ทำไมแค่เรื่องการอ่านของเด็กปฐมวัย จึงโยงใยเป็นเรื่องอ่านเพื่อชาติ?
มีโอกาสจับเข่าคุยกับ สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 สองผู้หญิงที่ยืนยันว่า การอ่านไม่ใช่แค่เพื่อความสนุกเพลิดเพลิน แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ซึ่งจะเป็นทุนสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ!
“จริงๆ แล้ว นัยยะของเราไม่ได้เน้นส่งเสริมให้การอ่านหนังสือ แต่นัยยะของเราต้องการบอกว่า หนังสือและการอ่านจะเป็นทุนในกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์” เปิดประเด็นด้วยสุดใจ กับบทบาทของการเป็นแม่งาน ผู้พยายามผลักดันให้เกิดงานมหกรรมการอ่านแห่งชาติ ครั้งที่ 2 : “มหัศจรรย์การอ่านเพื่อเด็กปฐมวัยในภูมิภาค” ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบฯ (CMECC) จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา
ซึ่งงานนี้ สสส. โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านและภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่านกว่า 20 องค์กรจากทั่วภูมิภาค ร่วมกับคณะผู้จัดงานเทศกาลลิขสิทธิ์และเนื้อหาสำหรับสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (International Children’s Content Rights Fair : ICCRF) และมหกรรม Big Bad Wolf ร่วมกันจัดขึ้น ด้วยหวังการส่งเสริมด้านภาษาในเด็กปฐมวัยด้วยการอ่านหนังสือ เพื่อต่อยอดศักยภาพการเรียนรู้ทักษะชีวิตด้านอื่นต่อไป
ที่มาที่ไป?
สุดใจเปิดใจถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องลุกขึ้นมา เพราะมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย!
“ที่ผ่านมา จากการพยายามผลักดันให้เกิดวาระการอ่านแห่งชาติ ซึ่งกำลังจะจบวาระปีนี้ แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนโครงการกรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลกก็หดหายไปอย่างรวดเร็ว ล่าสุด สสส. พยายามผลักดันเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน เราดีใจมากที่สามารถผลักดันนโยบายนี้ได้ แต่สุดท้ายได้ข้อสรุปว่ามันไม่เกิดขึ้น การที่เราทำงานในเชิงอีเวนท์ครั้งนี้ไม่ใช่กิจกรรมเฉยๆ แต่เป็นการให้องค์ความรู้ เป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องที่ว่ารัฐบาลควรส่งเสริมนโยบายด้านส่งเสริมการอ่านต่อ”
“เชียงใหม่” นอกจากจะเป็นจังหวัดที่ประกาศการจัดการตนเองแล้ว ที่นี่ยังมีภาคีเข้มแข็งในด้านการสร้างวัฒนธรรมการอ่านระดับเมือง
“มีหลายโครงการที่เราทำที่นี่ เรามีเครือข่ายอย่างน้อย 20 องค์กร และเราเคยอบรมครูแกนนำไปแล้วกว่าพันคน หนึ่งในภาคีเครือข่ายของเรา เช่น ศูนย์เด็กเล็กศรีนครพิงค์ เป็นหนึ่งในการทำยุทธศาสตร์ปฐมวัย ซึ่งเคยมีการระดมทุนก่อนหน้าเพื่อให้เด็กเกิดใหม่ทุกบ้านมีหนังสืออ่าน อีกอย่างเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ เราเชื่อว่าถ้าเคลื่อนอะไรสำเร็จกระแสจะไปเร็วมาก”
โดยหนึ่งในกิจกรรม ได้มีการจัดทำหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “ของหาย“ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทางคณะทำงานต้องการส่งเสียงสะท้อนไปยังภาครัฐ ว่าตลอด 14 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำงานด้านการอ่านอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นเป้าหมายของการลุกขึ้นมาจัดมหกรรมในครั้งนี้ สุดใจเผยว่าเพราะต้องการที่จะขับเคลื่อนใน 2-3 เรื่อง เพื่อปรับกระบวนทัศน์คนไทยว่าทำไมเราต้องอ่านหนังสือ
