ไทยแทฟฟิต้า ปั้นพอร์ตสินค้ารักษ์โลกแบรนด์ "Earthology Studio" บุก B2C เล็งเปิดช็อปย่านทรงวาด ดึงคนรุ่นใหม่เข้าถึงแบรนด์-สินค้า ก่อนลุย “อเมริกา” สปริงบอร์ดแห่งอนาคต ตั้งเป้า 2 ปี ยอดขายทะยาน 500 ล้าน
KEY POINTS
- Earthology วางแผนเปิด Pop-up Store ที่มหานครนิวยอร์กในช่วงต้นปี 2571 เพื่อใช้เป็นฐานบุกตลาดโลกตามกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง"
- ขยายธุรกิจจากตลาดองค์กร (B2B) สู่ผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มากขึ้น โดยมุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z เป็นหลัก
- ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดจากการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะทะยานสู่ 500 ล้านบาทภายในปี 2571
- ต่อยอดนวัตกรรมสิ่งทอจากขยะและวัสดุท้องถิ่น พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์ม “trACE” ชู AI วิเคราะห์ Waste จับคู่นวัตกรรม-ออกรายงาน ESG
ท่ามกลางวิกฤติสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) พร้อมๆ กับการตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมทั่วโลก มีหนึ่งแบรนด์นวัตกรรมสิ่งทอของไทยที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญ นั่นคือ “Earthology Studio” แบรนด์รักษ์โลก ที่แจ้งเกิดแบบไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
แต่มีเบื้องหลังอันแข็งแกร่งอย่าง ไทยแทฟฟิต้า (Thai Taffeta) ยักษ์ใหญ่ผู้โลดแล่นและมีความเชี่ยวชาญในวงการสิ่งทอมาอย่างยาวนานร่วม 4 ทศวรรษ ที่กำลังทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) ขยายไปสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มากขึ้น
เรื่องราวการเดินทาง 3-4 ปี ของการปลุกปั้นแบรนด์สัญชาติไทย Earthology Studio ที่มุ่งหวังจะเปลี่ยน ขยะ (Waste) ให้กลายเป็น “นวัตกรรมสิ่งทอระดับสากล” ผ่านสินค้ารักษ์โลกหลากหลายไอเท็มส์จะถูกต่อยอด ขยายตลาดกว้างไกลยิ่งขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” เตรียมปักธงในตลาดโลกก่อนย้อนกลับมารีเทิร์นความยั่งยืนสู่บ้านเกิด
กฤติกา ชัยวิไล ผู้ก่อตั้ง Earthology Studio และรองประธานฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด (Thai Taffeta) กล่าวว่า ตลาด Recycle และ Sustainability ในเมืองไทยยังค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาโปรดักต์ ขณะที่ธุรกิจมี Waste ไม่น้อย! เป็นวัตถุดิบที่นำมาต่อยอดได้ เป็นที่มาของการแจ้งเกิดแบรนด์ Earthology Studio
และหลังจากสั่งสมประสบการณ์และดูแลลูกค้า Corporate ชั้นนำกว่า 40 ราย ในตลาด B2B ยุทธศาสตร์ก้าวต่อไปของ Earthology Studio คือการขยายฐานรากเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มากขึ้น
Earthology Studio เจาะเจน Z สร้างรากฐานเข้าใจ ESG
แบรนด์ Earthology Studio มองลูกค้าเป้าหมายกลุ่มเด็ก Gen Z หรือ Young Generation เพราะอยากให้เข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG เรียกว่าบ่มตั้งแต่เด็ก! โดยแบรนด์มองหาทำเลยุทธศาสตร์เพื่อเปิด Flagship Store แห่งแรกในไทย
พุ่งเป้าหมายทำเลเก๋แห่งยุคอย่าง “ย่านทรงวาด” ด้วยการนำตึกเก่ามารีโนเวตเพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับการเริ่มต้นใหม่และสะท้อนตัวตนแบรนด์ได้อย่างชัดเจน แทนการเปิดในศูนย์การค้าทั่วไป เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ให้เข้ามาสัมผัสและเข้าถึงแนวคิด ESG ได้ง่ายผ่านสินค้าไลฟ์สไตล์ ดีไซน์ทันสมัย มีความคงทนยาวนาน ในราคาที่เข้าถึงได้!
