไปใช้ใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส อีกด้วย
การทลายกำแพงข้อมูลในพื้นที่ห่างไกลและการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่เชื่อมโยงถึงกัน จะช่วยให้คนไข้ในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยต้องมุ่งไปให้ถึง





