วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

‘Earthology’ ลุยขยายพอร์ตแบรนด์รักษ์โลก เล็งปักหมุดนิวยอร์กสปริงบอร์ดแห่งอนาคตดันธุรกิจบูม

ไทยแทฟฟิต้า ปั้นพอร์ตสินค้ารักษ์โลกแบรนด์ "Earthology Studio" บุก B2C เล็งเปิดช็อปย่านทรงวาด ดึงคนรุ่นใหม่เข้าถึงแบรนด์-สินค้า ก่อนลุย “อเมริกา” สปริงบอร์ดแห่งอนาคต ตั้งเป้า 2 ปี ยอดขายทะยาน 500 ล้าน

KEY POINTS

  • Earthology วางแผนเปิด Pop-up Store ที่มหานครนิวยอร์กในช่วงต้นปี 2571 เพื่อใช้เป็นฐานบุกตลาดโลกตามกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง"
  • ขยายธุรกิจจากตลาดองค์กร (B2B) สู่ผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มากขึ้น โดยมุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z เป็นหลัก
  • ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดจากการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะทะยานสู่ 500 ล้านบาทภายในปี 2571
  • ต่อยอดนวัตกรรมสิ่งทอจากขยะและวัสดุท้องถิ่น พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์ม “trACE” ชู AI วิเคราะห์ Waste จับคู่นวัตกรรม-ออกรายงาน ESG

ท่ามกลางวิกฤติสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) พร้อมๆ กับการตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมทั่วโลก มีหนึ่งแบรนด์นวัตกรรมสิ่งทอของไทยที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญ นั่นคือ “Earthology Studio” แบรนด์รักษ์โลก ที่แจ้งเกิดแบบไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์

แต่มีเบื้องหลังอันแข็งแกร่งอย่าง ไทยแทฟฟิต้า (Thai Taffeta) ยักษ์ใหญ่ผู้โลดแล่นและมีความเชี่ยวชาญในวงการสิ่งทอมาอย่างยาวนานร่วม 4 ทศวรรษ ที่กำลังทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) ขยายไปสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มากขึ้น

เรื่องราวการเดินทาง 3-4 ปี ของการปลุกปั้นแบรนด์สัญชาติไทย Earthology Studio ที่มุ่งหวังจะเปลี่ยน ขยะ (Waste)  ให้กลายเป็น “นวัตกรรมสิ่งทอระดับสากล” ผ่านสินค้ารักษ์โลกหลากหลายไอเท็มส์จะถูกต่อยอด ขยายตลาดกว้างไกลยิ่งขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” เตรียมปักธงในตลาดโลกก่อนย้อนกลับมารีเทิร์นความยั่งยืนสู่บ้านเกิด

กฤติกา ชัยวิไล ผู้ก่อตั้ง Earthology Studio และรองประธานฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด (Thai Taffeta) กล่าวว่า ตลาด Recycle และ Sustainability ในเมืองไทยยังค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาโปรดักต์ ขณะที่ธุรกิจมี Waste ไม่น้อย! เป็นวัตถุดิบที่นำมาต่อยอดได้ เป็นที่มาของการแจ้งเกิดแบรนด์ Earthology Studio​​​​​​​ 

 

และหลังจากสั่งสมประสบการณ์และดูแลลูกค้า Corporate ชั้นนำกว่า 40 ราย ในตลาด B2B  ยุทธศาสตร์ก้าวต่อไปของ Earthology Studio คือการขยายฐานรากเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มากขึ้น

Earthology Studio​​​​​​​  เจาะเจน Z สร้างรากฐานเข้าใจ ESG

แบรนด์ Earthology Studio​​​​​​​ มองลูกค้าเป้าหมายกลุ่มเด็ก  Gen Z หรือ Young Generation  เพราะอยากให้เข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) หรือ  ESG เรียกว่าบ่มตั้งแต่เด็ก! โดยแบรนด์มองหาทำเลยุทธศาสตร์เพื่อเปิด Flagship Store แห่งแรกในไทย

พุ่งเป้าหมายทำเลเก๋แห่งยุคอย่าง “ย่านทรงวาด” ด้วยการนำตึกเก่ามารีโนเวตเพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับการเริ่มต้นใหม่และสะท้อนตัวตนแบรนด์ได้อย่างชัดเจน แทนการเปิดในศูนย์การค้าทั่วไป เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ให้เข้ามาสัมผัสและเข้าถึงแนวคิด ESG ได้ง่ายผ่านสินค้าไลฟ์สไตล์ ดีไซน์ทันสมัย  มีความคงทนยาวนาน ในราคาที่เข้าถึงได้!

