วันนี้ ชวนมาติดอาวุธด้วยการเสริมความรู้ที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยง ป้องกัน บรรเทา กับข้อมูลสุดสะพรึง รับรองว่าได้ฟังแล้วต้อง ตะลึงตึง ตึง กันทีเดียว จาก ผศ.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กับเสวนาเล็กๆ แต่เรื่องไม่เล็กอย่าง Home Pollution มลพิษใกล้ตัว อีกกิจกรรมดีๆ ที่จัดขึ้น ณ Event Hall ชั้น 2 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้
ในบ้านกับนอกบ้าน อะไรน่ากลัวกว่า
“พูดถึงฝุ่นนอกบ้านก่อน เรื่องจริงที่ว่าฝุ่นบางชนิดสามารถทำลายเนื้อปอดเรา ที่สำคัญมันทำลายถาวร ทำให้ไม่สามารถกลับคืนมาปกติ ความจริงฝุ่นมีอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่ที่คุณเห็นฝุ่นขาวๆ นี่แปลว่าความเข้มข้นมากขึ้น เรียกว่าฝุ่นขาวๆ นี่เรารับวันเดียวอาจเท่ากับการที่เราได้รับฝุ่นควันมลพิษเกือบทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี”
ผศ.นพ.มาศเอ่ยต่อว่า ฝุ่นที่ขนาด PM 2.5 จะเล็กและเบามาก มันจึงไม่ตกสู่พื้นและลอยอยู่ในอากาศ เวลาตื่นเช้ามาจึงเห็นเป็นหมอก
“ยิ่งเล็กเท่าไหร่ ยิ่งผ่านทางเดินหายใจเราไปลึกมากเท่านั้น เล็ดรอดผ่านขนจมูกเข้าไปสู่ปอด”
ฝุ่นเหล่านี้ร่างกายพยายามขจัด บางประเภทสามารถขจัดได้ แต่บางประเภทมีสิทธิ์ทำให้ปอดเสียหาย ซึ่งจะไม่มีอาการทันที
“โดยเฉพาะหากประเภทที่เป็นสารดูดซึมจะไม่อยู่เพียงแค่ปอด แต่สามารถดูดซึมสู่กระแสเลือด ขึ้นอยู่กับการสะสมระยะยาว อย่างฝุ่นที่ปนเปื้อนกลุ่มโลหะหนัก เราพบว่าเรามีเกือบทุกคน แค่มากน้อยต่างกันไป ซึ่งกลุ่มนี้ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ สมองทำงานผิดปกติ และต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ”
ต้องยอมรับว่า เวลานี้คนไทยต้องเผชิญวิกฤติสุขภาพ เรื่องมลพิษทางอากาศที่อันตรายสูงถึง 9-10 เท่า ทำให้หลายคนจึงคิดว่าหากเปลี่ยนการอยู่นอกบ้านนานๆ อาจเป็นอันตราย อยู่ในบ้านน่าจะปลอดภัยกว่า
แต่คุณเองมั่นใจแค่ไหนว่าในบ้านที่คุณอยู่นั้น “ปลอดภัย” จริง
“วันนี้การอยู่นอกบ้านน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าคุณไม่ concern ตรงนี้ ปล่อยให้มีมลพิษในบ้านสะสมระยะยาว ก็น่ากลัวไม่แพ้กัน” ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขาวิชาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพให้ข้อมูล
เขาชี้ว่า ผลจากการที่มนุษย์ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ข้อบกพร่องของธรรมชาติ แต่กลับกัน เราจำเป็นต้องแลกกับ “ของแถม” ที่ติดมา ซึ่งหากได้ฟังแล้วอาจหวาดผวากับชีวิต
ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักไม่เคยทราบหรือสังเกตว่า บางพฤติกรรมที่เคยชิน ข้าวของเครื่องใช้ประจำวันบางอย่างสามารถสร้างผลกระทบทางสุขภาพเราเองได้ทั้งนั้น ทั้งที่นี่คือภัยใกล้ตัวที่สุดที่ไม่มีใครมองเห็น
มลพิษร้ายในบ้าน
ลองเริ่มต้นจากจุดแรกในบ้าน หากกวาดสายตาสแกนไปโดยละเอียดแล้วจะเจอ “สารเคมี” แทรกซึมอยู่ทุกอณูพื้นที่
ผู้ร้ายรายดังตัวแรกที่คุณหมอมาศเล่าถึงคือ “ฟอร์มาลีน” สารระเหย ที่ใส่เพื่อป้องกันปลวก และสารพัด แต่ข้อเสียคือสามารถแปรสภาพเป็นฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งสารนี้คุณจะได้แถมทุกครั้งเมื่อขนซื้อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่เข้าบ้าน หรือแม้แต่ผนังวอลเปเปอร์ที่คุณกำลังยืนพิงอยู่ตอนนี้