“จริงๆ เราเคยจัดงานมหกรรมการอ่านแห่งชาติมาก่อนแล้ว ระหว่างที่ทำเรามีการวิจัยไปด้วย แม้ฟีดแบ็คจะดี แต่ก็มีเสียงบอกว่าทำไมไม่มาจัดภูมิภาคบ้าง ดังนั้นการจัดงานมหกรรมการอ่านในระดับภูมิภาค เราจึงหวังว่ามันจะก่อความตื่นตัวให้กับคนไทยในพื้นที่อื่นๆ” สุดใจกล่าว
โดยหนึ่งในกิจกรรม ได้มีการจัดทำหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “ของหาย“ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทางคณะทำงานต้องการส่งเสียงสะท้อนไปยังภาครัฐ ว่าตลอด 14 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำงานด้านการอ่านอย่างต่อเนื่อง
ในอีกมุมดีๆ ที่เกิดขึ้นในงานนี้ คือทางกระทรวงสาธารณสุขได้คัดสรรหนังสือ 100 เล่มหนังสือดี 100 ปีสาธารณสุขไทยมาด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการการันตีว่าการอ่านช่วยเสริมสร้างสุขภาพและพัฒนาการมนุษย์ ตอบโจทย์ 4H คือ Head Heart Hand และ Health
“อีกไฮไลท์คือเรายังมีเครือข่ายจากภาคใต้ ที่มานำเสนอ “วรรณกรรมในฝักกริช” หนังสือเด็กที่เป็นผลผลิตจากงานวิจัยที่เป็นต้นแบบของพหุวัฒนธรรม ซึ่งนำมาใช้สำหรับการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการในระดับครอบครัวของพี่น้องชาวใต้”
นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้หนังสือชุด “อ่านดอยสุเทพ” เป็นต้นแบบสำหรับการขับเคลื่อนโครงการ “อ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกัน” ที่ สสส.กำลังพยายามขับเคลื่อน ซึ่งเธอบอกว่าทางเชียงใหม่เองก็ขานรับเรื่องนี้อย่างเต็มใจ และพยายามตั้งเป้าให้เชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นเมืองที่มีหนังสือเป็นปัจจัยสำคัญที่แวดล้อมเด็กอย่างน้อยบ้านละ 3 เล่ม ในครอบครัวที่มีเด็กแรกเกิดถึงสามขวบ
“ดังนั้นในอนาคตอ่านดอยสุเทพ จะไม่ได้มีแค่นิทานเด็ก แต่มีบทความสำหรับผู้สูงอายุ สามารถอ่านออนไลน์ สแกนคิวอาร์โค้ด มีสำหรับเด็กวัยรุ่น
อีกเรื่องที่เรากำลังจะมุ่งวิจัยว่าในแต่ละชนเผ่าหรือชาติพันธุ์มีหนังสือยังมีเรื่องเล่าดีๆ เยอะเลย ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ทำอย่างไรที่จะนำมาเป็นหนังสือนิทานให้กับเด็กๆ ได้ นี่เป็นเป้าหมายต่อไปที่ สสส.และภาคี อยากทำเรื่องนี้”สุดใจกล่าว
ในอีกส่วนยังมีหนังสือที่ส่งเสริมการอ่านด้วยนวัตกรรมใหม่ซึ่งเป็นผลพวงจากการทำงานวิจัยที่ใช้เวลาถึงกว่าสองปี
“เรื่องอ่าน อาน อ๊าน ที่เรานำเสนอคือการตอบคำถามว่า ทำไมกระทรวงศึกษาธิการถึงไม่สามารถทำให้การอ่านเดินหน้าไปไหนได้ เพราะการอ่านไม่ใช่ความสุข ทุกวันนี้หนังสือเด็กอนุบาล ป.1 ที่เราเห็นมีแต่ตัวหนังสือ ไม่ใช่หนังสือภาพ แต่เรายังศึกษาของต่างประเทศว่าทำไมตลอด 30 ปี เขานิยม Oxford Reading Tree กัน”
เมื่อถามว่าทำไมคนไทยต้องสร้างวัฒนธรรมการอ่าน?
สุดใจยกข้อมูลเสริมว่า ในแง่พัฒนาการเด็ก นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพัฒนาการเด็กเคยกล่าวไว้ชัดว่า หนังสือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในกระบวนการทำงานเรื่องนี้ได้ดีที่สุด เพราะสร้างพัฒนาการด้านภาษาที่ยังเป็นรากฐานการพัฒนาไปสู่พัฒนาการด้านอื่นๆ
“แต่สิ่งสำคัญที่สุด หนังสือยังเป็น Attachment สำคัญระหว่างแม่กับลูก เป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ เชื่อมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือครอบครัว เพราะเขาจะเริ่มเห็นว่าตัวตนของแม่มีจริง นำไปสู่การพัฒนา Self Esteem ของตัวเองในระยะยาว ส่วนเนื้อหานั้นมาทีหลัง” ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านอธิบาย
แล้วจำเป็นแค่ไหน ที่หนังสือเด็กปฐมวัยจะต้องเป็น “วรรณกรรม” ?