ทัวริสต์มาเที่ยวไทยก็อยากให้ได้ของติดไม้ติดมือกลับไป ซึ่ง Earthology Studio เป็นหนึ่งในนั้น เมืองไทยมีของดีอยู่มากมาย ทำอย่างไรจะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและรับรู้ถึงความจริงใจนั้น คือโจทย์สำคัญของเรา

 

ยุทธศาสตร์ ‘ป่าล้อมเมือง’ บุกนิวยอร์กก่อนย้อนกลับมาปลุกกระแสเมืองไทย

ทว่า เป้าหมายที่น่าจับตามองที่สุดของยุทธศาสตร์ใหม่นี้คือการก้าวสู่เวทีระดับสากล Earthology Studio เลือกปักหมุด “สหรัฐอเมริกา” โดยมีเป้าหมายเปิด Pop-up Store ณ มหานครนิวยอร์ก ในช่วงต้นปี 2571

เราแบรนด์เลือกที่จะ Launch แบรนด์ในต่างประเทศก่อนเพราะ ผู้บริโภคในสหรัฐ และต่างประเทศมีความเข้าใจและยอมรับในเรื่อง ESG รวมถึงเทรนด์สินค้าความยั่งยืนอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว การสร้างฐานลูกค้าในตลาดที่มีความพร้อมสูง! จะช่วยเพิ่มการยอมรับในแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยใช้พลังจากความสำเร็จและแรงขับเคลื่อนนี้ในการย้อนกลับมาปลุกกระแส ให้ความรู้ (Educate) แก่ตลาดผู้บริโภคในเมืองไทยต่อไป

ในการบุกตลาดอเมริกาครั้งนี้ Earthology ยังได้รับแรงสนับสนุนจากที่ปรึกษา (Advisor) ระดับโลกที่เคยร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าชื่อดังอย่าง The North Face และ Vans ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน ESG มาคอยช่วยแนะแนวทางการเจาะตลาดโลก นิวยอร์กเป็นสปริงบอร์ดแห่งอนาคตของ Earthology Studio!

เป้าหมายก้าวกระโดดสู่ 500 ล้านบาทใน 2 ปี 

อย่างไรก็ตาม จากการขยายธุรกิจ B2C และการเดินหน้าสู่ตลาดต่างประเทศ Earthology คาดการณ์ตัวเลขรายได้สิ้นปีนี้ไว้ที่ 25-30 ล้านบาท คาดก้าวกระโดดขึ้นเป็น 100 ล้านบาทในปีหน้า ก่อนทะยานสู่ 500 ล้านบาทภายในปี 2571 เมื่อแผนการตลาดต่างประเทศและการเปิด Marketplace ให้กับชุมชนท้องถิ่นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำตลาดเพื่อผลกำไร แต่คือการสร้างคุณค่าผ่าน Storytelling เพื่อสื่อสารถึงความจริงใจในการยกระดับวัสดุท้องถิ่น เช่น กระจูด หรือ ปอ และการกระจายรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนไทยอย่างเป็นธรรม พร้อมกับประกาศศักดาให้โลกได้เห็นว่า นวัตกรรมสิ่งทอรักษ์โลกที่ผ่านมาตรฐานสากลขั้นสูงนั้น กำเนิดขึ้นจากฝีมือและความเชี่ยวชาญของคนไทยอย่างแท้จริง ไม่เพียงสร้างเทรนด์ใหม่แต่จะสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญให้กับวงการสินค้ารักษ์โลก