ทัวริสต์มาเที่ยวไทยก็อยากให้ได้ของติดไม้ติดมือกลับไป ซึ่ง Earthology Studio เป็นหนึ่งในนั้น เมืองไทยมีของดีอยู่มากมาย ทำอย่างไรจะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและรับรู้ถึงความจริงใจนั้น คือโจทย์สำคัญของเรา
ยุทธศาสตร์ ‘ป่าล้อมเมือง’ บุกนิวยอร์กก่อนย้อนกลับมาปลุกกระแสเมืองไทย
ทว่า เป้าหมายที่น่าจับตามองที่สุดของยุทธศาสตร์ใหม่นี้คือการก้าวสู่เวทีระดับสากล Earthology Studio เลือกปักหมุด “สหรัฐอเมริกา” โดยมีเป้าหมายเปิด Pop-up Store ณ มหานครนิวยอร์ก ในช่วงต้นปี 2571
เราแบรนด์เลือกที่จะ Launch แบรนด์ในต่างประเทศก่อนเพราะ ผู้บริโภคในสหรัฐ และต่างประเทศมีความเข้าใจและยอมรับในเรื่อง ESG รวมถึงเทรนด์สินค้าความยั่งยืนอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว การสร้างฐานลูกค้าในตลาดที่มีความพร้อมสูง! จะช่วยเพิ่มการยอมรับในแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยใช้พลังจากความสำเร็จและแรงขับเคลื่อนนี้ในการย้อนกลับมาปลุกกระแส ให้ความรู้ (Educate) แก่ตลาดผู้บริโภคในเมืองไทยต่อไป
ในการบุกตลาดอเมริกาครั้งนี้ Earthology ยังได้รับแรงสนับสนุนจากที่ปรึกษา (Advisor) ระดับโลกที่เคยร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าชื่อดังอย่าง The North Face และ Vans ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน ESG มาคอยช่วยแนะแนวทางการเจาะตลาดโลก นิวยอร์กเป็นสปริงบอร์ดแห่งอนาคตของ Earthology Studio!
เป้าหมายก้าวกระโดดสู่ 500 ล้านบาทใน 2 ปี
อย่างไรก็ตาม จากการขยายธุรกิจ B2C และการเดินหน้าสู่ตลาดต่างประเทศ Earthology คาดการณ์ตัวเลขรายได้สิ้นปีนี้ไว้ที่ 25-30 ล้านบาท คาดก้าวกระโดดขึ้นเป็น 100 ล้านบาทในปีหน้า ก่อนทะยานสู่ 500 ล้านบาทภายในปี 2571 เมื่อแผนการตลาดต่างประเทศและการเปิด Marketplace ให้กับชุมชนท้องถิ่นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำตลาดเพื่อผลกำไร แต่คือการสร้างคุณค่าผ่าน Storytelling เพื่อสื่อสารถึงความจริงใจในการยกระดับวัสดุท้องถิ่น เช่น กระจูด หรือ ปอ และการกระจายรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนไทยอย่างเป็นธรรม พร้อมกับประกาศศักดาให้โลกได้เห็นว่า นวัตกรรมสิ่งทอรักษ์โลกที่ผ่านมาตรฐานสากลขั้นสูงนั้น กำเนิดขึ้นจากฝีมือและความเชี่ยวชาญของคนไทยอย่างแท้จริง ไม่เพียงสร้างเทรนด์ใหม่แต่จะสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญให้กับวงการสินค้ารักษ์โลก
รากฐาน End-to-End จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ : แต้มต่อทางอุตสาหกรรมที่ลอกเลียนยาก
กฤติกา กล่าวต่อว่า ความท้าทายที่สุดของสินค้ารักษ์โลก หรือ สินค้า Recycle ทั่วไปในประเทศไทย คือการควบคุมมาตรฐานและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน แต่สำหรับ Earthology Studio ได้เปรียบด้วยโครงสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งจากบริษัทแม่ (ไทยแทฟฟิต้า) ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานสิ่งทอแบบครบวงจร ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลระดับโลก เช่น GRS, OEKO-TEX และ Bluesign และเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Global Brand สายเอาต์ดอร์ที่เน้นความทนทานอย่าง The North Face และ JanSport