“ตามมาตรฐานฟอร์มัลดีไฮด์ บอกว่าถ้าจะให้ดีต่อสุขภาพ ควรมีค่าไม่เกิน 0.01 ppm แต่หากเมื่อไหร่ที่เราเดินผ่านแล้วได้กลิ่นฉุนของฟอร์มาลีนให้ประมาณการได้เลยว่ามันน่าจะมีอย่างน้อย 0.1 ppm ซึ่งแปลว่าอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ไม่ควรอยู่ใกล้” ผศ.นพ.มาศเอ่ย
“ทีนี้เราซื้อเฟอร์นิเจอร์มาแล้วทำไงล่ะ หากเป็นไปได้ควรตั้งทิ้งไว้ให้ห่างตัว จนสารระเหยจนหมดแล้วค่อยนำมาใช้ แต่ในความเป็นจริงใครจะทำแบบนั้นได้ อีกทางเลือกคือปัจจุบันมีเฟอร์นิเจอร์บางแบรนด์ที่พูดถึงว่าไม่มีฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาไม่ได้ไม่ใส่ แต่เขาทิ้งระยะเวลาไว้จนกว่าจะระเหยหมดตั้งแต่ 6 เดือน – 1 ปี เรียกว่ารอกลิ่นหมด แน่นอนว่าย่อมทำให้เฟอร์นิเจอร์นี้ราคาจะแพงกว่า
ซึ่งถามว่าผลข้างเคียงคืออะไร เริ่มจากอาการแรกที่พอเราสูบดมเข้าไปจะรู้สึกแสบตาคัดจมูก ระคายเคือง นอกจากนี้ยังส่งผลให้ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน เวียนหัว ซึ่งเราไม่รู้ว่าในระยะยาว หากสะสมในร่างกายจะเกิดอะไรขึ้น”
ผู้ร้ายตัวที่สอง ที่น่าเกรงกลัวไม่แพ้กัน คือกลุ่มประกอบที่มีคลอรีน ซึ่งพบแทรกซึมในสารพัดผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ในพลาสติก เรซิน ยาฆ่าแมลง ด้วยคุณสมบัติเป็นสารทำละลายของมัน ทำให้คลอรีนนิยมถูกนำมาใช้ เพื่อทำความสะอาดชะล้างน้ำมันเครื่อง หรือเคมีที่น้ำชำระล้างไม่ออก จะต้องใช้คลอรีนเป็นตัวทำละลาย ที่สำคัญ อย่าลืมนึกด้วยว่า เรายังพบ “คลอรีน” ในน้ำประปาบ้านเราเช่นกัน
สำหรับเรื่องสารปนเปื้อนทางน้ำเป็นอีกประเด็นที่ ผศ.นพ.มาศเอ่ยอย่างหนักใจ เขาชี้ว่า น้ำฝนควรเลิกบริโภคเลยเด็ดขาด เพราะชะเอาทั้งฝุ่นและสารเคมีในอากาศปนเปื้อนในน้ำ ที่มาจากมลพิษโรงงานอุตสาหกรรม จากควันพิษมาเจือปนกันอย่างสนุกสนาน
“ส่วนน้ำกรอง ตามบ้านทั่วไปกรองด้วยท่อสเตนเลสคู่ สามารถใช้ได้ แต่ยังเป็นกระบวนการกรองหยาบทำหน้าที่แค่กรองน้ำกระด้าง เช่นน้ำบาดาล หรือน้ำที่มีหินปูนเยอะๆ ให้เป็นน้ำอ่อนเท่านั้น ยังไม่เพียงพอเหมาะสำหรับการกิน แม้จะกินได้”
ส่วนหากถามถึงเทคโนโลยีอะไรที่ได้รับการยอมรับว่ากรองได้ละเอียด ได้แก่ หนึ่ง ไส้กรองคาร์บอนขนาดเล็ก สอง เยื่อกรองแบบรีเวิร์สออสโมซิส หรือที่คนทั่วไปเรียกอาร์โอ (RO) ส่วนการต้มฆ่าได้ไหม ทำได้ แต่เชื้อบางชนิดก็มีคุณสมบัติที่ทนอุณหภูมิสูงได้ อาทิ เชื้อรา ซึ่งเชื้อบางอย่างจะต้มให้ตาย คือต้มให้ถึงอุณหภูมิ 100 องศาและต้มต่อไปอีก 5 นาทีแล้วค่อยดับไฟเท่านั้น
นอกจากนี้ “คลอรีน” เป็นหนึ่งในสารที่นำมาใช้ในการฆ่าเชื้อด้วย
“ปัญหาคือคลอรีนไม่ได้มีอันตราย แต่เมื่อรวมกับสารประกอบธรรมชาติหรือสารอื่นที่ปะปนในน้ำประปา จะทำปฏิกิริยาแล้วกลายเป็นคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะการนำน้ำประปา หากเรายิ่งต้มยิ่งทำให้สารประกอบในน้ำรวมตัวกับคลอรีนและกลายเป็นคลอโรฟอร์มมากยิ่งขึ้น คลอรีนสามารถระเหยได้ แต่เมื่อใดที่กลายเป็นสารตัวใหม่คือ คลอโรฟอร์มแล้ว กลับไม่สามารถระเหยได้ จึงไม่แนะนำการนำน้ำประปาไปต้ม ยกเว้นน้ำที่กรองแล้วสะอาดมาต้มไม่เป็นไร”
