คุยกับ “เก็ต-อธิเมศร์” เจ้าของและผู้ก่อตั้งเครือร้าน “กาญจน์ โภชนา” เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่เรียนปี 3 ทำพาร์ทไทม์เก็บเงินซื้อแฟรนไชส์ร้านเครป ใช้ทุนต่อทุน เรียนสูตรจาก YouTube เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว-ปั้นแบรนด์เครปต่อ พบจุดพลิกผันเห็นโอกาสซอยย่านสวนดอกไม่มีร้านอาหารแต่คอนโดแน่น! ขยายอาณาจักรครบ 6 แบรนด์ ปีที่ผ่านมาทำรายได้ทะลุ “20 ล้าน”
KEY POINTS
- “เก็ต-อธิเมศร์” เริ่มต้นเส้นทางผู้ประกอบการตั้งแต่อายุ 21 ปี เรียนสาขาการจัดการแล้วอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เริ่มจากเก็บเงินก้อนหนึ่งไปซื้อแฟรนไชส์ร้านเครป แล้วต่อยอดมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว เปิดได้มากสุด 5 สาขา แต่ก็ต้องเจอกับวิกฤติช่วงโควิด-19 ทยอยปิดจนเหลือเพียง 1 สาขา
- จุดเปลี่ยนเกิดขึ้น เมื่อ “เก็ต” เจอกับซอยสิโรรสตรงข้ามฝั่งสวนดอก เขาอยู่คอนโดมิเนียมในซอยนั้น และพบว่า มีคอนโดอีกหลายแห่งผุดขึ้นหลายสิบตึก แต่ที่น่าสนใจ คือไม่มีร้านอาหารเปิดเลย จึงเป็นที่มาของการลงทุนเปิดร้านในโลเคชันดังกล่าว
- จนถึงวันนี้ซอยสิโรรสมีร้านอาหารเจ้าอื่นๆ เข้ามาเปิดอีกเกือบ 10 ราย เฉพาะร้านของ “เก็ต” มีมากถึง 6 แบรนด์ กระจายตัวตามมุมต่างๆ ไม่ว่าลูกค้าจะเดินเข้าร้านไหนก็เป็นร้านในเครือของเก็ตทั้งสิ้น โดยปีที่ผ่านมาทำเงินไปรวมๆ เกือบ “20 ล้านบาท”
จะทำธุรกิจสักอย่างให้ประสบความสำเร็จก็ดูจะเป็นเรื่องยากและใช้ความพยายามมากพอตัวอยู่แล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า “เก็ต-อธิเมศร์ ธนันท์จิรานนท์” อายุ 31 ปี มีร้านอาหารและของหวานในเครืออยู่ทั้งหมด 6 แบรนด์ แต่ละแบรนด์มีฐานลูกค้าของตัวเองเกือบทั้งหมด และเกือบทุกร้านที่ว่ามา ตั้งอยู่ในซอยเดียวกัน เรียกว่าถ้าอยากเดินหาของกินอร่อยๆ ในย่านนี้ ต้องได้เป็นลูกค้าของ “เก็ต” แน่นอน
นี่คือกลเม็ดเด็ดพรายที่ “คนตัวเล็ก” เลือกใช้ในการตกลูกค้าท่ามกลางการแข่งขันในจังหวัดเชียงใหม่ “เมืองปราบเซียน” เมืองที่ได้ชื่อว่าค่าครองชีพกำลังไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากกรุงเทพ ทว่า “เก็ต” กลับมองหาโอกาสที่ต่างออกไป เขาไม่ได้เลือกทำเลร้านค้าบน “Prime Location” เพราะที่ตั้งของทุกแบรนด์ในเครืออยู่ในซอยสิโรรส หรือซอยตรงข้ามแมคโดนัลด์สวนดอก โดยที่ก่อนหน้านี้แทบจะไม่มีร้านอาหารเข้ามาปักหลักแม้แต่ร้านเดียว
เริ่มจากซื้อแฟรนไชส์ร้านเครปมาขาย ขายดีจนเก็บเงิน-กู้ยืมมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวต่อ