ด้วยศักยภาพอุตสาหกรรมที่มี ทำให้แบรนด์สามารถส่งมอบโซลูชันความยั่งยืนได้แบบ End-to-End ตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ ตั้งแต่กระบวนการจัดการขยะ การแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นเส้นใย ตลอดจนการออกแบบและตัดเย็บออกมาเป็นชิ้นงานจริง ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายในไทยที่ทำได้ครบวงจรในแง่ของ ESG
สำหรับการพัฒนาวัตถุดิบ Earthology Studio ยังคงดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Active Partnership” และปรัชญา “Better as a Whole” โดยเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นหลากหลายรูปแบบในประเทศไทย เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งทอและการดีไซน์เข้าไปยกระดับเศษวัสดุหรือขยะในพื้นที่ให้กลายเป็นวัตถุดิบสิ่งทอมาตรฐานสากล สร้างระบบการรับซื้อและโครงสร้างรายได้ใหม่ที่เป็นธรรม คืนความภาคภูมิใจให้คนในท้องถิ่นว่างานจากภูมิปัญญาและวัสดุชุมชนสามารถก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของสินค้านวัตกรรมบนเวทีระดับโลกได้
Proof of Concept : “ReNylon x ReSilk” นวัตกรรมเปลี่ยนโลก
กฤติกา กล่าวย้ำว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์ แต่คือ กลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ที่ต้องเติบโตไปด้วยกันทั้ง Value Chain เพราะอนาคตที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจและลงมือทำอย่างตั้งใจตั้งแต่วันนี้
โดยความสำเร็จล่าสุดที่สะท้อนการทำงานแบบครบวงจร ต่อยอดเชิงพาณิชย์ และอนาคตของตลาดความยั่งยืน คือการพัฒนาผ้านวัตกรรมไฮบริด ReNylon x ReSilk ชิ้นแรกของโลก ร่วมกับ SCGC Nets Up (ผู้แปรรูปขยะอวนประมงชายฝั่งเป็น Marine Material) และ Jim Thompson (แบรนด์ลักชัวรีระดับสากล) โดย Earthology ทำหน้าที่ใช้นวัตกรรมการทอขั้นสูงผสานความทนทานของ ReNylon เข้ากับความเงางามของ ReSilk จนได้ผ้านวัตกรรมไฮบริด ReNylon x ReSilk ครั้งแรกของโลกที่คงคุณภาพได้อย่างดีเยี่ยม
สินค้าที่เกิดจากการรีไซเคิลต้องสวยงาม ทนทาน และใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่รีไซเคิลแล้วพอ ไม่สวย คนไม่ใช้ ก็กลายเป็นขยะอีกครั้ง การพิสูจน์ให้ฝั่ง B2C เห็นว่าวัสดุ ESG สามารถทำเป็นสินค้าคุณภาพได้ จึงเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจว่า ESG ไม่ใช่ต้นทุนที่เสียเปล่า แต่คือโอกาสทางการตลาดใหม่ ในอนาคตเรามีแผนที่จะขยายสินค้านวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภคฝั่ง B2C อีกด้วย
สมการความยั่งยืน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่จับต้องได้
Earthology Studio วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนความยั่งยืนชัดเจนผ่านบทบาท The Purposeful Catalyst หรือ ตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งเป้าหมาย มุ่งเปลี่ยนโจทย์การทำ ESG จากการสร้างภาพลักษณ์ หรือกิจกรรม CSR ระยะสั้น ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ขยายผลได้จริง หรือ Scalable ESG และสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงเวทีโลกภายใต้แนวคิด “EARTH + TECH + OLOGY”
โดยองค์กรธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยน Waste เป็นสินค้านวัตกรรมที่สร้าง ESG ได้จริง มี “Scalable ESG Blueprint” 3 เสาหลัก ได้แก่
1. Vision & Purpose-Driven Intention การเริ่มต้นด้วยเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงกระบวนการความยั่งยืนแบบครบวงจร (End-to-End) ไม่ใช่มองขยะเป็นเรื่องที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่คือวัตถุดิบใหม่ที่มีศักยภาพ
2. Cross-Industry Ecosystem Synergy การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ B2B หรือ B2C ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น ยูนิฟอร์มองค์กร กระเป๋าไลฟ์สไตล์ บรรจุภัณฑ์สิ่งทอ หรือวัสดุนวัตกรรม
3. Global Passport & Data Traceability การกำกับกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานสากลและระบบบันทึกข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อแปลงผลลัพธ์เป็นตัวเลข Carbon Footprint Reduction และผลกระทบทางสังคมที่พิสูจน์ได้จริง
“การขับเคลื่อน ESG ให้สำเร็จต้องรักษาสมดุลผ่านสมการ ‘EARTH + TECH + OLOGY’ นั่นคือ EARTH - เคารพธรรมชาติและวัตถุดิบท้องถิ่น, TECH - ใช้นวัตกรรมและวิศวกรรมสิ่งทอระดับอุตสาหกรรม, และ OLOGY - ศาสตร์แห่งความเข้าใจในระบบนิเวศและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกองค์กรสามารถ Live More Purposefully หรือดำเนินธุรกิจอย่างมีเป้าหมายได้จริงในทุกๆ วัน”
เปิดตัวแพลตฟอร์ม “trACE” ชู AI วิเคราะห์ Waste จับคู่นวัตกรรม-ออกรายงาน ESG
เพื่อแก้โจทย์องค์กรที่ต้องการทำ ESG แต่ขาดเครื่องมือประเมินขยะสิ่งทอหรือวัสดุเหลือใช้ของตนเอง Earthology ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะ ‘trACE’ ระบบ Circular System แบบครบวงจร 8 โมดูล ชูไฮไลต์โมดูล WAM (Waste Audit Management) ที่ใช้ AI ประเมินความเป็นไปได้ของ Waste ในแต่ละองค์กร โดย AI จะวิเคราะห์และจับคู่ประเภทวัสดุขยะเข้ากับโซลูชันการ Upcycling และการผลิตเป็นสินค้าต่างๆ เช่น ยูนิฟอร์มองค์กร กระเป๋า หรือพรีเมียมสินค้าองค์กรได้อย่างเหมาะสมที่สุด
แพลตฟอร์ม trACE ยังสร้างมาตรฐานความโปร่งใสแบบ End-to-End ตั้งแต่ขั้น Sourced (จัดเก็บขยะ) Matched (จับคู่นวัตกรรม) Regenerated (แปรรูปเส้นใย) Made (ตัดเย็บชิ้นงาน) Verified (ออกรายงาน ESG) โดยระบบจะคำนวณและแสดงผลลัพธ์เชิงตัวเลขได้อย่างแม่นยำ ทั้งปริมาณขยะที่ลดได้ ปริมาณคาร์บอนที่ลดลง และรายได้ที่กระจายกลับคืนสู่ชุมชน ช่วยให้ภาคธุรกิจได้รับรายงาน ESG ที่นำไปอ้างอิงอิมแพกต์ได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น
เป็นบิ๊กชาเลนจ์ของ Earthology Studio ต้องการบริหารจัดการ Waste ให้ทั้งโลกมาอยู่บนแพลตฟอร์มนี้ร่วมขับเคลื่อน ESG ไปด้วยกัน





