“โครงการ CoLIFE” เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 10,000 ครอบครัว บริจาคได้แล้ววันนี้ผ่าน socialgiver.com
6 องค์กรเพื่อสังคม นำโดย Global Shapers Bangkok มูลนิธิยุวพัฒน์ และภาคีเครือข่าย ร่วมผลักดัน “โครงการ CoLIFE” เชิญชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินผ่าน บัญชี มูลนิธิยุวพัฒน์ กับ “คนดัง คนโปรด” เร่งส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือ 10,000 ครอบครัวกลุ่มคนเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด – 19 พร้อมอุดหนุนเกษตรกรไทย โดยได้แรงหนุนจากคนดัง 19 คน ร่วมรณรงค์ให้เกิดการบริจาคแบบ “ทำดี 2 ต่อ” ช่วยทั้งกลุ่มคนเปราะบางและเกษตรกร บริจาคได้แล้ววันนี้ผ่าน socialgiver.com ที่ https://bit.ly/3h6JHgQ
สถานการณ์โควิด-19 สำหรับประเทศไทยยังอยู่ในความเสี่ยง ขณะเดียวกันผลกระทบที่ได้เกิดขึ้นแล้วยัง ส่งผลกับคนจำนวนมากที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะ “กลุ่มคนเปราะบาง” ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้ถูกเลิกจ้างหรือถูกให้หยุดงาน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ เด็กกำพร้า เป็นต้น นี่คือที่มาที่ทำให้ Global Shapers Bangkok มูลนิธิยุวพัฒน์ Socialgiver มูลนิธิ SATI มูลนิธิ SOS และ Urban Studies Lab ทั้ง 6 องค์กรร่วมกันจัดกิจกรรม “ทำดี 2 ต่อ” ภายใต้ “โครงการ CoLIFE” ร่วมกับศิลปิน นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ 19 คน
ทั้งนี้ กิจกรรมทำดี 2 ต่อ กับคนดังคนโปรด นั้น ประกอบด้วย “ต่อที่ 1” ขอเชิญชวนคนไทยร่วมบริจาคเงิน 300 บาท ผ่านโครงการ CoLIFE เพื่อส่งมอบถุงยังชีพจำนวน 1 ถุง ให้ 1 ครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ และ “ต่อที่ 2” การช่วยส่งมอบถุงยังชีพแก่ผู้เปราะบางในโครงการนี้ยังเป็นการช่วยเกษตรกรไทยด้วย เพราะโครงการจะนำผลิตผลที่รับซื้อจากเกษตรกรในราคาเป็นธรรม มาบรรจุเป็นส่วนหนึ่งในถุงยังชีพนี้
สำหรับถุงยังชีพ 1 ถุง จะประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ได้แก่ ข้าวสาร 5 กิโลกรัม ปลากระป๋อง 6 กระป๋อง หน้ากากอนามัยแบบผ้า 2 ชิ้น สบู่ 2 ก้อน นมสดหรือนมถั่วเหลือง 4 กล่อง แอลกอฮอล์เจล 1 หลอด แผ่นพับให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากโควิด-19 และผลผลิตจากเกษตรกร เช่น การได้รับซื้อข้าวสารจากโรงสีข้าวซึ่งให้ราคาเป็นธรรมกับเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ เรารับซื้อปลาเค็มจากกลุ่มแม่บ้านชุมชนในจังหวัดกระบี่ เลยกลายเป็นการทำดี 2 ต่อเพราะผู้บริจาคช่วยได้ทั้งคนเปราะบางและเกษตรกรซึ่งทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงโควิด
เกี่ยวกับการบริจาค เพื่อให้งานนี้เกิดการขยายผลเข้าถึงคนไทยจำนวนมากให้เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการ CoLIFE จึงได้ขอความร่วมมือจากศิลปิน ดารา อินฟลูเอนเซอร์จิตอาสา จำนวน 19 คน ได้แก่ คุณหมิว ลลิตา คุณเชอรี่ เข็มอัปสร คุณแพนเค้ก เขมนิจ คุณโทนี่ รากแก่น คุณมารีญา Miss Thailand Universe คุณปิ่น เก็จมณี คุณโต้ง ทูพี และคุณมิ้นท์ I Roam Alone ฯลฯ มาทำหน้าที่ให้กำลังใจผู้บริจาค โดยที่ผู้บริจาคสามารถเลือกบริจาคกับคนดังที่ชื่นชอบที่ลิงค์ https://bit.ly/3h6JHgQ ผู้บริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไข ซึ่งเงินบริจาคจะถูกโอนเข้าบัญชีมูลนิธิยุวพัฒน์องค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายและมีผลการดำเนินงานที่โปร่งใส