ก่อนจะมาเป็นเจ้าของกิจการ “เก็ต” เริ่มต้นจากการเลือกเรียนด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ คณะที่มุ่งสอนให้นักศึกษาเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ ระหว่างเรียน “เก็ต” ทำงานพาร์ทไทม์ที่แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งไปด้วย กระทั่งเรียนถึงชั้นปีที่ 3 แฟนสาวของเก็ตพูดถึงร้านเครป และบอกว่า ตอนนี้กาดมาลินหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังไม่มีร้านเครปมาเปิด
ประกอบกับเริ่มเห็นเทรนด์เครปชาโคลที่กรุงเทพกำลังมา จึงตัดสินใจติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์มาเปิดด้วยเงินเก็บตัวเองบวกกับไหว้วานขอให้คุณป้ากู้ยืมเงินมาอีกส่วนหนึ่ง เบ็ดเสร็จแล้วร้านเครปชาโคลแห่งนี้ใช้เม็ดเงินลงทุนราว 30,000 บาท
ปรากฏว่า เปิดมาก็ขายดีตั้งแต่วันแรก เป็นจังหวะดีที่ตอนนั้นตลาดยังไม่มีร้านขายเครป “เก็ต” บอกว่า ร้านเครปทำให้ได้เงินมาต่อทุนอีกเยอะมากเพราะกำไรต่อชิ้นดีมาก ไม่นานก็ขยายสาขาที่สองมาอยู่หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ก็ต้องหยุดไว้ตรงนั้นเพราะแบรนด์แม่ปิดกิจการลง และมีข้อแม้ว่า สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้แต่ห้ามขยายสาขาเพิ่ม จึงเป็นที่มาที่ทำให้ “เก็ต” เริ่มคิดทำแบรนด์ใหม่ในชื่อตัวเอง พร้อมกับพัฒนาสูตรแป้งอื่นๆ เข้ามาด้วย
แม้กิจการร้านเครปจะไปได้สวย แต่ “เก็ต” ก็เริ่มเห็นสัญญาณขึ้นลงของธุรกิจขนมหวาน มองว่า เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่อาจจะยืนระยะได้ไม่นาน มองหาอาหารที่กินได้ทุกวัน คิดจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวก็มาลงเอยที่ “ก๋วยเตี๋ยว” เก็ตบอกว่า ตัวเองเป็นคนชอบกินแต่ทำอาหารไม่เป็น พอคิดอยากทำก๋วยเตี๋ยวก็ใช้วิธีเปิด YouTube ศึกษาวิธีทำด้วยตัวเอง พอทำธุรกิจแล้วเริ่มมีเครดิตจึงกู้แบงก์มาหนึ่งก้อน ใช้ชื่อร้านว่า “ก๋วยเตี๋ยวเรือธารา”
คงเป็นเพราะรสชาติที่ถูกปากและจังหวะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ “ก๋วยเตี๋ยวเรือธารา” ขายดีอีกเช่นกัน เก็ตบอกว่า ขายดีจนสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาไม่นาน ตอนนั้นตรงกับช่วงวิกฤติโควิด-19 ร้านอื่นอาจได้รับผลกระทบ แต่ “เก็ต” นำร้านก๋วยเตี๋ยวลงเดลิเวอรี่เป็นเจ้าแรกๆ ขายดีในระดับที่ไรเดอร์มารับสินค้าหาที่จอดรถแทบไม่ได้
เมื่อขายดีขนาดนี้ “เก็ต” ไม่รอช้า ทุ่มเงินอีกก้อนเพื่อขยายสาขาที่ 2 ไปย่านสวนดอกในเวลาใกล้เคียงกับที่ตัวเก็ตตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมแถวนั้น ตรงนี้เองที่จะกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในเวลาต่อมา และทำให้ “เก็ต” ตัดสินใจลีนธุรกิจ-ทยอยปิดสาขาไม่ทำเงินในเวลาต่อมา