‘Earthology’ ลุยขยายพอร์ตแบรนด์รักษ์โลก เล็งปักหมุดนิวยอร์กสปริงบอร์ดแห่งอนาคตดันธุรกิจบูม

รากฐาน End-to-End จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ : แต้มต่อทางอุตสาหกรรมที่ลอกเลียนยาก

กฤติกา กล่าวต่อว่า ความท้าทายที่สุดของสินค้ารักษ์โลก หรือ สินค้า Recycle ทั่วไปในประเทศไทย คือการควบคุมมาตรฐานและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน แต่สำหรับ Earthology Studio  ได้เปรียบด้วยโครงสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งจากบริษัทแม่ (ไทยแทฟฟิต้า) ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานสิ่งทอแบบครบวงจร ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลระดับโลก เช่น GRS, OEKO-TEX และ Bluesign และเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Global Brand สายเอาต์ดอร์ที่เน้นความทนทานอย่าง The North Face และ JanSport

ด้วยศักยภาพอุตสาหกรรมที่มี ทำให้แบรนด์สามารถส่งมอบโซลูชันความยั่งยืนได้แบบ End-to-End ตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ ตั้งแต่กระบวนการจัดการขยะ การแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นเส้นใย ตลอดจนการออกแบบและตัดเย็บออกมาเป็นชิ้นงานจริง ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายในไทยที่ทำได้ครบวงจรในแง่ของ ESG 

สำหรับการพัฒนาวัตถุดิบ Earthology Studio ยังคงดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Active Partnership” และปรัชญา “Better as a Whole” โดยเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นหลากหลายรูปแบบในประเทศไทย เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งทอและการดีไซน์เข้าไปยกระดับเศษวัสดุหรือขยะในพื้นที่ให้กลายเป็นวัตถุดิบสิ่งทอมาตรฐานสากล สร้างระบบการรับซื้อและโครงสร้างรายได้ใหม่ที่เป็นธรรม คืนความภาคภูมิใจให้คนในท้องถิ่นว่างานจากภูมิปัญญาและวัสดุชุมชนสามารถก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของสินค้านวัตกรรมบนเวทีระดับโลกได้

 Proof of Concept : “ReNylon x ReSilk” นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

กฤติกา กล่าวย้ำว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์ แต่คือ กลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ที่ต้องเติบโตไปด้วยกันทั้ง Value Chain เพราะอนาคตที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจและลงมือทำอย่างตั้งใจตั้งแต่วันนี้

โดยความสำเร็จล่าสุดที่สะท้อนการทำงานแบบครบวงจร ต่อยอดเชิงพาณิชย์ และอนาคตของตลาดความยั่งยืน  คือการพัฒนาผ้านวัตกรรมไฮบริด ReNylon x ReSilk ชิ้นแรกของโลก ร่วมกับ SCGC Nets Up (ผู้แปรรูปขยะอวนประมงชายฝั่งเป็น Marine Material) และ Jim Thompson (แบรนด์ลักชัวรีระดับสากล) โดย Earthology ทำหน้าที่ใช้นวัตกรรมการทอขั้นสูงผสานความทนทานของ ReNylon เข้ากับความเงางามของ ReSilk จนได้ผ้านวัตกรรมไฮบริด ReNylon x ReSilk ครั้งแรกของโลกที่คงคุณภาพได้อย่างดีเยี่ยม

สินค้าที่เกิดจากการรีไซเคิลต้องสวยงาม ทนทาน และใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่รีไซเคิลแล้วพอ ไม่สวย คนไม่ใช้  ก็กลายเป็นขยะอีกครั้ง การพิสูจน์ให้ฝั่ง B2C เห็นว่าวัสดุ ESG สามารถทำเป็นสินค้าคุณภาพได้ จึงเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจว่า ESG ไม่ใช่ต้นทุนที่เสียเปล่า แต่คือโอกาสทางการตลาดใหม่ ในอนาคตเรามีแผนที่จะขยายสินค้านวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภคฝั่ง B2C อีกด้วย

 

สมการความยั่งยืน  เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่จับต้องได้

