วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

เปลี่ยน ‘ออฟฟิศ’ เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ HHA ‘ซ่อมใจคนทำงาน’

ปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางกายหรือจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับครอบครัว การทำงาน และโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายการมีสะพานเชื่อมอย่าง HHA ที่ช่วยตรวจจับสัญญาณ คอยรับฟัง และพาเขาไปสู่ทางออก จึงสำคัญมาก

ในหนึ่งวัน คนวัยทำงานอาจใช้เวลาอยู่กับเพื่อนร่วมงานมากกว่าคนในครอบครัวเสียอีก เช้าออกจากบ้าน ฝ่ารถติดไปทำงาน อยู่หน้าจอ อยู่หน้าไลน์ผลิต ประชุม แก้งาน รับโทรศัพท์ลูกค้า เคลียร์ปัญหากับหัวหน้า ก่อนกลับถึงบ้านในช่วงเย็นหรือค่ำ วนซ้ำเช่นนี้แทบทุกวัน 

แต่แปลกไหมว่า ในสถานที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่เกือบครึ่งวัน เมื่อวันหนึ่งเกิดความเครียด มีปัญหาหนี้สิน ทะเลาะกับคนในครอบครัว หมดไฟ หรือรู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้ว” หลายคนกลับไม่รู้ว่าจะหันไปบอกใคร จะบอกหัวหน้า ก็กลัวกระทบงานจะบอก HR ก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องจะยังเป็น “ความลับ” หรือไม่ 

นี่อาจเป็นช่องว่างเล็กๆ แต่สำคัญของระบบ สุขภาพจิตคนวัยทำงาน เพราะระหว่างวันที่คนคนหนึ่ง “เริ่มมีปัญหา” กับวันที่ปัญหาหนักจนต้องเข้าสู่ระบบรักษา ยังมีช่วงเวลายาวพอที่จะทำอะไรบางอย่างได้ และบางทีสิ่งที่เขาต้องการในเวลาที่รู้สึก Burnout อาจเป็นเพียง “ใครสักคนที่กล้าถามว่า วันนี้โอเคไหม?”

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกสะท้อนว่า ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวลทำให้วันทำงานทั่วโลกสูญเสียไปถึง 12,000 ล้านวัน ในปี 2565 ขณะที่ข้อมูล Mental Health Check In ปี 2568 ของไทย พบคนวัยทำงานอายุ 20-59 ปี มีความเครียดระดับสูงกว่า 11% และเพิ่มเป็น 28% ในกลุ่มอายุ 20-29 ปี ขณะที่ผลสำรวจของ TIMS ยังพบคนวัยทำงานกว่า 27% ที่ฝืนไปทำงาน ทั้งที่มีปัญหาสุขภาพจิต โจทย์นี้นำไปสู่การพัฒนา Holistic Health Advisor หรือ HHA เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม ที่พยายามเปลี่ยน “ที่ทำงาน” จากพื้นที่สำหรับการทำงาน ให้เป็นพื้นที่ที่ดูแล “คน” ได้ก่อนความเครียดจะกลายเป็นวิกฤติ

เปลี่ยน ‘ออฟฟิศ’ เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ HHA ‘ซ่อมใจคนทำงาน’

หลังดำเนินการมาต่อเนื่องในปีนี้ โครงการฯ ดังกล่าวถูกนำมาถอดบทเรียนอีกครั้งในการประชุมเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงาน HHA ซึ่ง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคี จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Connecting People • Empowering Well-being • Building Healthy Organizations”

นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ปัญหาสุขภาพจิต ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางกายหรือจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับครอบครัว การทำงาน และโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและการเงิน กรมสุขภาพจิตจะติดตามคนที่พยายามฆ่าตัวตายให้ครบหนึ่งปี เพื่อป้องกันไม่ให้ฆ่าตัวตายซ้ำ อย่างไรก็ตามเมื่อพ้นหนึ่งปีไปแล้วและเข้าสู่ปีที่ 2 ผู้ที่ได้รับการติดตามบางรายก็ฆ่าตัวตายสำเร็จอีกครั้ง เพราะว่าเราไม่ได้แก้เรื่องอื่นให้เขาในมิติอื่น เช่น ปัญหาครอบครัวเศรษฐกิจ หรือการกดดันในที่ทำงาน การรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเพียงการ “พักผ่อน” ชั่วคราว แต่เมื่อกลับไปเจอสภาพแวดล้อมเดิม ความคิดฆ่าตัวตายก็วนกลับมาได้ การมีสะพานเชื่อมอย่าง HHA ที่ช่วยตรวจจับสัญญาณ (Detect) คอยรับฟัง และพาเขาไปสู่ทางออก จึงเป็นหลักการที่สำคัญมาก