ทยอยปิดสาขาที่เจ๊ง จุดเปลี่ยนเจอ Pain Point ซอยคนเยอะแต่ไม่มีร้านข้าว
ตอนนั้น “ก๋วยเตี๋ยวเรือธารา” ขยายไปมากถึง 5 สาขา แม้ตอนแรกจะขายดีมากบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ แต่ด้วยราคาเพียง 35 บาท ประกอบวัตถุดิบของสดทยอยขึ้นราคากันหมด ไม่นานก็ขายดีจนไม่เหลือกำไร สุดท้ายกลายเป็นขาดทุนจนต้องทยอยปิดทุดสาขา เหลือเพียงสาขาสวนดอกไว้ 1 แห่ง “เก็ต” ทยอยขายของเพื่อนำมาใช้หนี้ ปรับแผนธุรกิจใหม่ และได้อ่านหนังสือ “ขายดีเพราะขึ้นราคา” จนสามารถนำมาปรับกลยุทธ์เพื่อขายของให้มีกำไรมากขึ้น
ปฐมบทของเครือร้านอาหารเริ่มหลังจากนี้ เมื่อ “เก็ต” เอะใจว่า ทำไมซอยที่ตัวเองมาอยู่จึงไม่มีร้านอาหารเลยแม้แต่ร้านเดียว และส่วนใหญ่ปิดเร็วก่อน 13.00 น. แทบทั้งนั้น โดยลักษณะของซอยนี้ตรงเข้าไปจะเป็นซอยตัน ไม่ได้ทะลุกับซอยอื่นๆ ถ้าไม่ได้ตั้งใจเข้ามาจริงๆ จะไม่รู้เลยว่า ซอยนี้มีคอนโดมิเนียมผุดขึ้นมากกว่า 30 ตึก ตึกหนึ่งอยู่กันหลักร้อยคน แปลว่า มีคนหลักหมื่นคนอยู่ในซอยนี้แต่ร้านอาหารกลับน้อยกว่าความต้องการ “เก็ต” ปักหมุดในใจทันทีว่า จะทำธุรกิจในซอยนี้
เขาเริ่มจากดูก่อนว่า คนในพื้นที่บริเวณนี้อยากกินอะไร อยากได้อะไร และเราอยากขายให้ใคร คนในย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ คนกลุ่มนี้ต้องการความรวดเร็ว ฉะนั้น อาหารที่ทำต้องไม่ซับซ้อน ใช้เวลาปรุงไม่เกิน 5 นาทีต้องได้เสิร์ฟ หรือบางเมนูอาจใช้เวลาเพียง 1 นาทีด้วยซ้ำ ย่านสวนดอกลูกค้าจะมาเช้าและเที่ยงเป็นหลัก จากร้านก๋วยเตี๋ยวก็มีแบรนด์อื่นๆ ตามมา อาทิ “ครัวอมร สวนดอก” ขายข้าวมันไก่และอาหารจานเดี่ยว ตามมาด้วย “กาญจน์ โภชนา” โดดเด่นด้วยเมนูอาหารเช้า ทั้งข้าวต้มแห้ง ซุปกระดูก ข้าวอบหมูกรอบ เป็นต้น
“เชียงใหม่เป็นเมืองปราบเซียนจริงๆ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นหมุดหมายของคนทำร้านอาหารที่อยากมาเปิดร้าน สำหรับตัวผมจะเน้นลูกค้าประจำคนในพื้นที่ว่า เราอยากขายให้ใคร ขายอะไร และทำสิ่งๆ นั้น ไปรีเสิชว่า คนอยากกินอะไร ผมอยู่สวนดอกอยู่แล้ว ก็ดูว่า ผมกินอะไร อยากได้อะไรก็เอามาเปิด และบริษัทผมไม่มีพนักงานประจำ ผ่านโควิด-19 มา ก็กลัวว่า จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้ จึงใช้ฟรีแลนซ์ฟูลไทม์ทั้งหมด เราก็มีงานส่งให้เขาเพื่อให้เขาอยู่ได้ แล้วเขาเองก็ไปรับงานที่อื่นได้”
แต่ละแบรนด์ แต่ละเมนู ที่เพิ่มขึ้นมา “เก็ต” บอกว่า ยังใช้วิธีเดิม คือดูว่าลูกค้าที่มาอยากมากินอะไร พอรู้ว่าอยากได้ก๋วยเตี๋ยวก็เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว อยากได้ข้าวมันไก่ก็ไปหาสูตรข้าวมันไก่ดูแล้วมาเปิดร้าน เขามองว่า เป็นข้อดีของคนทำอาหารไม่เป็น เพราะคนชอบกินจะรู้ว่า รสชาติแบบไหนในมุมคนกินที่ถูกปากที่สุด จนทุกวันนี้ซอยสิโรรสที่เคยเป็นซอยตันไม่มีร้านอาหารกลายเป็นย่านใหม่ ถ้าอยากกินข้าว อยากหาอะไรกิน ทั้งเช้า กลางวัน หรือเย็น ต้องมาที่ซอยนี้
