วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หัวเว่ยยังคงเติบโตแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทาย

หัวเว่ยยังคงเติบโตแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทาย มุ่งมั่นส่งเสริมไทยอย่างต่อเนื่องในฐานะตลาดกลยุทธ์

 

หัวเว่ยเผยรายงานประจำปี พ.ศ. 2563 เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา แม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา และการระบาดโควิด-19 จะทำให้ธุรกิจเติบโตช้าลง แต่ผลประกอบการทางธุรกิจของหัวเว่ยก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้จากยอดขายทั่วโลกของหัวเว่ยในปี 2563 อยู่ที่ 891.4 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมด้วยกำไรสุทธิที่ 64.6 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 3.2% จากปีก่อนหน้า

นายเคน หู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ยกล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา เราดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งแม้ต้องเผชิญกับความยากลำบาก เราเดินหน้ารังสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าให้ลูกค้าของเรา เพื่อช่วยในการรับมือกับโรคระบาด สนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และทำให้สังคมทั่วโลกเดินหน้าต่อไปได้ เรายังใช้โอกาสนี้ในการพัฒนากระบวนการการดำเนินธุรกิจของเรา ซึ่งช่วยให้เรามีผลประกอบการในระดับใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ และเราจะยังคงทำงานกับลูกค้าและพันธมิตรของเราอย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตทางสังคม ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน” 

 

เมื่อดูจากตัวเลขในระดับภูมิภาคแล้ว รายได้จากเอเชียแปซิฟิกลดลงมาอยู่ที่ 64,369 ล้านหยวน หรือลดลง 8.7% เมื่อเทียบปีต่อปี อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ยังคงเป็นตลาดสำคัญในการผลักดันการเติบโตให้กับกลุ่มธุรกิจของหัวเว่ยทั่วโลก โดยกลุ่มธุรกิจโครงข่ายของหัวเว่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นยังคงรักษาผลประกอบการอันแข็งแกร่งเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นผลมาจากติดตั้งโครงข่าย 5G อย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจองค์กรก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการที่บริษัทในประเทศต่าง ๆ ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลกันรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานเสวนาสำหรับสื่อมวลชนในเอเชียแปซิฟิกที่จัดขึ้นหลังจากงานแถลงข่าวรายงานประจำปีที่ผ่านมา นายเจย์ เฉิน รองประธานของหัวเว่ย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แสดงความมั่นใจต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของหัวเว่ยในภูมิภาคดังกล่าว โดยเขาได้กล่าวว่า “เอเชียแปซิฟิกนั้นเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุดของหัวเว่ยเสมอมา และเรายังคงเดินหน้ารักษาตำแหน่งผู้นำเอาไว้ได้ด้วยผลประกอบการที่ดีและมั่นคงในปี พ.ศ. 2563 ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเรากับลูกค้าและพันธมิตรของเรา ส่งผลให้พวกเขามีความสามารถในการปรับตัวได้เป็นอย่างดี จะเห็นได้จากการที่เราทำงานร่วมกันเพื่อก้าวข้ามความท้าทายของปี 2563 มาได้ และวันนี้พวกเขาเหล่านั้นก็มีความมั่นใจและผูกพันกับแบรนด์หัวเว่ยมากขึ้น” 

 

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังคงเน้นย้ำว่าประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งซึ่งหัวเว่ยให้ความสำคัญตลอด 21 ปี ที่ผ่านมาในช่วงการแถลงรายงานประจำปี พ.ศ. 2563 และงานเสวนาสำหรับสื่อมวลชนในเอเชียแปซิฟิก โดยในรายงานประจำปี ได้กล่าวถึงการได้รับรางวัล PM Digital Awards ในประเภท Digital International Corporation of the Year สำหรับบริษัทต่างชาติ จากสำนักนายกรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม 2564 ถือเป็นองค์กรระดับนานาชาติรายเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งนี้ ในงานมอบรางวัลดังกล่าว นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้แสดงความยินดีกับผู้บริหารของหัวเว่ย และขอให้บริษัทฯ ดำเนินงานตามเป้าหมายองค์กร ในการช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไปในอนาคต ซึ่งรางวัลดังกล่าวนับเป็นการแสดงความยอมรับของรัฐบาลไทยที่มีต่อเทคโนโลยีชั้นนำที่ได้รับความไว้วางใจของหัวเว่ย ประเทศไทย ซึ่งจะช่วยต่อยอดศักยภาพของประเทศในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล รวมไปถึงการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