เปลี่ยน ‘ออฟฟิศ’ เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ HHA ‘ซ่อมใจคนทำงาน’
    
รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ผู้ทำหน้าที่ HHA จะผ่านการอบรม 4 มิติหลัก ได้แก่ กาย ใจ เงิน และสังคม/ปัญญา มีทักษะ Active Listening รักษาความลับ และสามารถส่งต่อเข้าสู่ระบบผู้เชี่ยวชาญได้เมื่อพบสัญญาณเสี่ยง สิ่งสำคัญคือ HHA ไม่ได้มีหน้าที่แก้ทุกปัญหา แต่เป็น “คนที่ทำให้พนักงานที่มีปัญหา ไม่ต้องเผชิญกับปัญหานั้นเพียงลำพัง”

ทำไมต้องเปลี่ยนจุดโฟกัสมาที่ “สถานประกอบการ”

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชวนมองประเด็นนี้ผ่านความเปลี่ยนแปลงของคำว่า “ชุมชน” ในชุมชนชนบท ปัญหาของคนในหมู่บ้านอาจมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อสม. เข้าไปช่วยดูแลได้ แต่สำหรับสังคมเมืองที่คนอยู่อาศัยในคอนโด หรือบ้านจัดสรร กลไกหมู่บ้านแทบไม่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับบุคคลเลย เพราะคนส่วนใหญ่ออกไปทำงานนอกบ้าน ดังนั้น “สถานประกอบการ” หรือ “องค์กร” จึงเป็น Setting ที่เหมาะสมและมีพลังที่สุดในการทะลวงปัญหาสุขภาพ

นอกจากนี้ ระบบเดิมมักแก้ปัญหาแบบ “แยกส่วน” ทำให้การดูแลไม่ครอบคลุมชีวิตคนจริงๆ นพ.พงศ์เทพ มองว่า จุดแข็งของสถานประกอบการคือมีทั้ง “คน ระบบ และการจัดการ” หากองค์กรให้ความสำคัญกับสุขภาวะ พนักงานที่ได้รับความรู้ยังสามารถนำกลับไปดูแลลูก พ่อแม่ และคนรอบตัวต่อได้อีกทอดหนึ่ง นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด Holistic Health Advisor หรือ HHA เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวมที่กรมสุขภาพจิต และ สสส. ร่วมกันพัฒนา เพื่อสร้าง “คนใกล้ตัว” ขึ้นภายในองค์กร เพื่อไม่ต้องรอให้พนักงานมีอาการหนักจนต้องเดินเข้าสู่ระบบรักษาเพียงทางเดียว

เปลี่ยน ‘ออฟฟิศ’ เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ HHA ‘ซ่อมใจคนทำงาน’

ถอดปมกำเนิด HHA เริ่มจากโควิด

ภัทรานิษฐ์ ทองตันไตรย์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ในฐานะผู้จัดการโครงการ HHA ได้เปิดเผยถึงจุดตั้งต้นของ HHA ว่า ย้อนกลับไปถึงช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออกและ EEC เวลานั้นพนักงานโรงงานจำนวนมากต้องถูกกักตัว บางแห่งเกิดการติดเชื้อทั้งแผนก คนที่เคยทำงานทุกวันต้องอยู่ในพื้นที่จำกัดนานถึงสองสัปดาห์ คนทำงานก็เริ่มเผชิญทั้งความเครียด ภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงฆ่าตัวตาย ภาวะหมดไฟ ศูนย์สุขภาพจิตจึงนำ Mental Health Check In เข้ามาคัดกรอง และใช้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ให้คำปรึกษาผู้ที่มีปัญหา แต่ไม่นานก็พบข้อจำกัดสำคัญคือ คนมีปัญหามากกว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปดูแลได้ทัน