ไปก่อนได้เปรียบ กินร้านไหนในซอยก็เป็นของเรา จัดการวัตถุดิบแบบ Ecosystem
ปัจจุบันร้านอาหารในเครือของ “เก็ต” มีทั้งหมด 6 แบรนด์ ได้แก่ 1. ก๋วยเตี๋ยวเรือธารา 2. ครัวอมร สวนดอก 3. กาญจน์ โภชนา 4. Crepe Shock - เครปช็อก 5. Get Crepe และ 6. Ice Skate’s Crepe จุดร่วมที่มีเหมือนกันของแต่ละแบรนด์ คือหน้าตาอาหารที่ดึงดูด-ถ่ายรูปสวย “เก็ต” บอกว่า สัดส่วนเดลิเวอรี่ยังมากกว่าหน้าร้านจนถึงตอนนี้ และทุกร้านในเครือได้รางวัลจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่มาหมดแล้ว
ระบุว่า เน้นการทำหน้าตาอาหารให้สวยงาม เพราะเวลาลูกค้ากดสั่งไม่ได้สัมผัสทางกลิ่นแต่เห็นเป็นภาพ ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าเลือกร้านเรา และเมื่อรูปลักษณ์สวยงามแล้วทำอย่างไรให้เขาติดใจรสชาติแล้วรีวิวให้ดาวเยอะๆ ตั้งต้นด้วยวิธีคิดแบบนี้ตั้งแต่วันแรกและยังทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนถึงวันที่ลูกค้าเยอะมากพอแบบที่ไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าอีกต่อไป แถมทุกร้านยังกระจุกตัวอยู่ในทำเลเดียวกัน วันไหนเบื่อเส้นก็แวะกินข้าวต้ม ถ้าอยากกินของหวานก็มีทั้งเครปร้อนและเครปเย็นให้กิน
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ “เก็ต” ยิงตรงถึงผู้บริโภค คือการทำคอนเทนต์มัดรวมรีวิวร้านอร่อยย่านสวนดอก ทำมา 6 ร้าน เป็นร้านของตัวเองทั้งหมด แถมยังมีหมวดหมู่แตกต่างไม่แย่งกลุ่มเป้าหมายด้วย เพราะไม่ว่าจะเข้าร้านไหนสุดท้ายปลายทางก็เป็นบริษัทในเครือของตนเองอยู่ดี
แต่เมื่อร้านมีชื่อเสียง ย่านเริ่มได้รับการพูดถึง ย่อมมีคู่แข่งตามมา “เก็ต” บอกว่า มีร้านใหม่ๆ เข้ามาเปิดเพิ่มเติมหลังจากนั้นอีกเกือบๆ 10 ร้าน ทั้งซอยมีร้านอาหารรวมกันไม่เกิน 20 ร้าน เพราะพื้นที่มีจำกัด ถึงอยากเปิดก็ไม่สามารถเข้ามาได้แล้ว ตอนนั้น “เก็ต” มองว่า ตัวเองโชคดีที่เอาตัวเข้าไปเร็วกว่าใครๆ
อย่างโลเคชันของ “กาญจน์ โภชนา” ปกติแลนด์ลอร์ดให้เช่าเดือนละ 40,000 บาท แต่ด้วยจังหวะหลังโควิด-19 พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นบ้านร้างหลายปี สุดท้าย “เก็ต” ได้เช่าพื้นที่เดือนละ 11,000 บาท ซึ่งเป็นบ้านที่มีพื้นที่เกือนๆ 1 งาน มาพร้อมโครงสร้างที่ดีทั้งหมด เหลือเพียงเข้าไปรีโนเวทนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น