คำถามนี้เราได้คำตอบคมๆ จากศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ที่มาร่วมงานในครั้งนี้
“เพราะการอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่การอ่านฉลากยาข้างขวด” ชมัยภรยังชี้แจงต่อว่า
“สิ่งที่คุณหมอประเสริฐพยายามย้ำคือถ้าหากคุณไม่อ่านวรรณกรรมก่อนอายุ 12 ปี สมองส่วนที่ทำหน้าที่เป็นสมองสำหรับการจินตนาการ การคิดวางแผนอนาคตจะหายไป เพราะสมองถือว่าไม่ได้ใช้สมองส่วนนี้ ผลก็คือเด็กจะโตมาแบบไม่มีจินตนาการเรื่องอนาคต แต่เด็กที่อ่านวรรณกรรมจะเห็นตรงนี้ก่อน ทำให้สมองส่วนนี้มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ และส่งเสริมให้เขาอยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ”
“สังเกตว่าเด็กๆ เขาเริ่มจากอ่านภาพก่อน เก็บรายละเอียด ซึมซับสุนทรียะตรงนั้น ก่อนที่จะไปแตะเนื้อเรื่อง หรือก่อนที่เนื้อเรื่องจะไปแตะโดนใจเขา เพราะวรรณกรรมเป็นตัวขัดเกลาชีวิตมนุษย์ ด้วยมีความลึกซึ้งกว่า” สุดใจกล่าวเสริม
“ซึ่งการที่เราดึงกระทรวงสาธารณสุขมาเพราะเขาคือคนแรกที่จะถึงตัวเด็กตั้งแต่ก่อนคลอด กระทรวงต้องเตรียมหนังสือให้แม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ตั้งครรภ์ ลูกได้ยินเสียงเพราะเซลสมองทำงานแล้ว ส่วนสี่เดือนหกเดือน แรกเกิดสามขวบทำได้เลย”
ส่วนนักเขียนมือทองอย่างชมัยภรช่วยวิเคราะห์ต่อว่า “เด็กจะชอบเรื่องที่เขาจินตนาการต่อได้ มันไม่ใช่แค่การอ่านให้ความรู้ธรรมดา แต่มันมีเรื่องราว หรือเนื้อหาที่เร้าใจชวนติดตาม สามารถเข้าไปกระทบจิตใจได้ เป็นตัวเรื่องที่ถ่ายทอดมาจากความเข้าใจชีวิต ความเป็นมนุษย์ พอเด็กได้อ่านวรรณกรรมที่มีตัวเรื่อง เด็กจะจดจำเรื่องราว แล้วเขาจะสามารถไปปรับใช้ในชีวิต
ยกตัวอย่างถ้าเราไปสอนเขาว่า ก-า-กา เฉยๆ แต่เขาไม่เคยรู้จักกามาก่อนเลย เขาจะไม่มีภาพนี้ในความคิด แต่พอมีภาพมีเรื่องราวของกา มีความเคลื่อนไหวของกาเกิดขึ้น เด็กจะสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวและเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเองได้ เราจึงย้ำมาตลอดว่าต้องวรรณกรรม” ชมัยภรกล่าว
อ่านหนังสือ หรือแทบเล็ต?
อีกประเด็นที่อาจมีหลายคนยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับด้วยกระบวนการทำงานของสมองกับการอ่าน ว่าหากเราอ่านผ่านหนังสือ กับอ่านผ่านแทบเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ มีผลแตกต่างกันหรือไม่ เรื่องนี้สุดใจช่วยอธิบายว่า
“เรื่องถ้าเราไปหาข้อมูลจากคุณหมอประเสริฐที่พูดถึงกระบวนการทำงานสมองของการอ่านหนังสือกับพวกสื่ออิเลคทรอนิกส์นั้นมีผลต่างกัน เพราะเวลาที่เรามองตัวหนังสือมันจะเก็บคำได้ประมาณแค่ 11 คำเท่านั้นเอง หนังสือช่วยให้คนเรามีความอดทนที่จะอ่านอะไรยาวๆ ช้าๆ ถึงจะไปตอบโจทย์สมองส่วนหน้าเรื่องจินตนาการ แต่แทบเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ มันวูบไหวไปเร็วมาก มีผลทำให้เด็กไม่มีสมาธิในการอ่าน หรือสมาธิสั้นมาก
ถ้าเริ่มจากหนังสือ สั่งสมไปเรื่อยๆ ภายใน 6 ปีแรก ถ้าเราทำให้เด็กหลงรักการอ่านในช่วงปฐมวัย เชื่อได้ว่าเด็กจะรักการอ่านไปตลอดชีวิต”
สุดใจเล่าต่อว่าประสบการณ์ทำงานกับภาคีในพื้นที่ ทำให้รู้ว่าวิธีการอ่านหนังสือกับลูกที่ดีที่สุด รอบแรกควรอ่านรวดเดียวเพื่อให้เด็กรื่นรมย์เพลิดเพลินไปกับหนังสือก่อน รอบสองหรือสามคุณค่อยเริ่มชี้ตัวอักษรให้กับเด็ก สอนให้เด็กสังเกตหน้าปกว่าเป็นยังไง เรื่องเกิดจากไหน ให้เขาวิเคราะห์ได้ว่านี่เป็นเรื่องที่สร้างขึ้น เขาจะค่อยๆ เข้าใจ และการชี้ตัวคำ ทำให้เด็กรู้เสียง รู้จักตัวหนังสือ
“เราพบว่าแปดเดือนเท่านั้น เด็กสามสี่ขวบสามารถถอดรหัสได้ และอ่านหนังสือได้”สุดใจกล่าวทิ้งท้าย