ผศ.นพ.มาศกล่าวต่อว่าถ้าเลือกได้ บริโภคน้ำแร่ ดีกว่าน้ำบรรจุขวดธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำบรรจุขวดที่ผ่านการกรองด้วยระบบรีเวิร์ส ออสโมสิส เพราะกระบวนการนี้กลับกรองเอาแร่ธาตุออกหมด น้ำที่ผ่านระบบรีเวิร์สออสโมสิส ก็เหมือนการกินน้ำกลั่น (กรด) เมื่อร่างกายคนเราบริโภคน้ำพวกนี้ไปนานๆ อาจมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ กระดูกผุ
แต่หลายคนอาจสงสัยว่า อ้าว แล้วทำไม อย.ให้ผ่านน่ะหรือ?
คำตอบคือผลกระทบเหล่านี้ มันไม่ได้ทำให้ก่อโรคในทันที แต่มีผลระยะยาวสะสมที่ต้องพิสูจน์อีกนาน ซึ่งปัจจุบันมีรายงานยังถกเถียงกันอยู่ เพราะบางฉบับบอกว่ามีผล แต่บางฉบับระบุว่าไม่มีผล แต่สรุปคือ น้ำที่ดีต่อสุขภาพสำหรับการบริโภค มีการยอมรับแล้วว่า ควรเป็นน้ำที่มีแร่ธาตุอยู่บ้างจะดีกว่า
ทฤษฎีร่างกายที่ต้องรู้
ไหนๆ เมื่อเอ่ยเรื่องนี้ ผศ.นพ.มาศ จึงอธิบายเสริมเล็กน้อยเพื่อให้เข้าใจถึงเรื่อง “น้ำ” ในร่างกายคนเราว่า ปกติดแล้วร่างกายคนเรามีค่า PH 7.4 คือมีสภาพความเป็นด่างนิดๆ
“เราควรบริโภคสิ่งที่ช่วยปรับให้ร่างกายเราอยู่ในภาวะสมดุล นั่นคือภาวะด่าง ได้แก่ เกลือแร่ แร่ธาตุ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมน้ำแร่จึงดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำธรรมดา ซึ่งในสภาวะที่ร่างกายเป็นกรด คือค่าพีเอชน้อยกว่า 7.4 จะไม่ค่อยดีนัก เพราะเป็นภาวะพิษต่อเซลส์ และเป็นภาวะที่มะเร็งชอบมาก จะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อร่างกายเป็นกรด แต่ถ้าหากร่างกายมีความเป็นด่างมากกว่า เซลส์มะเร็งจะอยู่ไม่ค่อยได้ และภูมิคุ้มกันร่างกายจะแข็งแรงขึ้น
ดังนั้นการบริโภคผักผลไม้ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง ในขณะที่เนื้อสัตว์นั้นทำให้ร่างกายเกิดกรด เป็นเหตุว่าทำไมคนเป็นมะเร็งหมอถึงไม่ให้กินเนื้อสัตว์ โปรตีนทำให้เลือดเป็นกรด ของหวานของเลวทั้งหลายทำให้เลือดเป็นกรด”
อีกเรื่องที่เราคิดไม่ถึงคือสารเคมีส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นละลายในน้ำ และละลายในไขมัน ซึ่งสารพิษส่วนใหญ่จะละลายในไขมัน เมื่อร่างกายกมีสารพิษตกค้าง ร่างกายขจัดออกไม่ได้ เพราะสารพิษพวกนี้ไม่ละลายและถูกขับออกมากับปัสสาวะ แต่กลับไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อไขมัน ดังนั้นไขมันในร่างกายเรายังเป็นที่สะสมสารพิษที่ตกค้างในร่างกายด้วย เวลาที่เราออกกำลังกายไขมันเหล่านี้จึงไม่หายไป
“มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าเพราะร่างกายไม่ต้องการให้สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจึงเก็บมันไว้ในไขมันแทน ทำให้ไขมันพวกนี้สลายตัวไม่ได้ เวลาที่เราออกกำลังกายไขมันจึงไม่ค่อยลด รวมถึงบริเวณต่อมไร้ท่อ รังไข่ อัณฑะ ต่อมหมวกไต”
แต่นอกจากสารด้านบนดังกล่าว ยังมีผู้ร้ายในบ้านอีกมากมายนับไม่หมด อาทิ กาวที่ใช้ในเฟอร์นิเจอร์ พบว่าทำไตอักเสบ สมองเสื่อม ส่วนสารที่อยู่ในฉนวนกันความร้อน มีทั้งพีวีซี โพลียูรีเทน หรือแร่ใยหิน ที่เมื่อเสื่อมอายุมากๆ จะเปื่อยยุ่ย หล่นลงมา และเราก็สูดดมระเหยเข้าไปทำให้มีผลกับปอด ดังนั้นที่บางคนสงสัยว่าตัวเองไม่เคยสูบบุหรี่เลยตลอดชีวิตทำไมถึงเป็นมะเร็งปอด เป็นถุงลมโป่งพองได้ เพราะสูดดมสารบางอย่างเข้าไปจนทำลายเนื้อเยื่อปอด หลอดลมอักเสบเรื้อรังนี่เอง
แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม?