โจทย์จึงเปลี่ยนจาก “ทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่สุขภาพจิตเข้าไปช่วยทุกคน” เป็น ทำอย่างไรให้องค์กรมีคนของตัวเองที่รับฟัง ดูสัญญาณเบื้องต้น และรู้ว่าจะพาคนที่กำลังมีปัญหาไปหาความช่วยเหลือต่อที่ไหน HHA รุ่นแรกจึงเริ่มทดลองกับสถานประกอบการ 21 แห่งในพื้นที่ EEC ก่อนพัฒนาหลักสูตรและขยายไปยังพื้นที่อื่น โดยมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเข้ามาร่วมพัฒนาและรับรองหลักสูตรในเวลาต่อมา

เบื้องหลังการขยับจากโครงการนำร่องจนกลายเป็นเครือข่าย HHA ในวันนี้ ยังมีอีกบทบาทที่ ภัทรานิษฐ์ ย้ำว่าเป็นส่วนสำคัญของการเดินทาง นั่นคือ สสส. ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่ทีมงานกำลังหาวิธีสร้างบุคลากรภายในสถานประกอบการขึ้นมาช่วยดูแลเพื่อนร่วมงาน แนวคิดดังกล่าวถูกนำไปหารือกับเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับ สสส. ก่อนพัฒนาไปสู่โครงการและการสนับสนุนงบประมาณสำหรับสร้างแกนนำในองค์กร

ภัทรานิษฐ์ อธิบายต่อว่า การสนับสนุนไม่ได้หยุดที่งบประมาณ แต่ยังเป็นพี่เลี้ยงเดินควบคู่ทั้งการพัฒนารูปแบบงาน หลักสูตร การทดลองใช้ในพื้นที่ สสส. ไม่ได้เพียงแค่อนุมัติงบประมาณสนับสนุน แต่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงและร่วมคิดค้น (Co-design) ตั้งแต่การพัฒนาร่างหลักสูตรอบรม 8 โมดูล การจัดวางรูปแบบกระบวนการทำงาน การให้ไกด์ไลน์เชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจนการร่วมติดตามและร่วมประเมินผลโครงการ 

หลักสูตรยังถูกพัฒนาต่อเนื่องเพื่อปรับให้ทันกับปัญหาคนทำงานที่เปลี่ยนไป สำหรับในอนาคต สิ่งที่ผู้พัฒนาโครงการกำลังมองต่อคือ การสร้าง Dashboard เพื่อมองเห็นข้อมูลสุขภาวะกายใจ และการเงินในภาพรวม เชื่อมข้อมูลให้มากขึ้น และสร้างองค์กรต้นแบบให้ก้าวขึ้นมาเป็น “พี่เลี้ยง” ให้มากขึ้น

เปลี่ยน ‘ออฟฟิศ’ เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ HHA ‘ซ่อมใจคนทำงาน’

AICA CARE 360° เพราะ “คน” มีปัญหามากกว่าความเครียด

ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นภาพแนวคิดนี้คือ บริษัท ไอกะ หาดใหญ่ จำกัด จ.สงขลา ซึ่งมีพนักงาน 94 คน สมฤดี สาโมลี ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ และนิสาชล อรุณโชค ผู้ช่วยผู้จัดการด้านมวลชนสัมพันธ์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานไม่ได้มาจาก ปัญหาสุขภาพจิต แต่เริ่มจากข้อมูลตรวจสุขภาพประจำปีที่พบพนักงานมี BMI เกินมาตรฐานถึง 78.13% จากพนักงานกลุ่มเล็กๆ ที่ชวนกันลดน้ำหนัก แลกข้อมูลเรื่องอาหาร ออกกำลังกาย ชั่งน้ำหนักและสร้าง Challenge กันเอง กิจกรรมค่อยๆ ถูกยกระดับเข้าสู่ระบบสุขภาวะของบริษัท มีงบประมาณ มีทีมงาน และมีการส่งบุคลากรไปเรียนรู้กับหน่วยงานภายนอก

ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ปีที่ผ่านมา พนักงานบางคนสูญเสียบ้านและทรัพย์สิน ความเครียดจึงแสดงให้เห็นชัดว่า ปัญหาของคนไม่ได้แยกว่าเรื่องนี้ “งาน” เรื่องนี้ “ครอบครัว” เรื่องนี้ “สุขภาพ” เพราะทุกเรื่องเดินเข้าประตูบริษัทมาพร้อมกับคนคนเดียวกัน AICA จึงค่อยๆ ขยายจากการดูแลกายไปถึงใจ ตั้งแต่ฝึกสมาธิ สร้างทีมอาสาจากหลายแผนก ไปจนถึงกิจกรรมจิตอาสาภายนอกองค์กร

นิสาชล เล่าว่า การออกไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมทำให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเอง “มีคุณค่า” มากกว่าการมาทำงานในแต่ละวัน ขณะที่เมื่อองค์กรเจอวิกฤติ พนักงานกลับมีความผูกพันและพร้อมช่วยเหลือกันมากขึ้น อีกสิ่งที่องค์กรสังเกตเห็นคือ อัตราการลาออกลดลงเหลือราว 3-5% ต่อปี และการมาสายอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผู้บริหารเองก็เข้ามา มีส่วนร่วมกับกิจกรรมมากขึ้น

เปลี่ยน ‘ออฟฟิศ’ เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ HHA ‘ซ่อมใจคนทำงาน’

คนดูแลคนอื่น ก็ต้องมีคนดูแล

อีกกรณีเกิดขึ้นที่ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เตชทัต หอมบุปผา สาธารณสุขอำเภอศรีสัชนาลัย เล่าว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 71 คนของอำเภอต้องรับผิดชอบประชาชนเกือบแสนคน บาง รพ.สต. มีเจ้าหน้าที่เพียง 2-3 คน ทั้งยังต้องรับภาระงาน ตัวชี้วัด และความคาดหวังจากประชาชน ความย้อนแย้งคือ คนที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาพของคนอื่นกลับพบว่า สุขภาพของตัวเองก็กำลังมีปัญหา 

“เราดูแลคนอื่น แต่เราลืมดูแลตัวเอง เรารับความเครียดจากประชาชน จากคนไข้ แล้วบางครั้งเอากลับมาใส่ตัวเอง”

จากจุดนี้เกิดนวัตกรรม “บัดดี้คู่คิด ชีวิตสมดุล” สร้างแกนนำ 27 คนขึ้นมาเป็นเพื่อนดูแลเพื่อน เพราะเรื่องสุขภาพจิตต้องอาศัยทั้งความรู้และ “ความไว้ใจ” คนที่ทำงานอาชีพเดียวกัน เข้าใจบริบทเดียวกัน จึงอาจเป็นคนแรกที่อีกฝ่ายกล้าเปิดใจ 

เมื่อลงไปดูปัญหาอย่างเป็นองค์รวม พวกเขากลับพบว่าไม่ได้มีแค่ความเครียด แต่ยังมีสุขภาพกายและปัญหาการเงิน โดยเจ้าหน้าที่บางคนต้องนำเงินเดือนเกือบครึ่งหนึ่งไปชำระหนี้ การดูแลจึงขยายไปถึงเรื่องการออม การให้คำปรึกษารายบุคคล การประสานสหกรณ์และสถาบันการเงินเพื่อจัดการหนี้นอกระบบ รวมถึงการหารายได้เสริม หลังดำเนินงานกายใจ และสถานการณ์การเงินพนักงานมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เปลี่ยน ‘ออฟฟิศ’ เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ HHA ‘ซ่อมใจคนทำงาน’

จาก “ซ่อมคนป่วย” สู่การดูแลก่อนถึงวิกฤติ

ปัจจุบัน HHA ขยายไปยังสถานประกอบการและองค์กร 222 แห่ง ครอบคลุมประชากรวัยทำงานกว่า 1.2 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2567 มีผู้เข้าร่วมการคัดกรอง 358,560 คน พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน ซึ่งได้รับการดูแลช่วยเหลือ ขณะที่กลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพกาย 25,600 คน สามารถปรับพฤติกรรมได้ดีขึ้น 91.96% และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับการช่วยเหลือ 70%

สิ่งที่ HHA พยายามเปลี่ยน อาจมีความหมายมากกว่าตัวเลขความสำเร็จ นั่นคือ การย้าย “ก้าวแรก” ของการดูแล สุขภาพจิต ให้กลับมาอยู่ใกล้ชีวิตคนมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวันวิกฤติที่พึ่งพาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว