วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

“มิชลิน ไกด์ ไดนิ่ง ซีรีส์” สำหรับ เบญจา ชิกเก้น

ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากเสน่ห์ของวัตถุดิบท้องถิ่นระดับพรีเมียม“ไก่ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง” โดยเชฟระดับมิชลินสตาร์ ปรุงอาหารสไตล์ฝรั่งเ

ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “มิชลิน ไกด์ ไดนิ่ง ซีรีส์” สำหรับ เบญจา ชิกเก้น ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “มิชลิน ไกด์ ไดนิ่ง ซีรีส์” สำหรับ เบญจา ชิกเก้น จากเสน่ห์ของวัตถุดิบท้องถิ่น ระดับพรีเมียม “ไก่ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง”  โดยเชฟระดับมิชลินสตาร์ ด้วยเทคนิคการปรุงอาหารสไตล์ฝรั่งเศส กรุงเทพฯ 27 มิถุนายน 2562 – มิชลิน ไกด์ ไดนิ่ง ซีรีส์ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2019 ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้แนวคิด “THE FRENCH CONNECTION” ซึ่งครั้งนี้ ได้นำเสนอการร่วมกันรังสรรค์อาหารค่ำมื้อพิเศษระหว่างเชฟ 2 ท่านจากร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ถึง 2 ร้านด้วยกัน คือ เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก (Chef Henk Savelberg) จากร้าน ซาเวลเบอร์ก (Savelberg) ร่วมกับ เชฟอเมริโก้ เซสติ (Chef Amerigo Sesti) จากร้าน แฌม บาย ฌองมิเชล โลรองต์ (J’AIME by Jean-Michel Lorain) นำเสนอประสบการณ์มื้อค่ำแบบฝรั่งเศสที่ผสานความเป็นไทย ณ ร้านรางวัล 1 ดาวมิชลิน ซาเวลเบิร์ก (Savelberg)

โดยเบญจา ชิกเก้น ในฐานะหนึ่งในผู้สนับสนุนระดับพรีเมียมของ มิชลิน ไกด์ ไทยแลนด์ 2019 ได้ถือโอกาสเชิญพันธมิตรทางการค้า และแขกคนสำคัญเข้าร่วมงาน พร้อมร่วมลิ้มลองเมนู 8 คอร์สสุดพิเศษ ซึ่งอาหารจานหลักเป็นเมนูไก่ที่ปรุงด้วยเทคนิคการปรุงอาหารแบบฝรั่งเศส จากวัตถุดิบท้องถิ่นระดับพรีเมียม “ไก่เบญจา ชิกเก้น” ไก่ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง ต้อนรับแขกพิเศษ ด้วยเมนูคานาเป้ Banana and Foie Gras (by Savelberg) และ Banana and Blue Cheese by J’AIME (by Jean Michel Lorain) จากนั้นเริ่มคอร์สด้วย อาหารทานเล่นเมนูพิเศษ “Benja Chicken, White Asparagus and Crustacean Emulsion (J’AIME by Jean Michel Lorain) ที่ปรุงจากเนื้อไก่เบญจา ชิกเก้น คัดสรรส่วนอก นำมาจี่ไฟ เสิร์ฟคู่หน่อไม้ฝรั่งขาวผัดซอส หอม นุ่ม ฉ่ำ ลงตัว จากนั้น เรียกน้ำย่อยด้วยเมนู Lobster, Fennel Salad and Orange (Savelberg) และ Pan-seared Scallop and Beetroot Texture (Savelberg) ที่ใช้หอยเชลล์ส่งตรงจากเนเธอร์แลนด์ บ้านเกิดของเชฟ

และรังสรรค์เป็นพิเศษเฉพาะงานนี้  ต่อด้วยจานปลา (Fish Course) ที่เป็นอาหารโปรดของเชฟเฮงค์ Grilled North Sea turbot, coconut sauce, mango salad and venere rice (Savelberg)มาถึงเมนคอร์ส์ เมนูหลักที่เชฟทั้งสองร่วมสร้างสรรค์ออกมาได้น่าสนใจ คือ คอร์สไก่ “Benja Chicken breast, mash potatoes with Epoisses, morel and port (Savelberg)” เสิร์ฟคู่กับ “Benja Chicken wing, cabbages and Australian black winter truffle (J’AIME by Jean Michel Lorain) ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เชฟเฮงค์ ได้นำอกไก่ (เบญจา ชิกเก้น) มาอบสุญญากาศ (sous-vide) เพื่อคงความชุ่มฉ่ำเอาไว้ ก่อนนำไปผัดเนย เสิร์ฟพร้อมซอสเห็ด morel ป่า ส่วนเชฟอเมริโก้ นำเมนู Truffe au choux ที่ขึ้นชื่อของเชฟฌอง-มิเชล มาตีความใหม่ พาสต้าถูกรังสรรค์ด้วยเทคนิคแบบฝรั่งเศส ผสมเห็ด black winter truffle จากออสเตรเลีย ผสานอิทธิพลเอเชียด้วยบ็อคซอย และใบบัวบก รวมทั้ง ปีกไก่ จากเบญจา ชิกเก้น

ต่อด้วยเมนูจานเนื้อ (Meat Course) Pig trotters, buckwheat, carrot, citrus and timut pepper (J’AIME by Jean Michel Lorain) และปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน Sweet potato, Chinese cardamom and white chocolate (J’AIME by Jean Michel Lorain)เชฟเฮงค์ กล่าวถึงการคัดสรรวัตถุดิบ ซึ่งปรัชญาที่เขายึดมั่นว่า แม้เทคนิคและรูปแบบจะเป็นฝรั่งเศส แต่อาหารที่เขารังสรรค์ต้องนำเสนอความโดดเด่นของสี กลิ่น และรสชาติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่เขาเองตั้งถิ่นฐานอยู่ในตอนนี้ “ทุกสิ่งทุกอย่างช่วยผลักดันและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราทำครับ ผมอยู่เมืองไทยมา 5 ปีแล้ว แต่ยังต้องสังเกต เรียนรู้ และค้นหาสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยอยู่เสมอ จนตอนนี้ คุณจะเห็นอิทธิพลความเป็นไทยได้ในเมนูต่างๆที่เราเสิร์ฟ” ทั้งนี้ ผักที่ร้านซาเวลเบิร์กมาจากฟาร์มในประเทศไทย ส่วนเนื้อสัตว์ต่างๆ จะนำเข้าจากบ้านเกิดของเชฟที่เนเธอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นปลา Turbot ที่นำมารังสรรค์เมนูร่วมกับเชฟอเมริโก้ หรือหอยเชลล์ที่นำมารังสรรค์เมนูพิเศษเฉพาะในงาน ยกเว้นเมนูเมนคอร์สที่เป็นไก่ ที่ใช้เนื้อไก่สด เบญจา ชิกเก้น ไก่จากเมืองไทยเลี้ยงด้วยข้าวกล้อง ซึ่งเนื้อมีคุณภาพ มีความหอม นุ่ม และฉ่ำ เมื่อนำมาบวกกับเทคนิคแบบฝรั่งเศส

จึงช่วยให้เมนูนี้มีรสชาติที่ลงตัวอย่างที่ต้องการ ทางด้านเชฟอเมริโก้ ก็ได้กล่าวถึงการร่วมงานกันในครั้งนี้ว่า “ในฐานะเชฟ เราทั้งคู่ถือว่าพูดภาษาเดียวกันครับ ภาษานั้นก็คือ หัวใจสำคัญของเทคนิคอาหารฝรั่งเศส” ส่วนเรื่องวัตถุดิบนั้น ทางร้านแฌม ภายใต้การดูแลของเชฟ ก็พัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน คือ หันมาใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยนำเสนอผ่านเทคนิคแบบฝรั่งเศส รสชาติอาหารที่ได้จึงแปลกใหม่  ภายใต้เนื้อแท้ของวัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมียมของไทย ที่ถูกปรุงแต่งด้วยเทคนิคการทำอาหารขั้นสูงแบบฝรั่งเศส และความวิจิตรบรรจงรังสรรค์ในแบบผสมผสาน จาก 2 สุดยอดเชฟ ที่ท่านหนึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ไฟแรง และอีกท่านเป็นกูรูรุ่นใหญ่ ที่พาร้านต่างๆคว้ามิชลินมากว่า 37 ปี ด้วยความหลงใหลและช่ำชองในอาหารฝรั่งเศส จึงเป็นการผสมผสานความต่างอย่างลงตัว มื้ออาหารนี้ จึงเปรียบเสมือนการรื่นรมย์กับอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศ ทว่าก็มีกลิ่นอายและเสน่ห์ความเป็นไทย จากวัตถุดิบที่ไม่แพ้ใครในโลก

เกี่ยวกับ Benja Chicken - เนื้อไก่สด รางวัลนวัตกรรมBenja Chicken เนื้อไก่สด ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรม หมาดๆจากงาน Thaifex World of Food Asia 2019 (มหกรรมงานอาหารระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีทั้งผู้เข้าร่วมแสดงงาน 2,537 ราย จาก 41 กลุ่มนานาชาติ และผู้เข้าชมงานจาก 130,000 คน จาก 150 ประเทศทั่วโลก) ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา (โดยไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การจัดแสดงสินค้านวัตกรรม ThaifexTaste Innovation Show ซึ่ง Benja Chicken ได้รับคัดเลือกจากกว่า 700 ผลิตภัณฑ์ทั่วโลก เข้าร่วมจัดแสดงในโซนสินค้านวัตกรรมอาหารนี้) พร้อมกระแสการตอบรับที่ดีในตลาดโลก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคครอบครัวยุคใหม่ที่ชื่นชอบ Natural Product ห่วงใยในความปลอดภัย ต้องการอาหารในระดับซุปเปอร์พรีเมียม และนับเป็นครั้งแรกของโลกที่เลี้ยงไก่ ด้วยข้าวกล้อง

โดยข้าวกล้องคัดพิเศษสูตรเฉพาะของ U-Farm  ที่อุดมไปด้วยกาบ้า (GABA) และ สารต้านอนุมูลอิสระพร้อมด้วยวิตามิน B3 B6 B9  ช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของไก่ ให้มีโครงสร้างกล้ามเนื้อที่ดี จึงทำให้เนื้อมีความยืดหยุ่น ทั้งยังทำให้ได้รสชาติความหอม ความนุ่ม และความฉ่ำของเนื้อไก่ มากกว่าทั่วไป ถึง 55% ที่สำคัญยังปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมน และไม่เคยได้รับยาปฎิชีวะนะ 100% ตลอดการเลี้ยงดู โดยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจาก NSF International (National Sanitation Foundation) ติดตามอัพเดทข่าวสารและกิจกรรมต่างๆของ Benja Chicken ได้ทาง https://www.facebook.com/benjachicken/
เกี่ยวกับเชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก (Henk Savelberg) เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก เป็นเชฟชาวดัตช์ เจ้าของดาวมิชลินกว่า 4 ร้านจากเนเธอแลนด์ โดยร้านอาหารที่เชฟร่วมงานด้วยทุกร้าน ได้รับรางวัลมิชลิน ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 1982, 1985, 1990 และ 1998 จนกระทั่งเชฟตัดสินใจขายกิจการทั้งหมดในปี 2014 และย้ายมาลงหลักปักฐานที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน Savelberg โดยเสิร์ฟรสชาติระดับมิชลินมาจนถึงปัจจุบัน และได้รางวัล 1 ดาว ของ มิชลิน ไกด์ ไทยแลนด์ ต่อเนื่องในปี 2018 และ 2019 

เกี่ยวกับเชฟอเมริโก้ เซสติ (Amerigo Sesti) เชฟอเมริโก้ เติบโตจากเมืองแบร์กาโม ประเทศอิตาลี ก่อนเข้าสู่วงการอาหารด้วยความมุ่งมั่นตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนที่จะมาร่วมงานในตำแหน่งเชฟประจำห้องอาหาร J’AIME by Jean-Michel Lorain ที่โรงแรม ยู สาทร กรุงเทพฯ ได้รับการฝึกฝนอย่างหนักจากเชฟฌอง-มิเชล โลรองต์ จากห้องอาหารมิชลินสตาร์ เลอ ค็อตส์ เซงต์ จาร์ค เบอร์กันดี้ ประเทศฝรั่งเศส การันตีได้ถึงฝีมือที่สุดยอด และเปี่ยมด้วยความหลงใหลในอาหารฝรั่งเศส

รีวิวร้านอาหาร Savelberg จากผู้ตรวจสอบมิชลิน (ร้านอาหารระดับ 1 ดาวมิชลิน) ร้านอาหารชื่อเดียวกับเชฟชาวดัทช์ผู้เป็นเจ้าของ Savelberg นำเสนออาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่ปรุงแต่งอย่างพิถีพิถัน เน้นวัตถุดิบคุณภาพจากต่างประเทศ เช่น เนื้อจากแทสมาเนีย ปลาจากฮอลแลนด์ รังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่เหนือระดับทั้งรูปลักษณ์และรสชาติ เข้ากันกับการตกแต่งภายในที่สวยงามหรูหรา ด้วยเก้าอี้หนังปักตัวอักษรย่อชื่อร้าน กับพื้นหินอ่อนสีดำเงาวับ พร้อมด้วยบริการที่ค่อนข้างเป็นทางการระดับมืออาชีพ

รีวิวร้านอาหาร J’AIME by Jean Michel Lorain จากผู้ตรวจสอบมิชลิน (ร้านอาหารระดับ 1 ดาวมิชลิน) ที่ J’AIME คุณอาจจะรู้สึกเหมือนโลกกำลังกลับหัว ด้วยแกรนด์เปียโนที่อยู่บนเพดาน และแชนเดอเลียร์ที่ห้อยกลับด้าน แต่ทันทีที่ได้ลิ้มลองอาหารฝรั่งเศสสุดสร้างสรรค์ ทำให้ทุกอย่างพลันคืนสู่สภาพเดิม แนะนำเทสติ้งเมนูที่มีแบบ 5,7, หรือ 9 คอร์ส ที่ให้คุณได้เปิดประสบการณ์อย่างเต็มที่ J’AIME ก่อตั้งและออกแบบเมนูอาหารโดยเชฟชื่อดัง Jean-Michel Lorain โดยมีลูกสาวดูแลในภาพรวม และศิษย์เอกคนสนิทคอยบริหารงานครัว