ถามว่าอะไรทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดต่อสุขภาพ ผศ.นพ. มาศย้ำว่า “ธรรมชาติ” เท่านั้นคือทางออก
“เพราะมันไม่ทำร้ายเราเท่าเคมี หรือเกิดปัญหาต่อสุขภาพน้อยกว่า หลักการคือเลือกเครื่องใช้ในบ้านง่ายๆ คือ ให้นึกว่าเอาวัสดุที่มาจากธรรมชาติหรือเป็นธรรมชาติไว้ก่อน”
ผศ.นพ.มาศ ยังยกตัวอย่างการเลือกผลิตภัณฑ์ในบ้านง่ายๆ เช่น หากอยากได้พื้นที่ดีต่อสุขภาพควรเลือก เช่น หินแกรนิตแทนหินเทียม เลือกไม้เก่าแทนไม้ใหม่เพื่อลดการสัมผัสสารเคมีที่ชุบไม้ เปลี่ยนมาใช้แชลแล็กหรือสารเคลือบมันธรรมชาติแทนโพรียูรีเทน หรือเลือกกระเบื้อง ปูนเปลือย สีทาบ้านที่เป็นสีธรรมชาติกว่า คือสีน้ำ แต่คนส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้ เพราะเลอะเทอะสกปรกง่าย ไม่ทนทานนี่แหละ และอย่าเอาสีทาภายนอกมาทาภายในบ้าน แม้แต่ผ้าที่ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือเราใช้และสัมผัสประจำทุกวัน แนะนำให้ใช้ผ้าจากใยธรรมชาติมากกว่าใยสังเคราะห์ อาทิ คอตต้อน 100%
“รวมถึงผลิตภัณฑ์จานชาม หม้อ ภาชนะที่เป็นอลูมิเนียม รู้ไหมเวลาใช้แล้วสึกกร่อนได้ สารวัสดุโลหะต่างๆ เหล่านี้จะหลุดลอก ตกค้างปนเปื้อนมากับอาหาร แม้แต่เทฟลอนใช้ไปนานๆ ก็หลุดร่อนได้ ถ้าหม้อที่ปลอดภัยที่สุดคือหม้อแม่นากนี่แหละ แต่ข้อเสียคือมันแตกง่าย อีกตัวเลือกรองลงมาคือสเตนเลสสตีล 18/10 เป็นวัสดุที่ไม่หลุดลอกตลอดอายุใช้งาน แม้แต่เตาแก๊ส ส่วนหากใครใช้ในบ้านควรมีฮูดขึ้นมา เพราะจะได้ไม่โดนควันก๊าซที่เผาไหม้ออกมาโดยตรง แต่ก็อาจล่องลอยอยู่ในบ้านคุณแทนได้ ครัวไทยสมัยก่อนจึงนิยมทำนอกบ้าน
อีกเรื่องคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รู้หรือไม่ว่าสายไฟฟ้าแรงสูง อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหมด แต่อุปกรณ์ไหนที่กินไฟ หรือใช้กำลังไฟน้อยก็มีน้อยกว่า ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ไม่ใช้งานควรอยู่ให้ห่างจากอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด”
ท้ายสุด ผศ.นพ.มาศย้ำว่า ข้อมูลเหล่านี้ นอกจากจะเป็นสิ่งที่เราควรรู้ และป้องกันตัวเองไม่พอ แต่ต้องอย่าทำให้เกิดมลพิษมากขึ้น เพราะสุดท้ายผลกระทบเหล่านี้ย้อนกลับมาที่เราอยู่ดี