หัวเว่ย ในฐานะผู้จัดหาอุปกรณ์ด้านโทรคมนาคมอันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้ดำเนินงานก่อสร้างและยกระดับโครงสร้างด้าน ICT การเชื่อมต่อ 5G และการพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องผ่านเทคโนโลยีและโซลูชันชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราชในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยหัวเว่ยได้ช่วยโรงพยาบาลศิริราชในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้งานและพัฒนาต่อยอดแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น รถพยาบาล 5G ห้องพยาบาลฉุกเฉิน 5G รวมถึงการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ด้วยรถยนต์ไร้คนขับเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยยกระดับคุณภาพการบริการด้านสาธารณสุขและช่วยรับมือกับการระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2564 หัวเว่ย จะยังคงสนับสนุนผู้ให้บริการเครือข่ายในการก่อสร้างโครงข่าย 5G และการพัฒนาโซลูชันเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ 5G เสริมประสิทธิภาพในโรงพยาบาล ด้านการท่องเที่ยว ด้านการเกษตร ด้านคมนาคม ในขณะเดียวกัน หัวเว่ยจะยังทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ในการพัฒนาและส่งมอบแพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีอีกด้วย

นอกจากการเป็นพันธมิตรด้าน ICT ชั้นนำ หัวเว่ยยังมุ่งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทย และช่วยให้ไทยเป็นฐานเศรษฐกิจ รวมทั้งการเป็นดิจิทัลฮับที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 โดยในปี พ.ศ. 2559 หัวเว่ยได้ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและการเรียนรู้ CSIC (Customer Solution Innovation and Integration Experience Center) ซึ่งได้รวบรวมตัวอย่างแอปพลิเคชันและบริการระดับโลกจากลูกค้าและแล็บวิจัยของหัวเว่ยมากกว่า 120 แบบ

ในปี พ.ศ. 2560 หัวเว่ยได้จัดตั้งห้องทดลองแบบเปิดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศไทย ด้วยมูลค่าเงินลงทุน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 หัวเว่ยได้จัดตั้งโครงการ 5G Testbed เป็นแห่งแรกของประเทศไทยในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยยังได้เปิดศูนย์ 5G EIC แห่งแรกในประเทศไทย เพิ่มศักยภาพให้กับลูกค้าเหล่าพาร์ทเนอร์ในอีโคซิสเต็มเพื่อช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล โดยในปีนี้หัวเว่ยจะเปิดตัวแผนดำเนินงานอีกจำนวนมากที่จะผสานอีโคซิสเต็มของดิจิทัลในประเทศไทยให้เกิดความเป็นเอกภาพ ผ่านการร่วมมือกับภาครัฐบาลและพาร์ทเนอร์ในแวดวงอุตสาหกรรมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานแข่งขัน Huawei Cloud Spark Competition, 5G Innovation Competition, การจัดตั้ง 5G Application Alliance และการจัดงานสัมนา Huawei Cloud and Connectivity Conference

ดังที่ได้เน้นย้ำโดยตลอดมา หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าทางสังคมให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในฐานะองค์กรพลเมืองท้องถิ่นที่มีความรับผิดชอบ สำนักงานของหัวเว่ย ประเทศไทย มีพนักงานมากกว่า 3,200 คน ซึ่งคิดเป็นพนักงานชาวไทยมากกว่า 88 เปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อครั้งที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ให้การสนับสนุนการทำงานทางไกลในองค์กร บริจาคหน้ากากอนามัยและระบบสำหรับประชุมทางไกลให้กับท่าอากาศยาน จัดโครงการนำร่องมอบยานพาหนะไร้คนขับให้กับโรงพยาบาลศิริราช รวมถึงติดตั้งนวัตกรรมการสื่อสารทางไกลเพื่อการแพทย์ (Telemedicine) และโซลูชัน AI สำหรับวินิจฉัยโรคโควิด-19 นอกจากนี้ เพื่อช่วยสร้างและพัฒนาผู้เชี่ยวชาญทางดิจิทัลของไทย หัวเว่ยได้จัดตั้งสถาบัน HUAWEI ASEAM Academy (Thailand) และโครงการ Seeds for the Future ซึ่งมีเป้าหมายจะผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีทีจำนวน 50,000 คน ภายในเวลา 5 ปี ในอนาคต หัวเว่ยกำลังจะมีโครงการ Digital Bus เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในประเทศไทย รวมทั้งโครงการ TECH4Nature ที่จะช่วยพัฒนาการอนุรักษ์ธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ด้วยปัจจัยด้านการพัฒนาธุรกิจที่มีเสถียรภาพในระดับโลก การเติบโตอย่างไม่หยุดหย่อนในระดับภูมิภาค และการดำเนินงานอย่างแข็งแกร่งในระดับท้องถิ่น เราอยากเห็นหัวเว่ยเดินหน้าสานต่อพันธกิจที่ว่า “เติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย อุทิศตนเพื่อประเทศไทยและช่วยให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านดิจิทัลของภูมิภาค ดังที่เราได้ทราบจาก คุณอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเน้นย้ำความเชื่อมั่นที่มีต่อการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศไทย และยังเป็นการยืนยันว่าหัวเว่ยจะเดินหน้าลงทุนในตลาดยุทธศาสตร์นี้ต่อไปในอนาคต