ทุกๆ การบริจาค 300 บาท (1 ถุงยังชีพ) คุณอาจจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเพื่อ รับประสบการณ์พิเศษ ร่วมทำกิจกรรมกับคนดังคนโปรดที่แตกต่างหลากหลาย ด้วยกติกาง่ายๆ เพียงเขียนข้อความให้กำลังใจกลุ่มคนเปราะบางที่เดือดร้อน คณะกรรมการจะคัดเลือกข้อความที่ประทับใจที่สุดจากผู้บริจาคจำนวน 19 คน ให้ได้ไปร่วมกิจกรรมสุดพิเศษกับคนดังคนโปรดที่ผู้บริจาคได้เลือกร่วมบุญด้วย
เกี่ยวกับกลุ่มเปราะบางผู้รับประโยชน์ของโครงการนี้เป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 10,000 ครอบครัว หรือประมาณ 30,000-40,000 คน นั้น โดยโครงการ Covid Relief Bangkok และ Urban Studies Lab เป็นผู้ระบุและค้นหาแหล่งที่อยู่ของชุมชนที่มีความขาดแคลนมากที่สุด ประเมินจากอายุและรายได้เป็นหลัก โดยใช้ข้อมูลสำมะโนประชากร และ นำข้อมูลของกรุงเทพมหานครในระดับแขวงมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกและแม่นยำ สามารถดูรายละเอียดข้อมูลจริงได้ที่ https://bit.ly/3eB2C1M
นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และทีมงานจากศูนย์อนามัย กรุงเทพมหานคร ช่วยสำรวจข้อมูลภาคสนามถึงความเป็นไปของแต่ละครอบครัวในชุมชนเปราะบางในรายละเอียดว่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์ใด ไม่ว่าจะการถูกเลิกจ้าง ในบ้านมีผู้ป่วยติดเตียง หรือต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ฯลฯ การได้รับข้อมูลโดยตรงจาก อสส. ช่วยให้สามารถเข้าถึงชุมชนได้ดีขึ้น จึงทำให้สามารถส่งมอบถุงยังชีพสู่ชุมชนเป้าหมายและปลอดภัยจากการแพร่เชื้อ
ร่วมบริจาคกับคนดังคนโปรดวันนี้ได้ที่ https://bit.ly/3h6JHgQ
หรือสแกนคิวอาร์โค้ด
#CoLIFE #เคียงข้างด้วยใจ #เราจะก้าวผ่านไปด้วยกัน
******************************************************************************************************************************
ที่มาของโครงการ CoLIFE
โครงการ CoLIFE เป็นการรวมตัวกันของ 6 ภาคี และศิลปิน นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ รวม 19 ชีวิต นำโดย Global Shapers Bangkok ภายใต้แนวคิด “Co” ซึ่งแปลว่า “ร่วม” ด้วยความเชื่อว่า ทุกคนคือ “เจ้าของร่วม” ของสังคมที่เราอยู่ และทุกชีวิตในสังคมต้อง “อยู่ร่วมกัน” พึ่งพาอาศัยกัน และจำเป็นที่จะต้อง “ร่วมมือกัน” เพื่อผลักดันให้สังคมเดินไปข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง ซึ่งการร่วมมือกันของ 6 ภาคี นำโดย Global Shapers Bangkok มีดังนี้
- กลุ่มอาสาสมัคร Global Shapers Bangkok เครือข่ายเยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่มีอายุไม่เกิน 30 ปี รวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม โดยไม่แสวงหาผลกำไร ดำเนินการภายใต้ Global Shapers Community ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาสังคมของ World Economic Forum หรือสภาเศรษฐกิจโลก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- มูลนิธิยุวพัฒน์ องค์กรสาธารณกุศลที่นอกจากการช่วยพัฒนาด้านการศึกษาของเด็กไทยแล้ว ยังให้การสนับสนุนองค์กร/ภาคี ที่ทำงานเพื่อสังคมในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบที่ดีแก่สังคมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