Earthology Studio วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนความยั่งยืนชัดเจนผ่านบทบาท The Purposeful Catalyst หรือ ตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งเป้าหมาย มุ่งเปลี่ยนโจทย์การทำ ESG จากการสร้างภาพลักษณ์ หรือกิจกรรม CSR ระยะสั้น ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ขยายผลได้จริง หรือ Scalable ESG และสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงเวทีโลกภายใต้แนวคิด “EARTH + TECH + OLOGY” 

โดยองค์กรธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยน Waste เป็นสินค้านวัตกรรมที่สร้าง ESG ได้จริง มี “Scalable ESG Blueprint” 3 เสาหลัก ได้แก่  

1. Vision & Purpose-Driven Intention การเริ่มต้นด้วยเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงกระบวนการความยั่งยืนแบบครบวงจร (End-to-End) ไม่ใช่มองขยะเป็นเรื่องที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่คือวัตถุดิบใหม่ที่มีศักยภาพ

2. Cross-Industry Ecosystem Synergy การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ B2B หรือ B2C ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น ยูนิฟอร์มองค์กร กระเป๋าไลฟ์สไตล์ บรรจุภัณฑ์สิ่งทอ หรือวัสดุนวัตกรรม

3. Global Passport & Data Traceability การกำกับกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานสากลและระบบบันทึกข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อแปลงผลลัพธ์เป็นตัวเลข Carbon Footprint Reduction และผลกระทบทางสังคมที่พิสูจน์ได้จริง

“การขับเคลื่อน ESG ให้สำเร็จต้องรักษาสมดุลผ่านสมการ ‘EARTH + TECH + OLOGY’ นั่นคือ EARTH - เคารพธรรมชาติและวัตถุดิบท้องถิ่น, TECH - ใช้นวัตกรรมและวิศวกรรมสิ่งทอระดับอุตสาหกรรม, และ OLOGY - ศาสตร์แห่งความเข้าใจในระบบนิเวศและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกองค์กรสามารถ Live More Purposefully หรือดำเนินธุรกิจอย่างมีเป้าหมายได้จริงในทุกๆ วัน”

เปิดตัวแพลตฟอร์ม “trACE” ชู AI วิเคราะห์ Waste จับคู่นวัตกรรม-ออกรายงาน ESG

เพื่อแก้โจทย์องค์กรที่ต้องการทำ ESG แต่ขาดเครื่องมือประเมินขยะสิ่งทอหรือวัสดุเหลือใช้ของตนเอง Earthology ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะ ‘trACE’ ระบบ Circular System แบบครบวงจร 8 โมดูล ชูไฮไลต์โมดูล WAM (Waste Audit Management) ที่ใช้ AI ประเมินความเป็นไปได้ของ Waste ในแต่ละองค์กร โดย AI จะวิเคราะห์และจับคู่ประเภทวัสดุขยะเข้ากับโซลูชันการ Upcycling และการผลิตเป็นสินค้าต่างๆ เช่น ยูนิฟอร์มองค์กร กระเป๋า หรือพรีเมียมสินค้าองค์กรได้อย่างเหมาะสมที่สุด

แพลตฟอร์ม trACE ยังสร้างมาตรฐานความโปร่งใสแบบ End-to-End ตั้งแต่ขั้น Sourced (จัดเก็บขยะ) Matched (จับคู่นวัตกรรม) Regenerated (แปรรูปเส้นใย) Made (ตัดเย็บชิ้นงาน) Verified (ออกรายงาน ESG) โดยระบบจะคำนวณและแสดงผลลัพธ์เชิงตัวเลขได้อย่างแม่นยำ ทั้งปริมาณขยะที่ลดได้ ปริมาณคาร์บอนที่ลดลง และรายได้ที่กระจายกลับคืนสู่ชุมชน ช่วยให้ภาคธุรกิจได้รับรายงาน ESG ที่นำไปอ้างอิงอิมแพกต์ได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น

เป็นบิ๊กชาเลนจ์ของ Earthology Studio ต้องการบริหารจัดการ Waste ให้ทั้งโลกมาอยู่บนแพลตฟอร์มนี้ร่วมขับเคลื่อน ESG ไปด้วยกัน