หลังจากนี้ “เก็ต” บอกว่า มีแผนนำแบรนด์เดิมมาปัดฝุ่น ซึ่งก็คือ “อมร ข้าวมันไก่” ก่อนหน้านี้เคยเปิดแล้วผลตอบรับไม่ดีนัก แต่หลังจากนี้จะนำมาปรับใหม่อีกครั้งเพื่อเปิดใกล้ๆ กับ “ครัวอมร” โดยเก็ตมีวิธีคิด-จัดการวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ ไม่ได้คิดขึ้นมาโดดๆ แต่เป็นการต่อยอดเชื่อมร้อยทุกร้านเข้าหากัน จากร้านก๋วยเตี๋ยวร้านแรก ทำครัวอมร ทำอมร ข้าวมันไก่ ก็คิดนำสิ่งที่แต่ละแบรนด์มีมาพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ กลายเป็น “ข้าวต้มแห้ง” ที่ “กาญจน์ โภชนา”
ดึงน้ำซุปมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว ดึงวิธีการทำข้าวมาจากข้าวมันไก่ ดึงท็อปปิ้งทั้งหมูสับและหมูกรอบมาจากครัวอมร ประกอบกับ “ข้าวต้มแห้ง” เป็นเมนูที่เชียงใหม่ขาดอยู่พอดี ถ้าได้มากินที่นี่ก็จะมีรสชาติข้าวต้มแห้งแบบที่ร้านเป็นบรรทัดฐานในใจ ถ้าจะกินข้าวต้มแห้งต้องกินรสชาติแบบ “กาญจน์ โภชนา”
ตั้งเป้าทำได้ “20 ล้าน” มีแผนขยายสาขา แนะคนทำธุรกิจ รีบตัดสินใจ รีบลงมือทำ
ปีที่ผ่านมาเครือร้านอาหารของ “เก็ต” ทำรายได้รวมกันเกือบๆ “20 ล้านบาท” แบ่งออกเป็น 1. บริษัท กาญจน์ โภชนา จำกัด 2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด อมร คิทเช่น กรุ๊ป และมีการยื่นภาษีในนามบุคคลธรรมดาด้วย สำหรับปีนี้ “เก็ต” ไม่ได้ตั้งเป้าสูงกว่าเดิม ขอรักษาระดับไม่มากไม่น้อยกว่านี้ก็พอ
ปัจจุบันทุกร้านยังมีเพียงแบรนด์ละ 1 สาขา มีเพียง “Ice Skate’s Crepe” แบรนด์เครปเย็นที่ปั้นออกมาภายหลัง-ขยายผ่านแฟรนไชส์ รวมๆ แล้วมีทั้งหมด 15 สาขา ภายในเดือนตุลาคมนี้จะมีสาขาที่เปิดเองเพิ่มอีก 1 สาขา แต่ละแบรนด์ในพอร์ตทำกำไรได้มากน้อยแตกต่างกัน “Ice Skate’s Crepe” ทำกำไรได้มากสุด รองลงมาเป็น “กาญจน์ โภชนา” ส่วน “ก๋วยเตี๋ยวเรือธารา” และ “ครัวอมร” อาจจะกำไรน้อยหน่อยแต่ก็ทำให้ความเป็นฮับร้านอาหารครบถ้วนมากขึ้น
เมื่อถามว่า ในฐานะที่เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่เรียนไม่จบดี มีคำแนะนำหรือบทเรียนอะไรที่อยากแแชร์บ้าง “เก็ต” บอกว่า ตอนเด็กๆ ไม่เคยเข้าใจคำว่า เริ่มก่อนได้เปรียบ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า เวลาย้อนกลับไปไม่ได้ ถ้าให้มาเริ่มใหม่ตอนอายุเท่านี้ก็คงไม่ทำแล้ว ใครที่กำลังเลตัดสินใจจะทำธุรกิจไม่ต้องคิดนาน เริ่มได้เลย
“ผมไม่เข้าใจคำว่า เริ่มก่อนได้เปรียบ แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจ เพราะเวลามันย้อนไปไม่ได้ ตอนนี้ผมเพิ่งจะอายุ 31 ปี แต่ก็เริ่มมีอาการปวดนั่นนี่แล้ว ถ้าให้เริ่มอะไรใหม่ตอนนี้คงไม่ทำแล้ว แฟรนไชส์ผมยังหยุดขยายเลยเพราะมันเหนื่อย ก็คงใช้ได้กับคนที่กำลังตัดสินใจ ไม่ต้องตัดสินใจนาน เริ่มได้เริ่มเลย”