- มูลนิธิ SATI ผู้นำแห่งโครงการ Covid Relief Bangkok ที่ให้การช่วยเหลือและส่งมอบถุงยังชีพให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่ง ณ 30 มิถุนายน 2563 มูลนิธิฯ ได้ช่วยเหลือผ่านการมอบถุงยังชีพแล้ว 9,600 ครอบครัว หรือ 38,000 คน
- มูลนิธิ SOS องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ขับเคลื่อนการลดปริมาณ Food Waste และจัดการบริหาร Food Surplus เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ที่ขาดแคลนอาหาร
- Socialgiver กิจการเพื่อสังคมผู้ก่อตั้ง Platform ที่เชื่อมต่อธุรกิจที่ต้องการช่วยเหลือสังคมกับผู้บริโภคเพื่อร่วมกันคืนกำไรให้กับสังคมผ่านการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์
- Urban Studies Lab กิจการเพื่อสังคมที่นำความรู้จากการศึกษาชุมชนผ่านแต่ละสาขาวิชาต่างๆ มาจัดทำ Open-Data สำหรับทุกคนที่ต้องการนำข้อมูลเหล่านั้นมาต่อยอดให้เป็นโครงการที่สามารถพัฒนาและขับเคลื่อนชุมชนได้จริง
Urban Studies Lab กับการค้นหาชุมชนเปราะบาง
ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ในเขตกรุงเทพมหานคร
โครงการ CoLIFE ได้ร่วมกับ Covid Relief Bangkok และ Urban Studies Lab เพื่อระบุและค้นหาแหล่งที่อยู่ของชุมชนที่มีความขาดแคลนมากที่สุดโดยประเมินจากอายุและรายได้เป็นหลัก โดยใช้ข้อมูลสำมะโนประชากรและสัดส่วนของครัวเรือนปี พ.ศ. 2559 ดูสัดส่วนความไม่เท่าเทียมกันของแต่ละพื้นที่ แล้วนำมาวิเคราะห์เขียนลงในแผนที่ เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าพื้นที่ไหนมีปริมาณกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งคือ ชุมชนเปราะบางจำนวนมาก จากนั้นก็มาเทียบกับความหนาแน่นของคนในแต่ละท้องที่ นอกจากนั้นยังนำข้อมูลของกรุงเทพฯ ในระดับแขวงมาซ้อนทับกันเพื่อหาพื้นที่ที่เปราะบางมากที่สุด เพื่อจะได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีด้วยการผนวกข้อมูลจากทั้งนักวิจัย, ข้อมูลจากเครือข่าย อสส. และ การลงพื้นที่จริง จึงทำให้ Urban Studies Lab ได้ข้อมูลที่ลึกขึ้น และสามารถทำแผนที่ Live Data แสดงความเปราะบางของพื้นที่รายแขวงในเขตกรุงเทพมหานคร ในสถานการณ์ โควิด-19 ดังนี้
ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเมืองเพื่อหาพื้นที่เปราะบางโดยข้อมูลที่ใช้ในปัจจุบัน มีเกณฑ์ดังนี้
- ความหนาแน่นของครัวเรือนรายได้ต่ำในแต่ละแขวง
- จำนวนของครัวเรือนรายได้ต่ำในแต่ละแขวง
- ความหนาแน่นของประชากรผู้สูงอายุในแต่ละแขวง
- จำนวนของประชากรผู้สูงอายุในแต่ละแขวง
- จำนวนชุมชนแออัดและความหนาแน่นสูงในแต่ละแขวง
- ค่าสัมประสิทธิความไม่เท่าเทียม (GINI)
ซึ่งจากความร่วมมือของเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และทีมงานจากศูนย์บริการสาธารณสุขหรือศูนย์อนามัย ภายใต้สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายหลักเฉพาะเจาะจงไปที่สาธารณสุขปฐมภูมิ และการเข้าถึงชุมชน โดยศูนย์อนามัยมีเป้าหมายหลัก 3 ข้อ คือ ให้บริการทางสาธารณสุขขั้นพื้นฐานแก่ชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ การบำบัดผู้ติดยาเสพติด รวมไปถึงแม่และเด็กในพื้นที่ที่ต้องการการดูแล นอกจากนี้ยังฝึกสอนอาสาสมัครสาธารณสุขให้มีความรู้ความเข้าใจเพื่อกระจายข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและความช่วยเหลือทางเทคนิค โดยทั่วไปในหนึ่งศูนย์จะมีแพทย์ 2-3 คน ร่วมกับพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์และเครือข่ายอสส. ซึ่งจำนวนประชาชนที่ดูแลในแต่ละเขตแตกต่างกันออกไปตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน
โดยปกติ ทีมจากศูนย์อนามัยจะไปเยี่ยมผู้คนตามบ้าน โดยอาสาสมัคร 1 คน จะดูแลประมาณ 20-30 ครัวเรือนในชุมชน เพื่อทราบถึงความเป็นไปของแต่ละครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นบ้านไหนเพิ่งโดนเลิกจ้าง บ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง หรือ บ้านไหนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนที่สุด ซึ่งการได้รับข้อมูลโดยตรงจาก อสส. ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์ขึ้น และสามารถเข้าถึงชุมชนเปราะบางได้ดีกว่าเดิม
อสส. เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขาดไม่ได้ในระบบสาธารณสุขในการเชื่อมความสัมพันธ์กับชุมชนในการรับมือกับปัญหาโรคระบาด เพราะอสส.เข้าใจความแตกต่างของแต่ละชุมชนเหล่านี้ดีจึงสามารถสื่อสารข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงระบุปัญหาและความต้องการอย่างตรงจุด
โครงการฯ เห็นถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจใหม่กับผู้อยู่แนวหน้าในการต่อสู้กับโรคระบาดในครั้งนี้ ถึงแม้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางและส่วนท้องถิ่นจะมีเจ้าหน้าที่ทำงานกันเป็นจำนวนมาก แต่การเข้าถึงผู้คนชายขอบเป็นปัญหาที่ท้าทาย จากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ อสส. ทำงานกันอย่างสุดความสามารถและมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ โครงการฯ หวังว่าการได้รับข้อมูลโดยตรงจาก อสส. เพื่อช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์ขึ้น และสามารถเข้าถึงชุมชนเปราะบางได้ดีกว่าเดิม ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ โครงการฯ จึงสามารถส่งมอบถุงยังชีพสู่ชุมชนได้ถึงพื้นที่เป้าหมาย และปลอดภัยจากการแพร่เชื้อมากที่สุด เพื่อฟื้นฟูและสร้างความยืดหยุ่นให้กับชุมชนในช่วงเวลาอันไม่แน่นอนในขณะนี้
ร่วมบริจาคกับ CoLIFE
พร้อมรับประสบการณ์สุดพิเศษกับ 19 คนดัง 17 กิจกรรม
พิเศษ! นอกจากการทำดีผ่านการ “มอบถุงยังชีพ” ให้ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว ทุกๆ การให้ 300 บาท คุณอาจได้รับ “ประสบการณ์สุดพิเศษ” ร่วมทำหนึ่งกิจกรรมสุด Exclusive กับคนดังคนโปรดของคุณที่เป็น ศิลปิน ดารา และ อินฟลูเอนเซอร์ ที่มีชื่อเสียงของโครงการทั้ง 19 ท่าน
ง่ายๆ เพียง เขียนข้อความให้กำลังใจผู้ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ โดยที่ผู้เขียนข้อความได้ประทับใจคณะกรรมการที่สุดจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้โชคดี
ร่วมกิจกรรมได้ที่ https://ddl.socialgiver.com/ddl/CoLIFE ตั้งแต่ วันนี้ ถึง 15 สิงหาคม 2563








